ปัญญาวุฒิ 4 เป็นธรรมะเบื้องต้น.docx
เนื้อหาในไฟล์
ปัญญาวุฒิ 4 เป็นธรรมะเบื้องต้น พ่อครูว่า…วันนี้ วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2564 ที่บวรราชธานีอโศก ขึ้น 6 ค่ำเดือน 7 ปีฉลู เราก็เอาว่า ปีฉลุย จะได้ผ่านอะไรได้ เรามาต่อ ที่อาตมากำลังพูดถึงเรื่องของ จักร 4 ที่มีลักษณะต่างกันกับปัญญาวุฑฒิ 4
จักร 4 (ดุจล้อรถนำไปสู่ความเจริญ) 1. ปฏิรูปเทสวาสะ (การอยู่ในถิ่นที่เหมาะสม) 2. สัปปุริสูปัสสยะ (การคบหาสัตบุรุษ) 3. อัตตสัมมาปณิธิ (การตั้งตนไว้ชอบธรรม) 4. ปุพเพกตปุญญตา (ความเป็นผู้มีบุญอันได้กระทำแล้วในปางก่อน ไว้เป็นที่พึ่งอาศัย) (พตปฎ. เล่ม 21 ข้อ 31)
และปัญญาวุฒิ 4 1. สัปปุริสสังเสวะ (รู้จักคบบัณฑิต คบหาสัตบุรุษ) 2. สัทธัมมัสสวนะ (ฟังสัทธรรม) 3. โยนิโสมนสิการ (กระทำลงในใจโดยแยบคาย) 4. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ (ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม) (พตปฎ. เล่ม 21 ข้อ 248)
นัยสำคัญที่ต่างกันของ จักร 4 กับปัญญาวุฑฒิ 4 จักร 4 เป็นคุณธรรมของสัตบุรุษที่จะทำงานเข็นกงล้อธรรมจักร เป็นหมวดธรรมของสัตบุรุษที่จะทำงาน เพราะฉะนั้นสัตบุรุษก็คือผู้ที่มีคุณธรรมแล้ว บุพเพกตปุญญตา เป็นผู้ที่ได้ผ่านเรื่องของบุญมาแล้ว ส่วนปัญญาวุฑฒิ ไม่ใช่ของสัตบุรุษทีเดียว เป็นของกลางๆเพราะว่ามีโยนิโสมนสิการ เป็นคำแรกๆต้นๆ อยู่ในสุริยเปยยาลหรืออยู่ในสัมมาทิฏฐิหมวดแรกเลย มีปรโตโฆษะกับโยนิโสมนสิการ ปรโตโฆษะคือ คุณต้องฟังคนอื่น ไม่ใช่คุณรู้เอง ผู้รู้เองต้องเป็นสัตบุรุษตั้งแต่พระพุทธเจ้าตั้งแต่ สยังอภิญญา จึงชื่อว่าเป็นผู้รู้เองข้ามชาติมา เพราะฉะนั้นในยุคสมัยใด ที่มีคนเกิดมาแล้วในยุคสมัยนั้นๆ คนที่เป็นสัตบุรุษ เกิดมาในยุคสมัยนั้น โดยเกิดมาเป็นสัตบุรุษเป็นสยังอภิญญา อย่างอาตมาเกิดมาในยุคนี้ไม่มีครูบาอาจารย์ที่ไหน นอกจากไม่มีครูบาอาจารย์ที่ไหนแล้ว คำสอนคำอธิบา
อ่านต่อ
ยขยายความของอาตมายังไปขัดแย้งกับหมู่ใหญ่เดิม ขัดแย้งชนิดตรงกันข้ามเลย โลกียะกับโลกุตระ อย่างพุทธเจ้าท่านอุบัติขึ้นมาในโลก ท่านก็ตรงกันข้ามกับเดียรถีย์ แต่ท่านมีบารมีมาก คนยอมรับทันที พระเจ้าแผ่นดินต่างๆยอมรับหมด ไปแคว้นไหนก็ยอมรับ อย่างอินเดียมีสองแคว้นใหญ่คือ แคว้นโกศลกับแคว้นมคธของพระเจ้าปเสนทิโกศล พระเจ้าพิมพิสาร แคว้นเล็กๆ ก็เชื่อตามหมด พระเจ้าพิมพิสารบอกว่าให้มาครองแผ่นดินครึ่งหนึ่งเลยให้ท่านบริหาร พระพุทธเจ้าก็บอกว่าท่านบริหารเถอะ ท่านมีหน้าที่มาทำงานทางศาสนา สมัยโน้นยังไม่มีคำว่าขอบคุณ และคงยังไม่มีคำว่าพอใจๆ มหาบัว จะขอบคุณก็ดูจะลดศักดิ์ศรี ก็เลยคัดภาษาแทนขอบคุณว่า พอใจๆ มหาบัวเขาใช้ ปัญญาวุฑฒิ มีอะไร 1. สัปปุริสสังเสวะ (รู้จักคบบัณฑิต คบหาสัตบุรุษ) เสวนากับสัตบุรุษ 2. สัทธัมมัสสวนะ (ฟังสัทธรรม) ก็คือฟังธรรม 3. โยนิโสมนสิการ (กระทำลงในใจโดยแยบคาย) จึงจะเข้าใจการทำใจในใจอย่างถูกต้องถ่องแท้ถึงที่เกิดที่ตาย ถึงที่เกิดเลย คำว่า โยนี หมายถึงอวัยวะเพศหญิงที่ให้เกิดคนมาเลย คนออกมาจากที่นั้นเป็นต้น นี่คือพยัญชนะกับสภาวะต่างๆมีระบุ เมื่อสามารถโยนิโสมนสิการได้จึงเกิดการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม 4. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ (ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม) ถ้าไม่มีโยนิโสมนสิการก็ไม่มีสัมมาทิฏฐิ ผู้เป็นปัจเจกแต่ไม่ถึงสยังอภิญญาก็ได้ เช่นผู้นี้มี ปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ ตัวเองเป็นเองรู้ได้ด้วยตัวเอง เกิดธาตุรู้ เกิดความรู้ วิญญาณนั้นได้เปลี่ยนไปมีธาตุรู้ใหม่เกิดในตนเอง ปัจจะ กับ อัตตะ เป็นปัจจัตตัง ปัจจะ แปลว่าสว่าง, อัตตะ คือตัวเรา ปัจจัตตังสว่างแจ้งในตัวเรา เป็นความรู้ เป็นธาตุวิญญาณเกิดความรู้ลงไปในธาตุวิญญาณ เมื่อเริ่มเกิดปัจจัตตังก็จะสร้างสมเป็นปัจเจกก็แปลว่าเป็นของตัวเอง สั่งสมเป็นหนึ่งไปเรื่อยๆ จากปัจเจก จะเต็มถ้วน ถึงขั้นที่ 7 เรียกว่า สยังอภิญญา ก็จะสั่งสมบารมีเพิ่มขึ้นอีกเป็นปัจเจกภูมิในระดับปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ ปัจเจก มาเป็นสยังอภิญญา มาเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธ ต่อไปเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธที่มีสัพพัญญู อย่างอาตมาสยังอภิญญา ต้องสั่งสมเป็นขั้น 8 เกินครึ่งเป็นต้นไป มีบารมีคุณวิเศษเลยครึ่งของขั้น 8 จึงได้ชื่อว่าปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ จนเต็มบริบูรณ์เรียกสัพพัญญู เท่ากับพระพุทธเจ้าทุกองค์ เต็มสุดปัจเจกสัมมาสัมพุทธะคือระดับ 9 หากยังไม่ประกาศธรรมะขึ้นในโลกท่านก็ได้ชื่อว่าปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า มีพระสัพพัญญูเท่ากับพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ แต่ถ้าท่านไม่ประกาศศาสนาในโลกมนุษย์ คนก็จะไม่รู้จักว่าท่านคือพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง ยังไม่ได้ชื่อว่าพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งในโลก ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านตัดสินพระทัยว่าท่านไม่ประกาศศาสนา ท่านก็ตัดสินรีไทร์ตัวเองเลย เลิก ตายในชาติไหนก็แล้วแต่ ท่านก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปเลย แยกธาตุเป็นอุตุธาตุ เพราะท่านก็ทำงานมาเหมือนกับพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ สั่งสมบารมี มีสัมภาระวิบากเหมือนกัน ต้องมีน้ำหนักมีคุณธรรมที่ได้สั่งสมบุญบารมีเข้าเขตขีดของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มีคุณธรรมเข้าเขตพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ต่างกันตรงที่ท่านไม่ได้ประกาศศาสนาในโลกมนุษย์ จึงไม่ได้ขึ้นทำเนียบเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง ถ้าหากประกาศศาสนาท่านก็เป็นเจ้าของศาสนาพุทธองค์ใดองค์หนึ่ง แล้วท่านก็จะไม่ประกาศศาสนา 2 ครั้ง เพราะว่ามันเมื่อยทำงานมาเท่ากันกับพระปัจเจกพระพุทธเจ้า ก็จะพอแล้วท่านก็จะตัดช่องน้อยแต่พอตัว ประเด็นนี้พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าเหนือกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหนือในมุมไหน มองได้สองมุม เหนือกว่าตรงที่ท่านไม่มีตัวตนยิ่งกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งๆที่เรามีสัพพัญญูเท่ากับพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ แต่เราไม่ประกาศซะ เราก็ไม่ได้ชื่อว่าพระพุทธเจ้าขึ้นทำเนียบในโลก ภัทรกัปนี้มีพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ พระศรีอาริยเมตไตรยก็เป็นองค์ที่ 5 หรือในภัทรกัปอื่นอาจจะมีพระพุทธเจ้าหลายพระองค์ สรุปว่าพระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระพุทธเจ้าทุกพระองค์มีคุณธรรมเท่าเทียมกัน ต่างกันตรงที่ว่าได้เป็นเจ้าของศาสนาในโลก ตั้งแต่พ.ศ.นั้นยุคนั้น ขึ้นทำเนียบหรือไม่ ถ้าไม่ก็แล้วไปเพราะฉะนั้นมองในมุมหนึ่งพระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ไม่ประกาศศาสนาเป็นของตัวเองทั้งทั้งที่บรรลุเท่ากับพระพุทธเจ้าทุกพระองค์แล้วจึงมีมุมที่ไม่มีตัวตนยิ่งกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ประกาศศาสนาเป็นของตน เป็นมุมสิริมหามายา เอาใครเป็นใหญ่เป็นเล็กก็ได้ทั้งนั้นเมื่อหมดตัวตนแล้วก็หมดการย้อนแย้งทั้งมวล
640517_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ โลกุตระปัญญาต้องได้มาจากสัตบุรุษ