ต้องพบสัตบุรุษก่อนจึงเกิดฉันทะในโลกุตระได้(พ่อครูลดอายุเหลือ 120 ปี).docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข17 พฤษภาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

ต้องพบสัตบุรุษก่อนจึงเกิดฉันทะในโลกุตระได้(พ่อครูลดอายุเหลือ 120 ปี) จึงเป็นผู้ได้ศึกษาตามพระพุทธเจ้าจนมีสัมมาทิฏฐิ และสามารถตีแตกแยกแยะ“เทฺว”ออกได้จริงด้วย“ธรรมะ ๒” ทั้งในความเป็น “พยัญชนะ”ทั้งในการจัดการกับ“ธรรม”ได้ถูก“ตัวตน”แท้ๆสำเร็จ คำว่า “เทฺว”นี้จึงยิ่งใหญ่จนสุดจะกล่าว เพราะ“เทฺว”เป็น“อัตตา-อาตมัน-ปรมาตมัน”ที่ชาว“เทฺวนิยม”ย่อมจมอยู่กับ “ตัวตน” จะ“ไม่รู้ตัวตน” กันได้ง่ายๆเลย ตราบที่ยังไม่ได้พบพระพุทธเจ้า หรือสัตตบุรุษ ก็จะต้องอยู่กับ “ตัวตน” ที่ “ไม่รู้จักตัวตน”อยู่นั่นแล ตลอดกาลอันไม่มีที่สุดจบลงได้ ซึ่งน่าเห็นใจอย่างมากจริงๆที่ประดาคนทั้งหลายในโลก ผู้มีชีวะขั้น“จิตนิยาม”แล้ว แต่ยังไม่รู้“โลกุตระ” ก็ยังต้องจมอยู่กับ“เทฺว”อัน“อวิชชา”อยู่นานสุดแสนนานถึงนิรันดร ก็แสนจะจริง สายเทวนิยม บอกว่าพระเจ้านิรันดร อัตตานิรันดร จึงเกิดความเที่ยงไม่สูญหายตีไม่แตกทำลายไม่ได้ ก็จะจมอยู่อย่างนั้น มันก็มีความจริงนี้มาตลอดกาลคู่กับโลก ศาสนาพระพุทธเจ้า บรรลุธรรมแล้วเกิดความเห็นแย้งว่า วิญญาณไม่เที่ยงสัพเพธัมมาอนัตตา แล้วท่านก็พิสูจน์ให้เห็นด้วยว่า จิตวิญญาณของแต่ละคนที่สุดของตนเองทำให้จิตวิญญาณตนเองเป็นอนัตตาได้มันก็สูญ จนกว่าจะได้พบพระพุทธเจ้าหรือ“สัตตบุรุษ” และได้ฟังหรือได้ยินท่านพูด“โลกุตรสัจจะ”ให้ได้ยินได้ฟัง อีกทั้งท่านก็ปฏิบัติอยู่ให้เห็นด้วย ดีไม่ดีมีหมู่กลุ่มที่เป็นสังคมอาริยะโลกุตระเอาด้วย จึงจะยินดี(เริ่มมีฉันทะ)ว่า โอ!..ได้พบพระพุทธเจ้า หรือได้พบสัตตบุรุษแล้ว ผู้นั้นย่อม“ยินดี” พอเห็นพระพุทธเจ้า จึงเกิดจิตยินดี มีฉันทะเป็นมูลกา ถ้าไม่มีอิทธิบาท ไม่มีความยินดีเป็นตัวนำไปไม่ออก ปฏิบัติสุริยเปยยาล [129] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [131] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริ

อ่านต่อ

ยมรรค [132] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [133] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [134] ทิฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [135] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [136] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค มิตร หมายถึงใจ, สหาย คือประโยชน์ร่วมมีพรรคพวกหมู่กลุ่มร่วมกัน แล้วครบพร้อมหมดเลย เป็นสัปปายะ 4 ครบเป็นสัมปวังโก เป็นต้น อย่างมาเห็นชาวอโศกตั้งแต่จิตวิญญาณแต่ละบุคคล จนหมู่กลุ่มรวมกันแล้วสอดคล้องเป็นไปในทิศทางเดียวกันมีพุทธพจน์ 7 มีการระลึกถึงกันรักกันเคารพกันช่วยเหลือเกื้อกูลกันไม่วิวาทกัน พร้อมเพรียงกันเป็น เอกีภาวะเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นคุณสมบัติที่เป็นต้นรากของจิตที่ชัดเจนเลย ถึงเป็นสาราณียธรรม พร้อม อยู่ด้วยเมตตากายกรรม วจีกรรม มโนกรรม มีลาภธัมมิกา เอาลาภโดยธรรมมารวมกันกองกลาง กินใช้ร่วมกันเป็นสาธารณโภคีแล้วต่างคนต่างมีศีลสามัญญตา ซึ่งแตกต่างระดับแต่ก็เสมอสมานกัน ศีล 5 เสมอกับศีล 5 ยอมรับว่าศีล 8 คือผู้เจริญกว่าจริง ศีล 8 สูงกว่าก็ไม่ข่มคนต่ำ ศีล 10 จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีลขึ้นไปอีกก็ชัดเจนเอาศีลเป็นตัวตัดสิน ผู้ที่มีศีลสูงกว่าคือผู้ที่เจริญกว่า อย่างนี้เป็นต้น เห็นหมู่กลุ่มนี้มีมรรคผล เอาหลักวรรณะ 9 มาจับอีก อาตมานำเอาหมวดธรรมแต่ละหมวดเอามาขยายความให้ปฏิบัติจนมีเนื้อแท้ธรรมะ คนผู้ใดก็ตาม ถ้าเริ่ม..เห็นคนผู้หนึ่งในโลกปัจจุบันที่เราก็กำลังมีชีวิตร่วมอยู่ด้วยนี้ว่าเป็นพระพุทธเจ้าหรือสัตตบุรุษ นี่คือ คุณยอมรับ“คนผู้นี้”เป็นพระพุทธเจ้าหรือสัตบุรุษอยู่ในโลกขณะที่คุณมีชีวิตร่วมอยู่นี้ ดังนี้จึงจะนับว่าคุณมี“ปัญญา” หรือเริ่มเกิด “อัญญธาตุ”ในจิตเห็นพระพุทธเจ้าหรือเห็นสัตตบุรุษขึ้นมาได้

และยอมรับว่า “คนผู้นี้”เป็น“ผู้ปฏิบัติถูกต้องโลกุตระ”ตามธรรมพระพุทธเจ้าจริง(สัมมัคคตา) เป็นผู้บรรลุอาริยธรรมแท้จริง(สัมมาปฏิปันนา)” แล้ว“คบหากับสัตบุรุษ(สัปปุริสสังเสวะ)” ฟังธรรมท่าน มันไม่มีใครบังคับใจของคุณนะ ใจของคุณจะยอมรับเอง ใครจะมาเห็นก็เขาเห็นของเขา เขาเห็นแล้วว่าคนผู้นี้มันจะเป็นของจริงเลย คนนี้เป็นพระพุทธเจ้า คนนี้เป็นสัตบุรุษอยู่ในโลก ที่คุณทั้งหลายมีชีวิตอยู่ร่วมนี้ ดังนี้แหละจึงจะนับว่า คุณมีปัญญา คุณจึงจะมี“ปัญญา”อันเป็น“อัญญา(ธาตุรู้ตัวใหม่ ที่เป็น“อื่น”แตกต่างจากที่เราเคยมีมา)”โดยท่านเริ่มใส่“เชื้อความรู้โลกุตระ”ให้แก่จิตเรา และจะเกิด“ปัญญา”เจริญครบ“ปัญญา ๘”ได้ ปุถุชน“รู้”แบบ“ปัญญา”ขึ้นมาเองไม่ได้ ไม่มีใคร“รู้เอง”ได้

ได้พบสัตบุรุษ จึงได้มีสัมมาทิฏฐิได้ เพราะมีปรโตโฆษะ มีการทำใจในใจ (โยนิโสมนสิการ) เป็นส่วนแห่งบุญ(ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์(อุปธิเวปักกา).

สัมมาทิฏฐิ ๑๐ ๑. ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ . ทินนัง) ทำทานอย่างไม่โยนิโสฯก็จะมี ทานแล้วเกิด 1. ยังมีความหวังให้ทาน สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทานํ เทติ 2. มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทานํ เทติ 3. มุ่งการสั่งสมให้ทาน สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทานํ เทติ 4. ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) ทานํ เทติ คุณต้องรู้ว่าคุณทำใจในใจผิด มีอาการหวังมีภพชาติต่อ นั่นคือมันยังไม่ตัด นอกจากไม่ตัดแล้วยังผูกพัน กับไอ้หวัง พบกันชาติต่อไปอีก แล้วยังสั่งสมลงใส่คลัง สันนิธิเปกโข สั่งสมความหวัง จนผิดไปอีก ข้ามไปชาติหน้าอีก จะได้ไปเสวยสมบัติในชาติต่อๆไป ยาวไม่จบ นี่คือไม่รู้จักจบภพชาติ ชาติไม่จบภพไม่สิ้น การทำใจในใจที่อวิชชา สู่แดนธรรม...นิมนต์พ่อครูพักจิบน้ำ พ่อท่านอธิบายคำว่า ฉันทะ พวกเราก็อาจรู้สึกว่าฉันรู้แล้วๆ นี่คืออาการไม่ฉันทะ หากไม่สามารถแทงรากฉันทะออกจากเปลือกได้ พ่อครูว่า…อาการของความยินดีนี่ มันเป็นอาการที่สำคัญมาก ฉันทะเป็นมูลกา ความเจริญด้านในความเป็นมนุษย์ ถ้าหากคุณไปยินดีในมิจฉาทิฏฐิก็ไปกับเขา คุณมายินดีในทางถูกสัมมาทิฏฐิก็มาทางนี้ มันก็เป็นสัจจะของมัน ความยินดีจึงเป็นตัวกลางๆ ที่จะไปยินดีกับอะไร ยินดีกับที่ผิดหรือยินดีกับที่ถูก แล้วก็ไม่มีใครที่จะตัดสินได้จริงเท่าเรา ตัวเราเป็นตัวเด็ดขาด คุณอาจจะพอฟังคนอื่น เอาคนอื่นมาเป็นน้ำหนักเป็นเครื่องประกอบได้ แล้วคุณจะเชื่อเขาไหมล่ะ คนเราไปเชื่อคนอื่นมากกว่าตัวเองก็ได้ ไม่เชื่อตัวเองเลย เพราะฉะนั้นเราควรจะต้องมาเป็นตัวเรา ตัวเราจริงๆแท้ๆ เราเป็นผู้ตัดสิน จะช้าจะเร็วก็แล้วแต่ มันจะได้ไม่วกวน คนที่ตัดสินให้แก่ตัวเองแล้วแม้จะเป็นสายศรัทธา ยาวสุดก็ 40 อสงไขยกับเศษแสนมหากัป ส่วนปัญญาธิกะนั้น ตัดสินไม่ผิด ตัดสินคมชัดแม่น ไม่วกวนไม่ซับซ้อน ผู้มีปัญญาสูงสุดตัดสินเป็นลำดับ คนนี้ 20 อสงไขยกับเศษแสนมหากัป มหากัปนั้นนับไม่ถ้วนกำหนดไม่ได้แล้วยังมีติ่งทศนิยมอีก เพื่อความไม่ประมาทเผื่อ error แสนมหากัป หมายถึงเศษที่กำหนดไม่เที่ยงด้วย .001 ผู้ที่สามารถจะชัดเจนว่า คนนี้เป็นพระพุทธเจ้า คนนี้เป็นสัตบุรุษ คนนี้แหละจะเป็นผู้นำของเรา ผู้ใดยังไม่มีภูมิธรรมขึ้นมาเป็นปัจเจก เป็นสยังอภิญญา ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะหรือเป็นพระพุทธเจ้า ผู้นั้นต้องได้รับความรู้จากผู้ที่เขาถือว่าเป็นเจ้าของ ผู้ที่เป็นเจ้าของจริงที่สุดก็คือพระพุทธเจ้า เป็นธรรมะสามี รองลงมาก็เป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ หรือมองในมุมอีกมุมนึง ก็อธิบายได้ว่าเหนือกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีก ในมุมที่ลบเลย ไม่มีตัวตน ไม่มีสภาพ ไม่แสดงตัวเลย แต่มันไม่มีประโยชน์กับโลกกับมนุษยชาติ ฉันนั้นมีประโยชน์กับมนุษยชาติดีกว่า คุณจะเอาอัตตาโต อัตตาชนะ ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่แสดงตัวตนใหญ่กว่าพระพุทธเจ้าก็ใหญ่ไปเลย อาตมาก็ว่าอาตมาจะเป็นพระพุทธเจ้าให้ได้ ไม่เป็นปัจเจกแล้วไม่ประกาศศาสนา ว่างั้นนะ ไปถึงโน่นอาจจะเปลี่ยนใจก็แล้วแต่ส่วนตัวของเรา เหมือนกับตอนนี้อธิบายได้ว่าอาตมาตอนนี้ ใครให้อาตมาลากไปถึง 151 ปีไม่ได้นะ แต่มันไม่เอาเพราะว่าขันธ์มันไม่ให้ มันเมื่อย มันทุกข์ ไม่ไหวลากไม่ไหวแล้ว 151 ปีตอนนี้อาตมาลดราคามาอยู่ที่ สุดฝืนจริงๆ เอา 130 ปีนะ (ญาติโยม...สาธุ) สุดฝืนจริงๆ 120 ปีก็เอาแล้ว มักน้อยลงมาแล้ว ก็คิดว่าคงพอได้นะ อาตมาทำงานไปอีก อีก 33 ปี ไม่น้อยนะ สู่แดนธรรมว่า… ขอเป็น 121 ปีครับ พ่อครูว่า…คนผู้ใดก็ตาม ถ้าเริ่ม..เห็นคนผู้หนึ่งในโลกปัจจุบันที่เราก็กำลังมีชีวิตร่วมอยู่ด้วยนี้ว่าเป็นพระพุทธเจ้าหรือสัตตบุรุษ นี่คือ คุณยอมรับ“คนผู้นี้”เป็นพระพุทธเจ้าหรือสัตบุรุษอยู่ในโลกขณะที่คุณมีชีวิตร่วมอยู่นี้ ดังนี้จึงจะนับว่าคุณมี“ปัญญา” หรือเริ่มเกิด “อัญญธาตุ”ในจิตเห็นพระพุทธเจ้าหรือเห็นสัตตบุรุษขึ้นมาได้ และยอมรับว่า “คนผู้นี้”เป็น“ผู้ปฏิบัติถูกต้องโลกุตระ”ตามธรรมพระพุทธเจ้าจริง(สัมมัคคตา) เป็นผู้บรรลุอาริยธรรมแท้จริง(สัมมาปฏิปันนา)” แล้ว“คบหากับสัตบุรุษ(สัปปุริสสังเสวะ)” ฟังธรรมท่าน มันไม่มีใครบังคับใจของคุณนะ ใจของคุณจะยอมรับเอง ใครจะมาเห็นก็เขาเห็นของเขา เขาเห็นแล้วว่าคนผู้นี้มันจะเป็นของจริงเลย คนนี้เป็นพระพุทธเจ้า คนนี้เป็นสัตบุรุษอยู่ในโลก ที่คุณทั้งหลายมีชีวิตอยู่ร่วมนี้ ดังนี้แหละจึงจะนับว่า คุณมีปัญญา คุณจึงจะมี“ปัญญา”อันเป็น“อัญญา(ธาตุรู้ตัวใหม่ ที่เป็น“อื่น”แตกต่างจากที่เราเคยมีมา)”โดยท่านเริ่มใส่“เชื้อความรู้โลกุตระ”ให้แก่จิตเรา และจะเกิด“ปัญญา ”เจริญครบ“ปัญญา ๘”ได้ ปุถุชน“รู้”แบบ“ปัญญา”ขึ้นมาเองไม่ได้ ไม่มีใคร“รู้เอง”ได้… (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สู่แดนธรรม...ถ้าเราไม่พบกับสัตบุรุษ เราก็จะไปคิดเอาเอง แล้วไปหลงว่านั้นคือปัญญาของเราเอง มีคนคิดอย่างนี้เหมือนกันนะครับ พ่อครูว่า…คนอวดดี ไม่ยอมเปิดจิตมารับ ปรโตโฆสะ แล้วก็เป็นวิตักกจริต กว่าจะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าก็ 80 อสงไขยกับเศษแสนมหากัป สองเท่าของสายศรัทธา มันเสียเวลาเปล่าก็อย่าไปอวดดีเลย อันนี้เป็นสูตรสำเร็จ นอกสูตรไม่ได้ ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าแก้ไม่ได้มันจะต้องเป็นสูตรนี้

640517_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ โลกุตระปัญญาต้องได้มาจากสัตบุรุษ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน