อังกฤษ แบบอโศก .pdf

โฟลเดอร์หนังสือธรรมะชาวอโศกอื่นๆ
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์1.39 MB
วันที่แก้ไข1 กรกฎาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

1พราวพุทธ ขาวดาราข้าพุทธ ขาวดารา 2อังกฤษแบบอโศกISBN 978-616-7601-25-0พิมพ์ครั้งแรก พฤษภาคม ๒๕๖๔จ�ำนวนพิมพ์ ๑,๕๐๐ เล่มแบบปก วิสูตร นวพันธุ์ เพชรพันศิลป์ มุนีเวชจัดพิมพ์โดย ธรรมทัศน์สมาคม ๖๗/๗-๘ ถนนนวมินทร์ ๔๔ แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ ๑๐๒๔๐ โทร. ๐-๒๓๗๕-๔๕๐๖, ๐๙๕-๖๑๘-๙๑๕๔ Email: [email protected] www.boonniyom.netพิมพ์ที่ หสน.ห้องภาพสุวรรณ ๑-๓ ถนนวิสุทธิกษัตริย์ แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กทม. ๑๐๒๐๐ โทร. ๐-๒๒๘๒-๕๖๕๓ผู้พิมพ์ผู้โฆษณำ นายสุชาย เตชศรีสุธี รำคำเล่มละ ๖๕ บาท 3ขอน้อมกราบขอบพระคุณพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ผู้ให้ก�าเนิดทางจิตวิญญาณด้วยเศียรเกล้ากราบขอบพระคุณพ่อและแม่ผู้ให้ชีวิตผู้ปลูกฝังนิสัยรักการอ่านด้วยการสะสมหนังสือดีๆ มากมายไว้ให้ลูกตั้งแต่จ�าความได้และสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกเสมอมา 4ค�ำน�ำ ภาษาอังกฤษคือภาษาสากลที่โลกยอมรับและใช้กันอยู่ในยุคปัจจุบัน การใช้ภาษาอังกฤษแบบที่เจ้าของภาษาใช้กันจริงๆ (natural English) นั้น ต้องมีความรู้ด้านไวยากรณ์และการใช้ศัพท์อย่างถูกต้องควบคู่กันไป ซึ่งทั้งสองทักษะนี้ต้องใช้เวลาและคู่มือประกอบการเรียนรู้ที่ถูกต้อง หนังสือเล่มนี้มิได้มุ่งเน้นเรื่องการสอนหลักไวยากรณ์ แต่เป็นการรวบรวมประโยคตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชาวอโศก เพื่อให้ผู้ที่ไม่มีเวลาศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง สามารถน�าไปใช้ในการสนทนากับชาวต่างชาติได้ ส�าหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มทักษะด้านภาษาอังกฤษด้วยตนเอง ผู้เขียนขอแนะน�าให้ใช้พจนานุกรมอังกฤษ-อังกฤษ และหนังสือประเภท Use the Right Word ซึ่งอธิบายนัยของค�า (sense) และการใช้ศัพท์ในบริบทที่ถูกต้อง ควบคู่ไปกับการใช้พจนานุกรมอังกฤษ-ไทย เพื่อสร้างความมั่นใจในการใช้ศัพท์อย่างถูกต้อง นอกจากประโยคตัวอย่างแล้ว ผู้เขียนยังได้รวบรวมค�าอธิบ

อ่านต่อ

ายศัพท์ที่น่าสนใจจากหนังสือ Use the Right Word ไว้ในหนังสือเล่มนี้ด้วย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้อ่านทุกท่านจะได้รับความรู้จากหนังสือเล่มนี้บ้างไม่มากก็น้อย 5สารบัญตอนที่ ๑๑. การแนะน�าตนเอง.......................................................๗ ๒. วิถีชีวิตในชุมชน........................................................๑๙๓. อบายมุข...................................................................๓๙๔. การถือศีล.................................................................๔๕๕. เอกลักษณ์ของชุมชน................................................๖๓๖. พาทัวร์ชุมชน...........................................................๗๗๗. แนะน�าบริการในร้านค้า............................................๙๗๘. ค�าสอนหลักของพ่อครู.............................................๑๑๓ตอนที่ ๒๙. เศรษฐศาสตร์บุญนิยม............................................๑๒๓๑๐. สาธารณโภคี..........................................................๑๔๓๑๑. พาณิชย์บุญนิยม.....................................................๑๕๓๑๒. สามอาชีพเพื่อมนุษยชาติ........................................๑๖๕ตอนที่ ๓๑๓. เป้าหมายของชีวิต..................................................๑๗๕๑๔. อริยสัจ ๔...............................................................๑๘๗๑๕. มรรคองค์ ๘............................................................๑๙๑ 6๑๖. จรณะ ๑๕.............................................................๒๐๗๑๗. กรรมฐานของพุทธ................................................๒๒๙๑๘. ไตรลักษณ์............................................................๒๓๗ตอนที่ ๔๑๙. ศัพท์ธรรมะน่ารู้ ไทย-อังกฤษ.............................๒๔๗ 7การแนะน�าตนเอง 8 เมื่อมีการแนะน�าให้รู้จักใคร เราอาจทักทายด้วยการพูดว่า Hello, Hi หรือ Pleased to meet you. ซึ่งประโยคนี้ค่อนข้างเป็นทางการ Hello เป็นค�าทักทายที่สุภาพ สามารถใช้ได้ในทุกๆ สถานการณ์ ส่วน Hi เป็นค�าทักทายที่ควรใช้กับเพื่อนหรือคนกันเองเท่านั้น เวลาแนะน�าตัวอย่างเป็นทางการให้ใช้ My name’s… ส�าหรับสถานการณ์ที่ไม่ค่อยเป็นทางการอาจใช้ I’m…Pleased to meet you. My name’s Kwan. ยินดีที่ได้รู้จัก ฉันชื่อขวัญค่ะ Hello. I’m Kwan. สวัสดี ฉันชื่อขวัญค่ะ กำรกล่ำวต้อนรับ เมื่อมีผู้มาเยือนสถานที่แห่งใดเป็นครั้งแรก เรามักพูดว่า Welcome!Welcome to Thailand.ยินดีต้อนรับสู่ประเทศไทยWelcome! I’m so pleased you could come.ฉันยินดีที่คุณมาเยี่ยมเราได้กำรแนะน�ำตนเอง 9Welcome to our Asoke community.ยินดีต้อนรับสู่ชุมชนอโศกของเรากำรแนะน�ำให้รู้จักกัน เวลาแนะน�าชาวต่างชาติให้รู้จักนักบวช หรือเวลาแนะน�านักบวชผู้น้อย (ทางธรรมะเรียกว่าอาวุโส) ให้รู้จักนักบวชผู้ใหญ่ (ทางธรรมะเรียกว่าภันเต) หรือแนะน�าให้ใครก็ตามรู้จักบุคคลส�าคัญ ต้องกล่าวชื่อนักบวชที่เป็นภันเตหรือบุคคลส�าคัญก่อน ตามด้วย This is [กล่าวชื่อผู้ถูกแนะน�า] Porkru krup, this is Maria. Maria, this is Porkru.พ่อครูครับ นี่คือมาเรีย มาเรีย นี่คือพ่อครู ส�าหรับการแนะน�าที่ค่อนข้างเป็นทางการให้ใช้ I’d like you to meet… หรือ Can I introduce you to…? ตามด้วยค�าแนะน�าสั้นๆเกี่ยวกับผู้ถูกแนะน�าทั้งคู่Porkru ka, I’d like you to meet Joan. She’s here to visit the school.พ่อครูคะ ดิฉันขอแนะน�าให้รู้จักโจแอน เธอมาที่นี่เพื่อเยี่ยมชมโรงเรียนJoan, this is Porkru. He’s our spiritual leader and the founder of Asoke.โจแอน นี่คือพ่อครู ท่านเป็นผู้น�าทางจิตวิญญาณและผู้ก่อตั้งอโศกกำรแนะน�ำตนเอง 10Can I introduce you to my sister, Kwan?ขอแนะน�าให้รู้จักขวัญ น้องสาวของดิฉันนะคะ กำรพูดคุยทั่วไป เวลาแนะน�าตัวว่าประกอบอาชีพอะไร ให้ใช้ I’m a...... I work at… หรือ I work as..... เวลาพูดถึงหน้าที่การงานภายในชุมชนอาจพูดง่ายๆ ว่า I help at… ถ้าต้องการถามว่า คุณมาจากไหน ให้ใช้ Where do you live? หรือ Where are you from? ถ้าต้องการถามว่า คุณประกอบอาชีพอะไร ให้ใช้ What do you do?I’m a cook.ฉันเป็นแม่ครัวI work at the vegetarian restaurant.ฉันท�างานที่ร้านอาหารมังสวิรัติI work as a cashier.ฉันท�างานเป็นพนักงานเก็บเงินI help at the recycling station. ฉันช่วยงานที่ฐานคัดแยกขยะI’m a practising Buddhist. ฉันเป็นนักปฏิบัติธรรมกำรแนะน�ำตนเอง 11Use the Right Word เวลาแนะน�าตัวว่านับถือศาสนาอะไร คนส่วนใหญ่มักพูดว่า I’m a Christian. I’m a Muslim. หรือ I’m a Buddhist. ส�าหรับชาวพุทธที่ต้องการเน้นว่าเราเป็นนักปฏิบัติธรรม ให้พูดว่า I’m a practising Buddhist. Practising ในประโยคนี้เป็นค�าคุณศัพท์ (adjective) ซึ่งแปลว่า ปฏิบัติในปัจจุบัน หรือท�าเป็นประจ�า เป็นค�าที่มักใช้เกี่ยวกับการปฏิบัติตามค�าสอนของศาสนา หรือการประกอบอาชีพต่างๆ เช่น แพทย์ ทนายความHe’s a practising lawyer.เขาเป็นทนายที่ว่าความเป็นประจ�า He’s a practising Jew. เขาเป็นชาวยิวที่ปฏิบัติตามค�าสอนของศาสนายูดาห์เป็นประจ�า I’m a practising Buddhist. ฉันเป็นชาวพุทธที่ปฏิบัติตามค�าสอนของศาสนาพุทธเป็นประจ�า ผู้เขียนมักได้รับค�าถามจากญาติธรรมว่า หากเราจะแนะน�าตัวโดยพูดว่า I practise the Dhamma. ได้หรือไม่ ค�าตอบคือใช้ได้เหมือนกัน แต่ค�าว่า Practise ในประโยคนี้เป็นค�ากิริยา แปลว่าปฏิบัติ ฝึกฝน หรือฝึกซ้อม ไม่ได้เน้นว่าเราเป็นนักปฏิบัติธรรมเหมือนอย่างในประโยคแรก (I’m a practising Buddhist)กำรแนะน�ำตนเอง 12I’m retired. ฉันปลดเกษียณแล้วI quit my job a while ago. ฉันออกจากงานมาสักพักหนึ่งแล้วGood to Know Retired แปลว่า ปลดเกษียณ เลิกท�างานแล้ว หรือไม่ท�างานอีกต่อไป ส�าหรับผู้ที่ลาออกจากงาน (เพื่อมาปฏิบัติธรรม) และไม่ได้ท�างานหาเลี้ยงชีพอีกต่อไปแล้ว สามารถแนะน�าตัวเองโดยพูดว่า I’m retired. แม้ว่าอายุจะยังไม่ถึง ๖๐ ปีก็ตาม ส่วนผู้ที่ยังอยู่ในวัยท�างาน แต่ลาออกจากงานชั่วคราวหรือระยะหนึ่ง น่าจะพูดว่า I quit my job……I’m a volunteer at the temple now. ตอนนี้ฉันเป็นอาสาสมัครที่วัดI volunteer at the Asoke community.ฉันอาสาช่วยงานที่ชุมชนอโศกGood to Know เรามักไม่ได้ยินเจ้าของภาษา (native speaker) ใช้รูปประโยค “the [something] of someone” เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ (possessiveness) คนส่วนใหญ่มักใช้ -’s หลังค�านาม เช่น กำรแนะน�ำตนเอง 13 that’s my friend’s car that’s the car of my friend. the President’s speech the speech of the President นอกจากนี้ เราสามารถแสดงความเป็นเจ้าของ (posses-siveness) ด้วยการเปลี่ยนค�านามให้เป็นค�าคุณศัพท์ (adjective) ซึ่งจะท�าให้การพูดฟังเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น เช่น the Thai people the people of Thailand an Asoke follower a follower of Asoke I’ve been an Asoke follower for many years.ฉันเป็นชาวอโศกมาหลายปีแล้วI’ve practised the Dhamma with Porkru for over 30 years.ฉันปฏิบัติธรรมกับพ่อครูมากว่า ๓๐ ปีแล้วI’ve been with Asoke for more than 20 years.ฉันอยู่กับอโศกมากว่า ๒๐ ปีแล้วXXXXกำรแนะน�ำตนเอง 14I’ve lived here since 1984.ฉันอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ปี ๒๕๒๗Use the Right Word เวลาพูดถึง “ชาวอโศก” อาจใช้ค�าว่า Follower หรือ Member ซึ่งเป็นค�ากลางๆ ทั้งคู่ ผู้เขียนนิยมใช้ Follower เพราะเป็นค�ากลางๆ ที่คนส่วนใหญ่มักใช้ในบริบทนี้ Member แปลว่า สมาชิก ส่วน Follower แปลว่า บริวาร ผู้ติดตาม สาวก หรือลูกศิษย์ที่ปฏิบัติตามหรือเชื่อฟังค�าสั่งสอนของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เป็นค�าที่มักใช้ในความหมายอย่างกว้าง Disciple แปลว่า สาวก เป็นค�าที่มักใช้ในความหมายอย่างแคบ โดยใช้กับลูกศิษย์หรือสาวกที่มีความเลื่อมใสศรัทธาเป็นพิเศษ หรือมีบทบาทในการเผยแพร่ค�าสั่งสอนของอาจารย์ ทั้ง Follower และ Disciple เป็นค�าที่สามารถใช้กับบริวารของอาจารย์หรือผู้น�าที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งอาจจะไม่ใช่พระศาสดาก็ได้ ไม่ได้ถูกจ�ากัดเหมือนการใช้ค�าว่า “สาวก” อย่างในภาษาไทย ซึ่งใช้กับสาวกของพระศาสดาเท่านั้น Devotee แปลว่า ผู้ศรัทธาอย่างแรงกล้า หรือผู้เคร่งครัดศาสนาอย่างคลั่งไคล้ เช่น He’s a QAnon devotee. (เขาเป็นพวกนิยมลัทธิคิวแอนอนอย่างแรงกล้า) กำรแนะน�ำตนเอง 15I became a practising Buddhist when I was 20.ฉันเริ่มเป็นนักปฏิบัติธรรมตอนอายุ ๒๐ ปีI started to practise the Dhamma in my early thirties.ฉันเริ่มปฏิบัติธรรมตอนอายุ ๓๐ ต้นๆI started to take Dhamma practice seriously a few years ago. ฉันเริ่มปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาGood to Know เวลาพูดถึงการถือศีล ให้ใช้ I observe…., I keep…. หรือ I live by…I observe the five precepts. ฉันถือศีล ๕I keep the eight precepts on Buddhist holy days. ฉันถือศีล ๘ ในวันส�าคัญทางศาสนาพุทธ (วันพระ)I live by the Buddhist precepts. ฉันมีศีลเป็นหลักของชีวิต (ฉันถือศีล)กำรแนะน�ำตนเอง 16Useful WordsDevotee ผู้ศรัทธาอย่างแรงกล้า ผู้เคร่งครัดศาสนาอย่าง คลั่งไคล้ Disciple สาวก Follower บริวาร ผู้ติดตาม สาวก ลูกศิษย์ที่ปฏิบัติตาม หรือเชื่อฟังค�าสั่งสอนของบุคคลใดบุคคลหนึ่งFounder ผู้ก่อตั้งKeep ๑. รักษา (ประเพณี ค�าพูด ศีล), ท�าตาม (ข้อตกลง สัญญา), ยึด (หลักการ), ๒. รักษา คุ้มครอง ปกป้อง ดูแลLive by ด�าเนินชีวิตตามหลักการบางอย่าง มีชีวิตโดย อาศัยบางอย่าง Observe ๑. ปฏิบัติตาม (ศีล กฎบังคับ), รักษา (ประเพณี) ๒. สังเกต เฝ้ามอง (watch) ๓. สังเกตเห็น (perceive) ๔. ออกความเห็นPractice n. การปฏิบัติ การกระท�า การฝึกฝน การซ้อมPractise v. น�าไปปฏิบัติ ฝึกฝน ฝึกซ้อมPractising adj. ปฏิบัติในปัจจุบัน ท�าเป็นประจ�าPrecept ๑. ศีล สิกขาบท การอบรมสั่งสอนศีลธรรม ๒. ค�าสั่งRecycling การน�ากลับมาใช้ใหม่, recycling station แปลว่า ฐานคัดแยกขยะกำรแนะน�ำตนเอง 17Restaurant ร้านอาหาร ภัตตาคาร Retired ปลดเกษียณ เลิกท�างานแล้ว Spiritual เกี่ยวกับจิตวิญญาณQuit เลิกท�า ออกจาก ย้ายจากVolunteer อาสาสมัคร จิตอาสากำรแนะน�ำตนเอง 18 19วิถีชีวิตในชุมชน 20 ชาวอโศกปฏิบัติธรรมตามหลักอปัณณกธรรม ๓ (หลักปฏิบัติที่ไม่ผิด ๓ ประการ) โดยการส�ารวมอินทรีย์ทั้งหก รู้จักประมาณในการกินการใช้ และฝึกตนให้เป็นผู้ตื่นอยู่เสมอ ซึ่งเป็นการปฏิบัติธรรมแบบลืมตา โดยปฏิบัติในขณะท�าการงานและใช้ชีวิตประจ�าวันตามปกตินั่นเอง พ่อครูสมณะโพธิรักษ์สอนให้ปฏิบัติเรื่องการกิน-อยู่-หลับนอนเป็นเบื้องต้นก่อน เพราะเป็นเรื่องพื้นฐานในชีวิตของทุกคนOur lifestyle is very simple. วิถีชีวิตของเราเรียบง่ายมากWe live ascetically. เราใช้ชีวิตอย่างมักน้อยสันโดษ Asoke monks and nuns practise austerity. สมณะและนักบวชหญิงของชาวอโศกปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดUse the Right Word Simple และ Modest มีความหมายใกล้เคียงกัน Simple แปลว่า เรียบง่ายหรือไม่ซับซ้อน ส่วน Modest แปลว่า เรียบง่ายหรือสมถะ Ascetic และ Austere เป็นค�าไวยพจน์ (ใช้แทนกันได้) วิถีชีวิตในชุมชน 21ซึ่งสื่อถึงการปฏิบัติที่เข้มงวดและเอาจริงเอาจังมากกว่า Simple และ Modest Ascetic แปลว่า ๑. ถือสันโดษ บ�าเพ็ญเพียร ฝึกฝนอบรมตนเองอย่างเข้มงวด ๒. คนที่ฝึกฝนอบรมตนเองอย่างเข้มงวดโดยละความสุขสบายต่างๆ (anyone who lives with strict self-discipline and without the usual pleasures and comfort) ส่วน Austere แปลว่า เคร่งครัดต่อกฎระเบียบหรือศีลธรรม หรือชีวิตที่ละทิ้งโลกีย์ We emphasise modesty. เราเน้นความเรียบง่ายสมถะThe women wear the Thai sarong.ผู้หญิงสวมใส่ผ้าถุงThe men wear traditional Thai trousers.ผู้ชายสวมใส่กางเกงไทยแบบดั้งเดิมSome people go barefoot.บางคนเดินเท้าเปล่าWe don’t wear Buddha amulets.เราไม่ห้อยพระเครื่องวิถีชีวิตในชุมชน 22Most people believe Buddha amulets and images have sacred powers. คนส่วนใหญ่ศรัทธาว่าพระเครื่องและพระพุทธรูปมีอ�านาจศักดิ์สิทธิ์But we don’t believe that. แต่เราไม่ได้เชื่อถืออย่างนั้นBuddha images serve as a reminder of the Buddha’s teachings. พระพุทธรูปคือสิ่งเตือนใจให้นึกถึงค�าสั่งสอนของพระพุทธเจ้าWe pay respect to Buddha images to show our gratefulness and not to ask for things.เราบูชาพระพุทธรูปเพื่อแสดงความซาบซึ้งในบุญคุณของท่าน ไม่ใช่เพื่อร้องขอสิ่งต่างๆThe monastics eat only one meal during the day.นักบวชฉันอาหารเพียงวันละหนึ่งมื้อThe laypeople eat one or two meals during the day.ฆราวาสรับประทานอาหารวันละหนึ่งหรือสองมื้อWe work diligently the whole day. เราท�างานอย่างขยันขันแข็งตลอดทั้งวันวิถีชีวิตในชุมชน 23Some people also practise sitting meditation.บางคนฝึกการนั่งสมาธิด้วยBut we don’t emphasise meditation like the mainstream Buddhists.แต่เราไม่เน้นการนั่งสมาธิแบบชาวพุทธกระแสหลัก For us meditation is only an aid.ส�าหรับเราการนั่งสมาธิเป็นเพียงอุปการะกิจวัตรประจ�ำวันOur daily routine is quite simple. กิจวัตรประจ�าวันของเราค่อนข้างเรียบง่ายGood to Know เวลาพูดถึงสิ่งที่ท�าเป็นปกติ ให้ใช้ We usually…..We usually greet each other by saying “Charoen Dhum”.เรามักจะทักทายกันด้วยการพูดว่า “เจริญธรรม”Charoen Dhum means may you prosper in practising the Dhamma.“เจริญธรรม” แปลว่า ขอให้คุณเจริญในการปฏิบัติธรรมวิถีชีวิตในชุมชน 24 เวลาพูดถึงสิ่งที่ท�าบ่อยๆ ให้ใช้ I often….I often visit my parents.ฉันไปเยี่ยมพ่อกับแม่บ่อยๆ เวลาพูดถึงสิ่งที่ท�าเป็นบางครั้ง ให้ใช้ I sometimes…..I sometimes eat two meals a day.บางครั้งฉันทานอาหารวันละสองมื้อ เวลาพูดถึงสิ่งที่นานๆ จะท�าสักครั้ง ให้ใช้ I seldom…..I seldom practise sitting meditation.นานๆ ทีฉันถึงจะได้ฝึกนั่งหลับตาสมาธิWe usually wake up at three thirty in the morning. เรามักตื่นนอนตอนตีสามครึ่งWe usually attend the morning sermon at four o’clock. เรามักไปร่วมท�าวัตรเช้าตอนตีสี่Good to Know ในแวดวงศาสนาพุทธมักใช้ Chanting เพื่อหมายถึงการสวดมนต์ แม้ว่าชาวอโศกจะไม่ได้สวดเป็นท�านองเหมือนชาวพุทธกระแสหลักก็สามารถใช้ค�านี้ได้เพราะ Chant แปลว่า เปล่งเสียงเป็นจังหวะหรือสวดเป็นท�านองด้วย เป็นค�าที่เหมาะสมกว่า Pray ซึ่งแปลว่า อธิษฐาน ร้องขอ หรือสวดมนต์วิถีชีวิตในชุมชน 25The morning sermon starts with Pali chanting.การท�าวัตรเช้าเริ่มด้วยการสวดมนต์เป็นภาษาบาลี (อย่างไม่เป็นท�านองเพลง)After the sermon the monks and nuns go on the almsround. หลังท�าวัตรสมณะและสิกขมาตุจะออกบิณฑบาตGood to Know เวลาพูดถึงสิ่งที่ตั้งใจจะท�า หรือวางแผนว่าจะท�าและมั่นใจว่าจะได้ท�าแน่นอน ให้ใช้ I’m going to...... ไม่ใช่ I will…I’m going to give alms to the monks. ฉันก�าลังจะไปใส่บาตรพระ เวลาพูดถึงสิ่งที่วางแผนไว้ให้ใช้ I’m planning to… หากเป็นสิ่งที่อยากท�า แต่ไม่มั่นใจว่าจะได้ท�าให้ใช้ I’m hoping to....I’m planning to go to Ratchatani Asoke next month.ฉันวางแผนว่าจะไปราชธานีอโศกเดือนหน้าI’m hoping to stay there for 2 months.ฉันหวังว่าจะอยู่ที่นั่น ๒ เดือน เวลาพูดถึงสิ่งที่ควรท�าหรือควรเกิดขึ้นในอนาคต ให้ใช้ I’m supposed to…. แต่ถ้าเป็นแผนการที่อาจเป็นไปได้เท่านั้น ให้ใช้ I might….วิถีชีวิตในชุมชน 26I’m supposed to teach today.ฉันควรจะต้องสอนวันนี้I might stay on if I like Ratchatani Asoke.ฉันอาจอยู่ต่อถ้าชอบราชธานีอโศกI’m going to give food to the monks.ฉันก�าลังจะถวายอาหารพระI’m going to prepare food for the monks. ฉันก�าลังเตรียมอาหารถวายพระWould you mind giving me a hand?คุณช่วยฉันหน่อยได้ไหม?Good to Know เวลาขอความช่วยเหลือจากใครให้ใช้ Can you….? หรือ Could you…. ? ถ้าต้องการให้ฟังสุภาพมากขึ้นให้เติม Please ตอนต้นหรือท้ายของประโยคCan you spare a minute?คุณสละเวลาให้ฉันสักครู่ได้ไหม?Could you give me a minute?ขอเวลาฉันสักครู่ได้ไหม?วิถีชีวิตในชุมชน 27Could you open the door for me, please?กรุณาเปิดประตูให้ฉันหน่อยได้ไหม Would you mind...? หรือ Do you mind…. ? เป็นวิธีขอความช่วยเหลือที่สุภาพมากอีกวิธีหนึ่ง ค�ากิริยาที่ตามหลัง Would you mind…..? หรือ Do you mind…..? จะต้องอยู่ในรูป -ing เสมอWould you mind giving me some advice?คุณช่วยให้ค�าแนะน�าฉันหน่อยได้ไหม?Do you mind checking this for me?คุณช่วยตรวจให้ฉันหน่อยได้ไหม?After the morning sermon we go to a work base and take up our duties for the day. หลังท�าวัตรเช้าเราจะไปที่ฐานงานและเริ่มท�าหน้าที่ของเราในแต่ละวันThere’re dozens of work base in every community.ในทุกชุมชนมีฐานงานมากมายThe purpose of work isn’t the end result or the financial gain.เป้าหมายของการท�างานไม่ใช่เพื่อผลส�าเร็จของงานหรือเพื่อหาก�าไรวิถีชีวิตในชุมชน 28We use work as a means of practising the Dhamma.เราอาศัยงานเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติธรรมGood to Know Work base เป็นการแปลค�าว่า “ฐานงาน” ซึ่งเป็นค�าที่ใช้ในหมู่ชาวอโศกเป็นส่วนใหญ่ work base ไม่ใช่ค�าที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย คนส่วนใหญ่มักจะใช้ค�าเฉพาะเจาะจงเวลาพูดถึงสถานที่ท�างาน เช่น factory, workshop, store, restaurant ฯลฯAt eight thirty everyone gathers in the community hall to have their meal together. เวลาแปดโมงครึ่งทุกคนจะมารวมตัวกันที่ศาลาเพื่อรับประทานอาหารร่วมกันWe listen to a short sermon before our daily meal and after eating we return to work. เราฟังเทศน์สั้นๆก่อนรับประทานอาหาร หลังจากรับประทานอาหารเสร็จก็กลับไปท�างานMost people work 6 to 8 hours a day. คนส่วนใหญ่ท�างานวันละ ๖-๘ ชั่วโมงWe attend the evening sermon at 6 o’clock. เราไปร่วมท�าวัตรเย็นตอนหกโมงเย็น วิถีชีวิตในชุมชน 29Sometimes we watch a live broadcast of the sermon. บางครั้งเรารับชมการเทศน์จากการถ่ายทอดสดWe begin and end each day by listening to the Dhamma. เราเริ่มต้นและสิ้นสุดแต่ละวันด้วยการฟังธรรมกำรบอกเวลำ ถ้าต้องการบอกเวลาเป็นหน่วยชั่วโมงที่ไม่มีเศษนำที (เข็มสั้นนาฬิกาตรงกับเลขใดเลขหนึ่ง) ให้ใช้ o’clock The morning sermon starts at four o’clock.ท�าวัตรเช้าเริ่มตอนตีสี่ ถ้าเป็นหน่วยชั่วโมงที่มีเศษนำที ให้ระบุว่าเป็นช่วงเช้า สาย บ่าย เย็น หรือระบุว่าเป็น a.m. หรือ p.m. (โดยใช้ a.m. ตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึงก่อนเที่ยงวัน และใช้ p.m. ตั้งแต่เที่ยงวันจนถึงก่อนเที่ยงคืน) คนส่วนใหญ่ไม่นิยมใช้ a.m. หรือ p.m. ในชีวิตประจ�าวัน ยกเว้นในกรณีที่ต้องการความชัดเจน เช่น เมื่อบอกเวลาการเดินทาง We’re leaving at eight thirty tomorrow morning.เราจะออกเดินทางพรุ่งนี้เช้าตอนแปดโมงครึ่งIt’s four thirty in the afternoon.ตอนนี้เวลาบ่ายสี่โมงครึ่ง (Evening เริ่มตั้งแต่ ๕ โมงเย็นเป็นต้นไป)วิถีชีวิตในชุมชน 30My plane leaves at eight thirty a.m.เครื่องบินออกเวลาแปดโมงครึ่งThe sermon will be broadcasted live at six p.m.การเทศน์จะถ่ายทอดสดตอนหกโมงเย็น ถ้าต้องการบอกว่ากิจกรรมหรือสิ่งใดจะเกิดขึ้นตอนไหน ให้ใช้ at…. (ดูประโยคตัวอย่างข้างต้นประกอบ)We have our first meal at half past eight.เราทานอาหารมื้อแรกตอนแปดโมงครึ่ง ถ้าต้องการบอกว่าสิ่งใดเกิดก่อนหรือหลังเวลาที่ก�าหนด ให้ใช้ by….You have to leave for the airport by quarter to one.คุณต้องออกเดินทางไปสนามบินสิบห้านาทีก่อนบ่ายโมงกำรบอกวันที่ ถ้าต้องการระบุวันที่ ให้ใช้ the first of [December]…. หรือ [December] the firstIt’s the first of March today.วันนี้เป็นวันที่หนึ่งมีนาคมNext Monday will be March the twenty-first.วันจันทร์หน้าจะเป็นวันที่ยี่สิบเอ็ดมีนาคมวิถีชีวิตในชุมชน 31 ถ้าต้องการถามเกี่ยวกับวัน ให้พูดว่าWhat day is it today?วันนี้เป็นวันอะไร?What day’s the meeting?วันประชุมคือวันไหน? ถ้าต้องการระบุวันที่ ซึ่งมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น ให้ใช้ on… ก่อนวันที่ดังกล่าวWe got married on December the twenty-first.เราแต่งงานวันที่ยี่สิบเอ็ดธันวาคมI was born on the third of March, 1960.ฉันเกิดวันที่สามมีนาคมปีหนึ่งพันเก้าร้อยหกสิบกำรบอกวัน ถ้าต้องการบอกว่าเป็นวันอะไร ให้ใช้ It’s ….It’s Wednesday today, isn’t it?Great! It’s Friday today. ถ้าต้องการถามว่าวันนี้เป็นวันที่เท่าไร ให้ใช้ What’s the date today? รูปประโยคจะแตกต่างจากการถามว่าวันนี้เป็นวันอะไร ซึ่งพูดว่า What day is it today?วิถีชีวิตในชุมชน 32 ถ้าต้องการระบุวัน ซึ่งมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น ให้ใช้ on….It’s my birthday on Thursday.วันพฤหัสเป็นวันเกิดของฉันWe’ll see him on Monday.เราจะได้พบเขาวันจันทร์ เวลาพูดถึงสิ่งที่ท�าเป็นประจ�าทุกๆ วันจันทร์ หรือวันอื่นใด ให้ใช้ every…The store is closed every Monday.ร้านค้าปิดทุกวันจันทร์He works on the farm every Saturday.เขาท�างานในไร่ทุกวันเสาร์ เวลาพูดถึงสิ่งที่ท�าเป็นประจ�า เช่น วันเว้นวัน หรืออาทิตย์เว้นอาทิตย์ ให้ใช้ every other….I visit my parents every other week.ฉันไปเยี่ยมพ่อแม่ทุกๆ อาทิตย์เว้นอาทิตย์ ถ้าต้องการพูดถึงวันจันทร์ที่ผ่านมา วันจันทร์หน้า หรือวันจันทร์นี้ ให้ใช้ last…., this…. หรือ next…. (ตามล�าดับ)I’m going to Ratchatani Asoke this Friday.ฉันจะไปราชธานีอโศกวันศุกร์นี้วิถีชีวิตในชุมชน 33I met Porkru last Monday.ฉันได้พบพ่อครูวันจันทร์ที่แล้วWould next Thursday be better for you?วันพฤหัสหน้าจะสะดวกส�าหรับคุณมากกว่าไหม?กำรบอกเดือนหรือฤดูกำล ถ้าต้องการระบุเดือน ซึ่งมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นให้ใช้ in…We hold two Buddhist retreats in February and April.เราจัดงานอบรมธรรมในเดือนกุมภาพันธ์และเมษายน ถ้าต้องการระบุช่วงของเดือน ให้ใช้ at the start of…., in the middle of…. หรือ at the end of…..Asoke Remembrance Day is at the start of June.วันอโศกร�าลึกจัดในช่วงต้นเดือนมิถุนายนThe Areeya Market is held in the middle of April.ตลาดอาริยะจัดช่วงกลางเดือนเมษายนWe have to prepare for exams at the en

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน