อาหารของอวิชชา การเกิดปัญญาต้องตั้งตนไว้ถูก.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.83 KB
วันที่แก้ไข17 พฤษภาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

อาหารของอวิชชา การเกิดปัญญาต้องตั้งตนไว้ถูก ปุถุชน“รู้”แบบ“ปัญญา”ขึ้นมาเองไม่ได้ ไม่มีใคร“รู้เอง”ได้… สู่แดนธรรม...อาจจะมีคนเถียงว่าก็มี จินตามยปัญญา ไม่นับว่าเป็นปัญญาที่พ่อท่านพูดถึงหรือไม่? พ่อครูว่า…มันก็เป็นโลกีย์ สุตมยปัญญา จินตามยปัญญา เป็นโลกีย์ แต่ถ้าภาวนามยปัญญา มันไม่ใช่ปัญญาแต่เป็น เฉโก ก็ไม่ใช่โลกุตระ ปุถุชนรู้แบบมีปัญญาขึ้นมาเองไม่ได้ พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่เป็น“เจ้าของปัญญาที่เป็นโลกุตร ธรรม” และได้นำมาถ่ายทอดให้ผู้อื่นรู้ตาม มีในตนเองตาม จนกระทั่งเป็น“สยัง อภิญญา” ชื่อว่าผู้มี“ความรู้โลกุตระในตน เอง”ซึ่งก็ได้จากพระพุทธเจ้า“มีในตนเองมาแล้ว”ข้ามชาติจากชาติมาแต่ปางก่อน โดยเกิดมาชาตินี้ไม่ต้องมีครูบาอาจารย์ จึงชื่อว่า เป็น“สยัง อภิญญา”คือ “ผู้มีเอง”ขั้นสัมมมาสัมพุทธสาวก อาตมาชาตินี้ก็ไม่ได้เรียนรู้ธรรมะจากใคร แต่มีภูมิธรรมโลกุตระของตนเองมาแต่ชาติก่อนๆ ซึ่งอาตมาเป็นพุทธสาวกได้รับธรรมะจากพระพุทธเจ้ามา ชาตินี้ก็มีธรรมโลกุตระเป็นของตนเองมา เขาฟังแล้วก็ไม่เชื่อ อาตมาเห็นเขาเป็นอย่างนั้นก็น่าสงสาร คือวนเวียนในวัฏฏสงสารเก่า น่าสงสาร ผู้ได้ชื่อว่า“รู้เอง”ขั้น“สยัง อภิญญา”นั้นคือ ผู้ที่ได้“สะสมโลกุตรธรรม”ใส่ตนเองมาก่อนแล้วถึงขั้นเป็นปัจเจก“ในตนเอง” เมื่อได้มีชีวิตข้ามชาติ ถึงขั้นได้ชื่อว่า“สยัง อภิญญา”ซึ่งต้องเกิดเป็น“ปัจจัตตัง”มาก่อนแล้ว มีภูมิสูงขึ้นเป็น“ปัจเจกบุคคล” ขั้นต้น จากปัจเจกขั้นต้นจึงเจริญสูงเพิ่มขึ้นเป็น“สยัง อภิญญา” ผู้ที่จะ“หลับตา”ระลึกชาติเอา“โลกุตรธรรมของเก่าที่ตนมีมาแล้ว”ขึ้นมา“รู้”ในชาติใหม่นี้ได้ คุณก็ต้อง“มี”ของเก่านั้นมาก่อน หากคุณยังไม่เคยมี“ของเก่าในสัญญา”ตนเองที่เป็น“อัตตสัมมาปณิธิ”มาก่อน และ“ของเก่า”นั้นก็เป็นโลกุตรธรรมที่คุณได้สั

อ่านต่อ

่งสมมาคือ“ปุพเพกตปุญญตา”อีกด้วย แล้วคุณจะระลึกเอา“ของที่คุณไม่เคยมีมาแต่ชาติก่อนในจิตตนมาแล้ว”ได้ยังไง? คุณก็ระลึกนึกคิด“เพ้อเจ้อของเก๊” ที่เป็นอะไรต่ออะไรอันไม่ใช่“โลกุตรธรรม”ขึ้นมาใหม่เท่านั้นเอง โลกุตรธรรมมีในอนาคตไหม?...(โยม...บอกว่ามี) พ่อครูว่า…โลกุตรธรรมมันมีแต่เดิมอยู่แล้ว แต่คนที่จะค้นเอาโลกุตรธรรมนี้ออกมาใช้ได้ คนแรกคือพระพุทธเจ้า นอกนั้นคุณจะยังวนอยู่ในกะลาครอบหรือในกระเปาะไข่นั้น ออกมาไม่ได้ จนกว่าจะคุณจะเจาะออกมาได้ พระพุทธเจ้าบอกว่าเราเป็นคนเจาะกระเปาะไข่ออกมาได้เป็นคนแรกเราจึงเป็นไก่ตัวพี่ ฉันเดียวกัน ชาตินี้ อาตมาสามารถเจาะกระเปาะไข่ออกมาได้เป็นคนแรกในยุคนี้ อาตมาไปเป็นลิงลมอมข้าวพอง ไปกับโลกีย์เขา 36 ปี จึงออกมาได้ ออกมาได้เลย 36 ปีแล้ว ครบ 72 ปีก็เป็นครบ สามนักษัตร หากต่อไปอีก 12 ปีก็เป็น 84 ปีต่อไปอีกก็เป็น 96 ปี คุณก็ระลึกนึกคิด“เพ้อเจ้อของเก๊” ที่เป็นอะไรต่ออะไรอันไม่ใช่“โลกุตรธรรม”ขึ้นมาใหม่เท่านั้นเอง แล้วหาพวกบริวารก็มึคนหลงรับเอาโลกุตระเก๊ ความเพ้อเจ้อนี้ไปด้วย “อัตตสัมมาปณิธิ”นั้นคือ “สิ่งที่เราตั้งจิตปรารถนาขึ้น(ปณิธิ)และทำให้เกิดภาวะนั้น ที่เป็น“โลกุตรธรรม”อัน“สัมมา”แท้ ที่ต้อง“มีในตนเองแล้ว” มีขึ้นในตน(อัตต)ใส่จิตตน(อัตต)สำเร็จได้มาแล้ว(ปุพเพกตปุญญตา)” จึงเป็น“อัตต”คือ “ตน”แท้ อัตตสัมมาปณิธิ = อัตต+สัมมา+ปณิธิ จึงได้แก่ สิ่งที่เราตั้งจิตปรารถนาขึ้น ศัพท์ก็ว่า“ปณิธิ” แล้วทำให้เกิดภาวะนั้นที่เป็น“โลกุตรธรรม”ได้ดังจิตปรารถนา และตรงตามพระพุทธเจ้า ศัพท์ก็“สัมมา” จึงมีภาวะเป็น“ตน”ขึ้นในจิต ศัพท์ก็ “อัตต”ไง! ขยายความภาษาออกมา เขาเอาไปทำให้เกิดสภาวะขึ้นในตน คำว่าอัตตะ ต้องสร้างและก็ต้องทำลายด้วยนะ อัตตะเราสร้างเอง อัตตะที่เราไม่ได้สร้างเองเป็น อัตตะ เกิดมาจาก อวิชชา พาเกิดมา ที่เราไม่ได้สร้างเอง ต้องมาตื่นรู้ทิศทางที่ว่า อัตตะที่สร้างมาเอง สร้างมาด้วยอวิชชาเป็นอาหาร เลอะเลย แล้วอวิชชาคืออะไร คือนิวรณ์ ไปด้วยนิวรณ์ 5 เป็นอาหาร เอานิวรณ์ 5 เป็นอาหารก็เลยมีทุจริต 3 เป็นอาหาร ทุจริต 3 เป็นอาหารก็เลยมีไม่สำรวมอินทรีย์ 6 เป็นอาหาร ทำไมคุณไม่สำรวม ก็คุณไปหลับตาดับไป 5 ทวารเหลือทวารเดียวก็สำรวมแต่จิตทวารเดียวก็ได้แต่อาหารทวารเดียว แล้วดันเป็นอาหารผิด อาหารเป็นพิษ อาหารสมถะ สำรวมสะกดจิตให้จิตแข็งเด้งเป็นหนึ่งเดียว ไม่ได้วิจัยแยกแค่ให้เห็นว่า อะไรไม่ดีก็เอาออกอะไรดีก็เอาไว้ แล้วจบไปทีละชั้นๆ ไม่ได้ทำอย่างนี้เลย แต่สะกดจิตให้มันเป็นหนึ่ง คุณก็ได้อาหารที่สำรวมผิดเป็นมิจฉาทิฏฐิ เมื่อมีความไม่สำรวมอินทรีย์ 6 เป็นอาหาร คุณก็มีสติสัมปชัญญะที่ไม่บริบูรณ์ กลายเป็นสติพร่องไม่เต็มร้อย ถ้าสติ 6 คือ สติ มีทวาร ตามูกลิ้นกาย 5 และจิต อีก 1 เป็น 6 ถ้าสติครบ 6 ทวารสติคุณก็เต็ม แต่นี่คุณมีสติอยู่ทวารเดียว แต่ทวารอีก 5 ทวารคุณไม่ฝึก ไม่สั่งสมไม่ปฏิบัติ สติของคุณก็พร่อง ก็ไม่เป็นสติสัมปชัญญะที่สัมมาที่บริบูรณ์ เพราะคุณไม่สำรวมทวาร 6 คุณสำรวมแค่ทวารเดียว เมื่อสติสัมปชัญญะของคุณไม่บริบูรณ์ มีแต่สติที่มิจฉาทิฏฐิเป็นอาหาร คุณก็ได้อโยนิโส มนัสสิการเป็นอาหาร คุณก็ได้อาศัยการทำใจในใจแบบที่อโยสิโสฯ ไม่ลงไปถึงที่เกิดเหตุ ไม่ถ่องแท้ ไม่แยบคาย ไม่ถูกต้อง พวกที่หลับตาปฏิบัติก็จะได้แบบนี้เป็นอาหารตลอด อโยนิโสมสนิการ คุณไม่มีความศรัทธาไม่มีความเชื่อถือไม่ได้มีความเห็นความเข้าใจถูกต้องเป็นอาหาร คุณไม่ได้พบสัตบุรุษ คุณไปเจออสัตบุรุษ คุณจึงได้ฟัง อสัทธรรม จึงศรัทธาในสิ่งที่ได้จากอสัตบุรุษเป็นอสัทธรรม คุณก็ได้อโยนิโสมนสิการไปด้วย พระพุทธเจ้าอธิบายในอวิชชาสูตรว่า 1. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ 2. การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ 3. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ 4. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ . . สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา 5. สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ . . ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ 6. ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต 3 บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต 7. สุจริต๓ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน 4 บริบูรณ์ 8. สติปัฏฐาน 4 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ 9. โพชฌงค์ 7 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 61)

640517_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ โลกุตระปัญญาต้องได้มาจากสัตบุรุษ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน