จิตอุเบกขามีคุณลักษณะเช่นไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข31 ตุลาคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

จิตอุเบกขามีคุณลักษณะเช่นไร _จิตว่าง ไม่ใช่ว่างแบบเฉยๆ แต่มีปัญญารู้เท่าทันสภาวะนั้นๆ ตามความเป็นจริงไม่ผลักไม่ดูด จิตเป็นกลางๆ ภาษาก็จบกันอยู่ตรงนี้ พูดซ้ำพูดวนก็จบตรงนี้ มันไม่ผลักไม่ดูด จิตเป็นกลางๆ ถามพ่อว่าจิตเริ่มมีปัญญา เข้าใจเป็นอุเบกขาได้ไหมคะ? พ่อครูว่า.. ตรงนี้แหละ คงต้องอธิบายกันอีกเป็นล้านเที่ยว ฐานอุเบกขาเป็นฐานนิพพาน อุเบกขา คือ วางเฉย เป็นมิจฉาทิฏฐิก็ได้ เป็นโลกียะก็มี โลกียะเขาวางเฉยได้เป็นเคหสิตอุเบกขามันเข้าใจผิดเป็นมิจฉาทิฏฐิ เช่นดื่มเบียร์ด้วยจิตว่าง เป็นต้น เขาใช้ตรรกะ เป็นว่าง สมมุติอะไรไม่เข้าสภาวะไม่เข้าเรื่องอะไร สลับสับสนไปหมด ทีนี้คำว่า ว่าง ขอขึ้นต้นด้วยคำว่า มัชฌิมาปฏิปทา คือ กลาง หรือ ความว่าง ว่างจากสองข้าง คือ อันตา ภาษาบาลี ข้างหนึ่งคือกาม อีกข้างหนึ่งคืออัตตา ไม่ใช่เราเดินไปในทางกลางๆที่ มีกามกับอัตตาก็อยู่ระหว่าง 2 อันนี้แล้วจะไปถึงไหน มันไม่ใช่เอาแต่เดินเดินๆอยู่ทางสายกลางแล้วมันคืออะไร ที่จริงคำว่าทาง เป็นซินโนนีม เป็นไวพจน์กับคำว่า วิธีปฏิบัติ หรือพระบาลีบอกว่าปฏิบัติธรรม ปฏิปทา แปลว่า ทางเดินหรือวิธีปฏิบัติ ทีนี้ทางเดินหรือวิธีปฏิบัติ ก็คือทฤษฎีต่างๆ จรณะ 15 หรือว่า อปัณณกปฏิปทา 3 ต้องเข้าใจความหมายของสิ่งเหล่านั้น อย่างละเอียดดี ในกระบวนการกระบวนธรรมต่างๆ แล้วเอามาปฏิบัติให้ได้ เมื่อปฏิบัติถูกต้องเป็นสัมมา เข้าใจถูกเป็นสัมมาทิฏฐิ แล้วมาปฏิบัติก็เป็นสัมมาปฏิบัติอีก มรรคผลก็จะเกิด มรรคผลเกิดก็คือ เราละได้ มันจะมีส่วนสุดโต่ง หรืออันตาอยู่สองอย่าง ข้างนอกเรียกว่ากาม ข้างในเรียกว่าอัตตา ทำข้างนอกที่หยาบ ลดกิเลสภายนอกคือกามาวจร ลดได้จนหมดกาม ก็จะเหลือแต่ข้างใน รูปาวจร กับอรูปาวจร ตัวแรก คือ ราคะคู่กับกาม กามราคะ เรียกรูปราคะ อรูป

อ่านต่อ

ราคะเป็นภวภพ เป็นกามภายใน กามราคะเป็นคู่ไวยพจน์ รูปราคะ ก็หยาบกว่า อรูปราคะ เราก็ต้องมาล้างรูปราคะ ในรูปราคะ เราก็ยังมีตาหูจมูกลิ้นกายสัมผัสอยู่กับภายนอกเรียกว่ากามภพ ยังมีกามาวจร แต่เรามีโลกุตตรจิต มีจิตอยู่เหนือ กามได้ แต่มันยังมีต่อเนื่องมาสู่ภายใน สัมผัสกับเหตุอันนี้แหละมันยังเขย่าจิตเราภายใน แต่มันไม่ออกไปหยาบสู่ภายนอก ข้างในเราเต๊ะท่ากดข่มได้ดี เหมือนอรหันต์เลยนะ แต่ไม่มีใครรู้กับเราอยู่ในจิต เราก็รู้เขาบอกเราก็ไม่ปดเขาบอกไป แต่ถ้าเขาไม่บอกแล้วก็วางท่าเหมือนไม่มีกิเลสเลย แต่จิตคุณมีกิเลสแต่บอกว่าไม่มีกิเลสนี่แหละเป็นการโกหกที่เรียกว่า ปาราชิก รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองผิด แต่ไปโกหกว่าตัวเองถูก นี่แหละตัวร้ายกาจมาก ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ผู้ที่โกหกทั้งๆที่รู้ ว่านั่นคือการโกหก ผู้นี้ทำชั่วอะไรที่ชั่วทั้งหลายแหล่ทำได้หมด ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ในความชั่ว มันร้ายกาจมาก มันสุดยอดแห่งตอแหลเลย ตัวนี้ ระวังเชียว อย่าไปทำเป็นอันขาด เพราะฉะนั้นในสภาวะที่เป็น รูปราคะ เราก็ล้าง จนจิตเราไม่มีผลักไม่มีดูดในรูปราคะ เบาบางแล้ว มันก็ยังมีเชื้อกามหรือราคะอยู่ภายใน อันตา คือปลายข้างหนึ่งหรือฝ่าย มันก็หมดกาม เดี๋ยวก็มาหมดอัตตา หมดกามหมดอัตตา ภาษาว่ากลาง ไม่มีข้างกามข้างอัตตา นี่คือสภาวะเป็นกลาง ก็จะกลางไปเรื่อยๆ น้อยลงไปอีก ก็ทำตัวน้อยที่เหลือน้อยให้น้อยไปอีก จนหมดกาม เหลือรูปราคะ อรูปราคะ ก็ต้องรู้หยาบกับละอียด เป็นคู่กันไป อันตา ทีละคู่ ก็จะเล็กลงไปอีก จนเหลืออรูป จนหมดเลย แยกไม่มีกับน้อยที่สุด ยากมาก แต่คุณสูงมากแล้ว ฐานจิตคุณเหลือน้อยที่สุดกับจบที่ความไม่มี ก็ไม่เป็นพิษภัยกับใคร คุณจะตัดสินสุดท้าย ได้ไม่ได้ก็อยู่ที่คุณ คุณจะตอบตัวคุณเอง คุณทำไปจริงๆแล้วก็จะรู้ความจริงว่ามันวนอยู่ได้ เรานี่ ยังมีวนอยู่ในโลก เมื่อหมดโลกไม่วนอีกก็จบ มันก็สูญ ก็กลาง เพราะฉะนั้น มัชฌิมา แปลว่า ความเป็นกลาง จึงไม่ใช่แปลว่าทางสายกลาง ไปตีความว่าเป็นทางคือวิธีปฏิบัติอยู่อย่างนี้เดินอยู่ในทาง แล้วจะไปไหนจ๊ะ ไม่รู้ทิศรู้ทาง ไม่รู้ที่จบไปอยู่ที่ไหน แล้วฝั่งนี้รู้ที่จบไปไหนก็คือที่จบไปตามลำดับของ 2 นี้ มันจะหมดไปเรื่อยๆ เมื่อหมดทั้ง 2 ข้าง มันก็ว่างก็กลาง จากหยาบก็เป็นละเอียดลงไป เห็นไหม แค่อธิบายนี้ก็ยังยากเลย ตั้งหลักให้ดีๆ ที่อาตมาอธิบายตั้งแต่ต้นจนจบ อธิบาย 2 ข้าง แล้วมาหากลาง มันเป็นสภาวะธรรม ที่ละเอียดลึกซึ้ง คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม ๙ ข้อ ๓๔) ถ้าไม่มีความจริงอย่างละเอียด จะพูดอย่างนี้ไม่ได้หรอก ถ้าไปแปลมัชฌิมาปฏิปทาแปลว่าทางสายกลางอย่างเดียว อาตมาก็เมื่อยที่จะแก้ปัญหาตรงนี้ (สู่แดนธรรมว่า ควรแปลว่าการปฏิบัติให้ถึงความเป็นกลาง) ก็อาตมาแปลเช่นนี้ ให้ปฏิบัติให้ไปถึงความเป็นกลาง มัชเฌ ไปสู่สภาวะความเป็นกลางก็คือปฏิบัติไปสู่อันนี้ ความสุขอยู่ที่ มัชเฌ กับวิธีปฏิบัติ หากไปติดอยู่ที่ทางสายกลาง แล้วความเป็นกลางคุณยังไม่รู้เรื่องเลยว่าคืออะไร ความเป็นกลาง อาตมาก็ขอเปลี่ยนเป็นคำว่า อุเบกขา อุเบกขา จะมีพยัญชนะที่บอกสภาวะ 1. บริสุทธิ์ อุเบกขาคือ ความไม่สุขไม่ทุกข์ ความเป็นกลางที่ไม่สุขไม่ทุกข์ อุเบกขา แล้วที่ไม่สุขไม่ทุกข์เป็นกลางนี้ ไม่สุขไม่ทุกข์อย่างไรเพราะมันบริสุทธิ์ บริสุทธิ์อะไร บริสุทธิ์จากกิเลส นี่คือตัวที่ 1 ของอุเบกขา มันมี 5 ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา พยัญชนะ 5 ตัวนี้มีใน ธาตุวิภังคสูตร มีอยู่ในพระไตรปิฎกหลายเล่ม (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ พ่อครูว่า.. ตั้งหลักดีๆ อุเบกขาคือความว่างๆกลางๆ แล้วว่างๆกลางๆคืออะไรคือว่างเพราะมันไม่มี 2 ข้าง 2 ข้างอะไร 2 ข้างกิเลสคือกิเลสอะไร กิเลสนอก และกิเลสใน กิลเสนอกคือกามภพ กิเลสในคือรูปภพอรูปภพ พอหมดภายนอกหมดกามภพก็เหลือแต่รูปภพอรูปภพ อย่าง กามราคะ ปฏิฆะ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา อย่างอนุสัยก็มี 7 เป็น อนุสัยมี 7 1. กามราคานุสัย (ความดึงดูดกำหนัดในกาม) 2. ปฏิฆานุสัย (ความผลักไส ขัดเคือง ขึ้งเคียด) 3. ทิฏฐานุสัย (ความยึดถือความเห็นเป็นตนของเรา) 4. วิจิกิจฉานุสัย (ความลังเลสงสัย ทำให้เนิ่นช้า) 5. มานานุสัย (ความถือตัวทั้งหลาย) 6. ภวราคานุสัย (ความใคร่อยากในภพละเอียด) 7. อวิชชานุสัย (ความไม่แจ้งในอริยสัจ) (พตปฎ. เล่ม 23 ข้อ 11) เราจะรู้ว่า ภวานุสัย มันละเอียดกว่าภวาสวะ

ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ เอา 3 คำนี้ ปริสุทธาคือ บริสุทธิ์จากกิเลส บริสุทธิ์จากกิเลส กาม บริสุทธิ์จากกิเลส อัตตา บริสุทธิ์แล้วคุณทำได้ บริสุทธิ์จนกระทั่งขั้นอาสวะไม่มี บริสุทธิ์ไม่มีอาสวะ คุณปฏิบัติจนกระทั่งรู้ตัวดับอาสวะ จิตของคุณก็จะบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นในวิชชา 8 มีวิชชา 5 คือ การลดกิเลสตามลำดับ ในเจโตปริยญาณเป็นวิชชาข้อที่ 5 เจโตปริยญาณ 16 จะพูดถึงการหมดกิเลส จนกระทั่งจิตอยู่เหนือมีจิตที่ดีที่สุดเรียกว่าอนุตรจิต จิตดีที่สุดมีอยู่สามเส้า อนุตรจิต สมาหิโต และวิมุติ สมาหิโต ก็คือ สมาธิ แต่มันเป็นสมาธิที่หลังจากการทำสมาธิที่ดับอาสวะได้แล้ว เมื่อดับอาสวะได้แล้ว จิตก็จะสั่งสมความสะอาด และจะสะสมความสะอาดมากยิ่งขึ้นจนหมดอนุสัย จิตสมาธิ เรียกเป็นคำกลางๆ สมาธิ จึงเป็นคำที่จิตสะอาด หลังจากสิ้นอาสวะ แล้วก็มาสะสมจิตสะอาด ก็จะมีสะอาดต่อไปอีก อันใหม่มาอีก ก็จึงสะอาดอีก แม้แต่จะเป็นกิเลสอันเก่า เหตุที่คล้ายๆอันนี้ แต่มันพิสดารกว่านี้หน่อย ก็สะอาดอีกสะสมอีก เหตุที่คล้ายกันไปแต่พิสดารอีก หรือจะเป็นสะอาดอันอื่นอีกก็ตาม จากเหตุด้านอื่นอีกก็ตาม ก็สะสมลงไป สะสมเป็นจิตที่สะอาดเรียกว่า สมาหิโต เป็น past perfect tense เป็นคำที่ผ่านอดีต สำเร็จแล้ว ได้แล้ว เป็นสมาธิแล้ว จิตตั้งมั่นแล้ว มีคำว่า “แล้ว” อยู่ในภาษาไทย กำกับไว้ เพราะฉะนั้น คำว่าสมาธิของพระพุทธเจ้า จึงไม่ได้ตื้นเขินว่าต้องมานั่งสะกดจิตว่าได้สมาธิแล้ว ได้ฌานได้สมาธิ แล้วสมาธิที่ได้ ได้อธิบายได้ละเอียดอย่างนี้ไหม และสมาธินั้นจะเกิดจากจรณะ 15 วิชชา 8 เกิดฌานแล้วเกิดอุเบกขา อุเบกขาคือ จิตสะอาดสะสม ปริสุทธา จิตสะอาดก็ ปริโยทาตา คือ สั่งสมจิตสะอาดไปอีก มุทุ จิตตัวนี้มันยิ่งเก่ง ยิ่งแคล่วคล่อง ยิ่งชัดเจน ยิ่งแข็งแรง ตัวนี้เป็นตัวแกนกลาง กัมมัญญากับปภัสสรา เมื่อมีแกนที่แข็งแรงแล้ว ออกไปทำงานอย่างไรก็ยังแข็งแรง ขึ้นอยู่กับว่าจะมีจิตที่เป็นแกน แข็งแรงขนาดใดก็จะยิ่งหมุนได้เร็วขึ้น ทำงานได้มากยิ่งขึ้นเร็วยิ่งขึ้นมีสมรรถนะสูงขึ้นเรื่อยๆ แม้ทำไปอีก ความเป็นจิตบริสุทธิ์ ก็จะยิ่งบริสุทธิ์มากยิ่งขึ้น เรียกว่าประภัสรา รู้จักคำว่า ปภัสรากับปริสุทธาไหม ตัวต้นกับตัวท้าย มีความต่างกันไหม สู่แดนธรรม...กว่าจะมาเป็นมุทุ กว่าจะมาเป็นกัมมัญญาจะมีจิตรู้จักยืดหยุ่นอนุโลม เมื่อวานพ่อท่านถามเรื่องความยึดมั่นถือมั่นก็ยังมีคนมาถามผมอีก เขาจะหาจุดแยกแยะระหว่างคนที่ เฉโกที่ใช้คำว่า อย่าไปยึดมั่นถือมั่น เฉโกก็อ้างได้แต่สมาธิก็ใช้คำว่าไม่ยึดมั่นถือมั่นได้ด้วยความอุเบกขาที่เป็น มุทุ พ่อครูว่า.. ที่ว่าไม่ยึดมั่นถือมั่นคือไม่เอาตัวเราเป็นหลัก แต่เรามีความมั่นคงในตัวเราอยู่แล้ว เราเป็นหลักให้เขา เขายังเหวี่ยง แต่เราเป็นหลัก เราก็ช่วยเขาเพื่อให้เขาหยุดอย่าไปยึดมั่นถือมั่นเลยไปช่วยเขาอีกทีนึง ให้ความเข้าใจของเขาให้เขาทำความเข้าใจของเขาด้วยตัวเขาเองที่มีสภาวะของเขาเองให้รู้ว่านี่คุณยังยึดมั่นถือมั่นคุณยังไม่ปล่อยความยึดมั่นถือมั่นของคุณ คุณก็อยู่ที่เก่า ถ้าคุณหยุดยึดถือตรงนี้คุณก็ขึ้นที่ แล้วถ้าคุณเข้าใจ แล้วจะเคลื่อนที่ไปในทางสูงคืออย่างไร เคลื่อนที่ลงต่ำคืออย่างไร เคลื่อนที่อยู่เท่าเดิมคืออย่างไร คุณรู้แล้ว ว่าอย่างนี้อยู่ที่เก่าอย่างนี้อยู่ที่สูงขึ้น เคลื่อนที่ก็คือไม่อยู่ที่เก่า พยัญชนะภาษาที่บอกคุณเข้าใจไหมว่าอนุโลมบ้างเถอะ อย่างนี้ปล่อยไปเถอะอย่าไปยึดมั่นถือมั่นเลย ต้องให้เขามายึดถือตามเรา เขาไปถึงไหนแล้วไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว แต่มันผ่านไปก็อาศัยยึดถือ แต่คุณก็มาว่าคนที่อยู่ที่นี่ยึดถือ ที่จริงเราไม่ได้ยึด มีอะไรต่ออะไรประดับประดาของอร่อยก็มีของสวยก็มีเราไม่ได้ยึด แต่เราทำบ้างไม่อย่างนั้นมันจะแข็งมันจะแล้งมันจะร้างมันจะจืด ก็มีอะไรบ้างสำหรับฐานของคนที่เขาใช้อยู่ ไม่ถึงกับจัดจ้านมอมเมา เอาแสงสีเอารสเอากลิ่นอะไรที่หยาบมาแล้วคุณก็เลยยิ่งติดไม่ใช่ ก็มีบ้างเล็กๆน้อยๆ เป็นสุนทรียศิลป์นิดๆหน่อยๆ พอจะเป็นเครื่องประกอบเล็กน้อยซึ่งไม่ได้พาแรงพาติดอะไรหรอก สุนทรียศิลป์กับสารศิลป์ แต่ถ้าสุนทรียศิลป์มันมากไปมันเกินไปมันก็ดึงไปทางโลกหมด แต่ถ้าสาระมันมีอยู่มากเราก็รู้จักขั้นตอนให้เขาทำไปตามลำดับ คนที่ยังไม่มีคุณสมบัติที่จะมาอยู่กับอโศกเรา คุณสมบัติคุณยังเข้ามาไม่ถึงหรอก เราก็บอกให้คุณปฏิบัติอยู่ที่บ้านก่อนข้างนอกก่อน ถ้าหากถึงเวลาเข้ามาได้พวกเราก็จะมีปัญญาช่วยมาตามลำดับมีขั้นมีตอน ก็น่าจะมีหมู่กลุ่มจากชาวอโศก หมู่กลุ่มของหมอเขียว หมู่กลุ่มของอื่นๆอีก มันจะมีอีกในอนาคตกลุ่มที่จะรองจากหมอเขียว จะมีจำนวนมากกว่าหมอเขียวอีก แต่ตอนนี้ยังไม่มีตัว ปรากฏ ถ้ามีมันก็จะเกิดของมันเองก็พูดไป ประเดี๋ยวผู้ที่จะรู้ตัวมันก็จะเป็นไปตามธรรม เพราะตอนนี้มันขนาดนี้มันก็เด่น ถ้ามันไม่เหมาะควร คนบางคนก็จะบอกว่าพ่อท่านพูดอย่างนี้ดีเราก็ตั้งตนเองเป็นเจ้าสำนักรองมาจากหมอเขียวหน่อย เดี๋ยวมันจะยุ่งมันจะเป็นไปเองตามเหตุปัจจัย ก็ไม่อยากจะชี้โพรงให้กระรอก ได้กระรอกเก๊มาเดี๋ยวมันจะยุ่ง 630622_รายการเอื้อไออุ่นออนไลน์(สำมะปี๋ซี่วิต) ครั้งที่ 8 ลานนา ภูผา ส่วนป่านาบุญ USA

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน