อโศกไม่ใช่ยูโธเปีย.pdf
เนื้อหาในไฟล์
1 สารบัญบทน�ำ........................................................................................๒วิถีชีวิตชำวอโศก.........................................................................๖เศรษฐศำสตร์ชำวอโศก..............................................................๑๓ - บุญนิยม.....................................................................๑๖ - เศรษฐศำสตร์บุญนิยม...............................................๑๗ - พำณิชย์บุญนิยม........................................................๒๗ - สำธำรณโภคี.............................................................๒๙นักบวชชำวอโศก.....................................................................๓๖ประวัติสมณะโพธิรักษ์..............................................................๔๔ชำวอโศกกับกำรปฏิบัติธรรม....................................................๕๑ - มรรคองค์ ๘...............................................................๕๔ - จรณะ ๑๕ วิชชำ ๘...................................................๕๗ - สมำธิพุทธ.................................................................๖๓ - เวทนำคือกรรมฐำน....................................................๖๕ - ไตรลักษณ์.................................................................๖๗อโศกกับยูโทเปีย......................................................................๗๐ 2 ในบรรดำประเทศต่ำงๆที่มีพลเมืองนับถือศำสนำพุทธ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีพลเมืองนับถือศำสนำพุทธมำกที่สุด (ประมำณ ๙๕% ของประชำกรทั้งหมด) ศำสนำพุทธอยู่คู่กับประเทศไทยมำไม่น้อยกว่ำ ๗๐๐ ปี นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งอำณำจ
อ่านต่อ
ักรสุโขทัย ซึ่งเป็นอำณำจักรแห่งแรกของชนชำวไทย ตลอดหลำยศตวรรษที่ผ่ำนมำ ประเพณีปฏิบัติต่ำงๆ ทำงศำสนำได้เปลี่ยนแปลง ไปตำมควำมเชื่อ สภำพของสังคม เศรษฐกิจและกำรเมืองในแต่ละยุคแต่ละสมัย ชำวอโศกเป็นเพียงชำวพุทธกลุ่มเล็กๆ ซึ่งปฏิบัติตนโดยมีควำมเชื่อที่แตกต่ำงไปจำกชำวพุทธกระแสหลักในประเทศไทย สมณะโพธิรักษ์ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งชุมชนชำวอโศกเห็นว่ำ ชำวอโศกมีศีลและทิฏฐิที่แตกต่ำงกับชำวพุทธกระแสหลัก จึงได้ประกำศแยกตัวออกมำจำกคณะสงฆ์ไทย เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๘ และก่อตั้งหมู่กลุ่มของตนเองขึ้นมำ โดยอำศัยหลักนำนำสังวำส (คือสงฆ์ที่ไม่ร่วมอุโบสถด้วยกัน ไม่ร่วมสังฆกรรมด้วยกัน) ในพระธรรมวินัย กำรปฏิบัติในช่วงแรกของชำวอโศกไม่ได้รับกำรยอมรับบทน�า 3จำกสังคม เนื่องจำกสิ่งที่ปฏิบัตินั้นแตกต่ำงไปจำกควำมเชื่อและประเพณีที่ชำวพุทธกระแสหลักในประเทศไทยได้ยึดถือและปฏิบัติสืบต่อกันมำอย่ำงยำวนำน หลำยคนมองว่ำชำวอโศกปฏิบัตินอกรีต ซึ่งอำจเป็นเพรำะนักบวชของชำวอโศกไม่ได้จุดธูปเทียนบูชำ หรือรดน�้ำมนต์ในพิธีกรรมต่ำงๆ รวมทั้งไม่ได้รับเงินหรือใช้เงินเพื่อประโยชน์ส่วนตัว เนื่องจำกชำวอโศกเห็นว่ำพิธีกรรมและข้อ ปฏิบัติเหล่ำนั้น เป็นกำรกระท�ำที่ผิดวินัย ตำมที่มีถ้อยค�ำปรำกฏห้ำมไว้ในพระไตรปิฎก ด้วยควำมเชื่ออย่ำงจริงใจว่ำ สิ่งที่ปฏิบัตินั้นควรถูกต้อง ตำมค�ำสอนของพระบรมศำสดำอย่ำงแท้จริง ชำวอโศกจึงยืนหยัดยืนยันและปฏิบัติพิสูจน์ตนเองเรื่อยมำจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นเวลำมำกกว่ำ ๔๐ ปี ขณะนี้ก็เริ่มมีผู้ที่เข้ำใจและยอมรับแนวทำงกำรปฏิบัติตน ตลอดจนอุดมกำรณ์ของชำวอโศกมำกขึ้น สมณะโพธิรักษ์กล่ำวว่ำ “ศำสนำคือพลังรวมของสังคม” ศำสนำพุทธมีลักษณะที่เป็นพลวัต (Dynamic) มีควำมเกี่ยวข้องกับมนุษย์และสังคม กำรปฏิบัติธรรมของศำสนำพุทธจึงต้องไม่แยกตัวออกไปจำกสังคม ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีมรรคองค์ ๘ ที่ก�ำหนดให้ปฏิบัติ สัมมำวำจำ สัมมำกัมมันตะ และสัมมำอำชีวะ อันเป็นเรื่องชีวิตปกติสำมัญของมนุษย์นั่นเอง ส่วนกำรปลีกวิเวกเพื่อไปนั่งหลับตำ (ท�ำสมำธิ) เพียงอย่ำงเดียวนั้น ย่อมแสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่ำ ไม่สำมำรถปฏิบัติตำมข้อมรรคในเรื่องสัมมำวำจำ (ค�ำพูด) สัมมำกัมมันตะ (กำรกระท�ำ) และสัมมำอำชีวะ (อำชีพ) ตำมที่กล่ำวมำได้เลย กำรนั่งหลับตำจึงไม่ใช่กำรปฏิบัติที่ถูกต้อง ตำมค�ำสอนที่ระบุไว้ในหลักอปัณณกปฏิปทำ ๓ ไม่สำมำรถน�ำไป 4สู่ควำมพ้นทุกข์ได้อย่ำงแท้จริง ปัจจุบันชำวอโศกมีชุมชนขนำดใหญ่รวม ๗ แห่ง และมีชุมชนเล็กๆ อีกหลำยแห่งกระจำยกันอยู่ทั่วประเทศไทย ในบรรดำชุมชนขนำดใหญ่นั้น ชุมชนรำชธำนีอโศกซึ่งตั้งอยู่หมู่ที่ ๑๐ ต�ำบลบุ่งไหม อ�ำเภอวำรินช�ำรำบ จังหวัดอุบลรำชธำนี ถือเป็นเสมือนเมืองหลวงของชำวอโศก เนื่องจำกมีลักษณะและองค์ประกอบต่ำงๆ ตำมอุดมกำรณ์ของชำวอโศกอย่ำงครบถ้วน ชุมชนขนำดใหญ่ทุกแห่ง (บำงครั้งเรียกว่ำ “พุทธสถำน”) จะประกอบไปด้วย บ้ำน-วัด-โรงเรียน ซึ่งเรียกย่อๆ ว่ำ “บวร” ชุมชนที่ไม่มีโรงเรียนเป็นองค์ประกอบร่วมด้วยจะไม่เรียกว่ำ “บวร” “บวร” คือ สภำพแวดล้อมที่มีกำรอยู่รวมกัน โดยมี บ้ำน-วัด-โรงเรียน เชื่อมประสำนกันเป็นหนึ่งเดียว กิจกรรมต่ำงๆ ของชุมชนจะถูกก�ำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรกำรเรียนกำรสอน และถือเป็นกำรเรียนรู้ที่ส�ำคัญ กำรศึกษำของชำวอโศกไม่ได้จ�ำกัดอยู่เฉพำะในห้องเรียนเท่ำนั้น สำมำรถจัดขึ้นที่ไหนก็ได้ ทั้งในและนอกบริเวณชุมชน นักบวชและชำวชุมชนจะช่วยกันท�ำหน้ำที่เป็นครูโดยไม่มีค่ำตอบแทน นักเรียนจะได้เรียนรู้และฝึกหัดท�ำงำนเคียงข้ำงผู้ใหญ่ในสถำนประกอบกำรต่ำงๆ ของชุมชน ชุมชนชำวอโศกเป็นชุมชนของคนยำกจนที่สำมำรถพึ่งตนเองได้อย่ำงพอเพียง จัดเป็นชุมชนประเภท Intentional Community (ชุมชนที่สมำชิกใช้ชีวิตร่วมกันโดยมีจุดมุ่งหมำยอย่ำงหนึ่งอย่ำงใดร่วมกัน ซึ่งอำจเป็นด้ำนสังคม สิ่งแวดล้อม หรือเศรษฐกิจ ฯลฯ) ชำวอโศกมีระบบเศรษฐกิจของตนเองเรียกว่ำ “เศรษฐกิจบุญนิยม” มีกำรบริโภคร่วมกันจำกส่วนกลำงที่เรียกว่ำ 5“สำธำรณโภคี” ชุมชนทุกแห่งพึ่งตนเองด้วยกำรท�ำกสิกรรมไร้สำรพิษ (ไม่ใช้สำรเคมีในทุกขั้นตอน) ผลิตปุ๋ยหมักใช้เองและมีระบบจัดกำรขยะที่เหมำะสมของตนเอง ทุกคนในชุมชนท�ำงำนฟรี (ไม่มีค่ำตอบแทน) ผลผลิตหรือรำยได้ทั้งหมดที่เกิดจำกกำรท�ำงำนของทุกคนในชุมชน จะถูกน�ำเข้ำไปรวมไว้ในกองกลำง (สำธำรณโภคี) เพื่อประโยชน์ของสมำชิกทุกคนในชุมชน สังคมชำวอโศกเป็นรูปแบบของกำรใช้ชีวิตร่วมกัน โดยอำศัยศำสนำพุทธเป็นแนวทำงในกำรด�ำเนินชีวิต ซึ่งมีเป้ำหมำยสูงสุดเพื่อกำรหลุดพ้นจำกควำมทุกข์โดยสิ้นเชิง อันเป็นควำมใฝ่ฝันของพุทธศำสนิกชนทุกคน แต่ส�ำหรับผู้ที่ไม่ใช่พุทธศำสนิกชน ยูโทเปีย (Utopia) น่ำจะเป็นสังคมในอุดมคติที่ทุกคนใฝ่ฝันถึง เพรำะเป็นสังคมที่มีแต่ควำมดีงำม ผู้คนมีน�้ำใจ เป็นมิตรและตั้งมั่นในคุณธรรม บ้ำนเมืองมีควำมสงบเรียบร้อย น่ำอยู่ มีควำมยุติธรรม และมีกำรจัดระเบียบทำงสังคมอย่ำงสมบูรณ์แบบ เท่ำนี้ก็น่ำจะเพียงพอส�ำหรับผู้ที่แสวงหำควำมสุขในชีวิต หนังสือเล่มนี้จะแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตและควำมเป็นอยู่ของชำวอโศก ซึ่งอำจมีควำมคล้ำยคลึงและแตกต่ำงจำกสังคมยูโทเปียอยู่หลำยส่วน ผู้อ่ำนสำมำรถเทียบเคียงและเลือกสรรเอำส่วนที่ดีมำปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคมต่อไป 6 7 8 9 10วิถีชีวิตชาวอโศก พระพุทธเจ้ำก�ำหนดหลักปฏิบัติที่ไม่ผิด (อปัณณกปฏิปทำ) ของศำสนำพุทธไว้ ๓ ประกำร คือ ส�ำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุ-ตำ ชำคริยำนุโยคะ ถ้ำไม่มีกำรปฏิบัติ ๓ อย่ำงนี้ก็ไม่ใช่กำรปฏิบัติของศำสนำพุทธ สมณะโพธิรักษ์จึงเน้นเสมอว่ำ กำรนั่งหลับตำสมำธิไม่ใช่กำรปฏิบัติของพุทธ ไม่ใช่กำรปฏิบัติที่จะพำให้บรรลุนิพพำนได้ เพรำะไม่มีกำรส�ำรวมอินทรีย์ ๖ ไม่มีกำรสัมผัสกับเครื่องอุปโภคบริโภค และไม่มีสติรับรู้ที่ตื่นเต็ม กำรตื่นอยู่ภำยใน (ขณะนั่งหลับตำสมำธิ) ไม่ใช่ชำคริยำ-นุโยคะ จะต้องตื่นเต็มออกมำรับรู้ภำยนอก โดยมีสติที่สมบูรณ์ รู้เท่ำทันกำยกรรม วจีกรรม มโนกรรม และมีสติสัมปชัญญะ ปัญญำ รับรู้อย่ำงเต็มที่กับสิ่งที่ก�ำลังสัมผัสสัมพันธ์อยู่ในขณะนั้น ในชีวิตประจ�ำวันของคนเรำจะต้องเกี่ยวข้องกับของกินของใช้ เมื่อสัมผัสกับของที่จ�ำเป็นต้องกินต้องใช้ เรำต้องอ่ำนเวทนำที่เกิดขึ้นให้ได้ เพรำะกำรเรียนรู้ธรรมะของพระพุทธเจ้ำต้องเรียนรู้จำกเวทนำเป็นส�ำคัญ 11 กำรปฏิบัติธรรมของชำวอโศกในเบื้องต้น จึงเน้นเรื่องกำร กิน-อยู่-หลับนอน และถือว่ำกำรท�ำงำนคือกำรปฏิบัติธรรม เพรำะกำรท�ำงำนท�ำให้เกิดผัสสะซึ่งก่อให้เกิดเวทนำ ท�ำให้เรำมีโอกำสอ่ำนเวทนำที่เกิดขึ้นและตรวจสอบว่ำมีกิเลสหรือไม่ แล้วจัดกำรกับกิเลสนั้นให้หมดไป ทุกคนในชุมชนของชำวอโศกถือศีล ๕ (เป็นอย่ำงต�่ำ) รับประทำนอำหำรมังสวิรัติ และเว้นขำดจำกอบำยมุขทั้ง ๖ คือ กำรเสพของมึนเมำให้โทษ กำรเที่ยวกลำงคืน กำรเที่ยวดูมหรสพกำรละเล่น กำรเล่นกำรพนัน กำรคบคนชั่วเป็นมิตร และกำรเกียจคร้ำนท�ำกำรงำน ชีวิตควำมเป็นอยู่ของชำวอโศกเน้นเรื่องควำมมักน้อยสันโดษ ซึ่งจะเห็นได้จำกกำรสวมใส่เสื้อผ้ำที่เรียบง่ำย ไม่สวมรองเท้ำ ผู้หญิงนิยมสวมใส่ผ้ำถุง โดยไม่มีเครื่องประดับตกแต่ง ส่วนผู้ชำยนิยมสวมใส่กำงเกงไทยใหญ่ ชำวอโศกสนับสนุนให้ผู้คนใช้ชีวิตอย่ำงเรียบง่ำยสมถะ เพรำะควำมหรูหรำฟุ่มเฟือยและควำมใหญ่โตไม่ใช่ลักษณะของนักปฏิบัติธรรม แม้พระพุทธเจ้ำเองก็ทรงด�ำรงพระชนม์ชีพอยู่ด้วยปัจจัยสี่เท่ำนั้น กิจวัตรประจ�ำวันของชำวอโศกเรียบง่ำย โดยจะตื่นนอนกันแต่เช้ำ รับประทำนอำหำรเพียงวันละหนึ่งหรือสองมื้อ (ไม่รับประทำนอำหำรและเครื่องดื่มนอกมื้ออีก) และท�ำงำนตลอดทั้งวัน กำรรับประทำนอำหำรเพียงวันละหนึ่งมื้อเป็นควำมพอดีในกำรบริโภคและเป็นกำรลดละกิเลสไปพร้อมกันด้วย 12 กิจวัตรประจ�ำวันของชำวชุมชน (ทั้งนักบวชและฆรำวำส) มีดังต่อไปนี้ (อำจมีข้อที่แตกต่ำงกันบ้ำงเล็กน้อยในแต่ละชุมชน) ๓:๓๐ ตื่นนอน ๔:๐๐ ท�ำวัตรเช้ำ (สวดมนต์และฟังธรรม) ๖:๐๐ สมณะและสิกขมำตุออกบิณฑบำต ๙:๐๐ ฟังธรรมก่อนฉัน ๑๐:๐๐ สมณะ สิกขมำตุ และชำวชุมชนรับประทำน อำหำรร่วมกัน ๑๒:๐๐ ท�ำงำน ๑๘:๐๐ ฟังธรรมภำคค�่ำ ๒๑:๐๐ เข้ำนอน 13 14 15 16บุญนิยม “บุญนิยม” เป็นค�ำที่บัญญัติขึ้นใหม่โดยสมณะโพธิรักษ์ ซึ่งเจตนำก�ำหนดหมำยให้เป็นค�ำที่ใกล้เคียงกับค�ำว่ำ “ทุนนิยม” เพื่อจะได้ใช้เปรียบเทียบกันระหว่ำงทุนนิยมกับบุญนิยม ค�ำว่ำ “บุญ” มำจำกภำษำบำลีว่ำ “ปุญญ” แปลว่ำ ช�ำระสันดำน (นิสัยไม่ดีที่มีมำยำวนำน) ให้หมดจดหรือช�ำระกิเลสสันดำนให้หมดจด บุญที่ได้ถึงขั้นสูงสุด ก็คือได้ช�ำระกิเลสในใจออกจนหมด “บุญนิยม” จึงเป็นระบบที่บุญเจริญเข้ำขั้นปรมัตถสัจจะเป็นโลกุต-ตระ ซึ่งแตกต่ำงไปจำก “บุญ” ตำมที่คนส่วนใหญ่เข้ำใจกัน ผู้ที่จะปฏิบัติตำมระบบบุญนิยมได้จะต้องมีปัญญำ โดยเฉพำะจะต้องมีควำมยินดี (ฉันทะ) เป็นสิ่งแรกที่ส�ำคัญก่อนอื่นใด ตำมที่พระพุทธเจ้ำตรัสไว้ในมูลสูตร ๑๐ หำกไม่มีควำมยินดีในจิตเป็นเบื้องต้นก่อน กำรปฏิบัติที่จะเกิดผลหรือ “เป็นบุญ” สูงสุด ก็เป็นไปไม่ได้ ระบบบุญนิยม เริ่มต้นจำกชำวอโศกกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่งมำเศรษฐศาสตร์ชาวอโศก 17อำศัยอยู่ร่วมกัน โดยปฏิบัติตำมหลักมรรคองค์ ๘ ซึ่งสมณะโพธิรักษ์กล่ำวว่ำ “ถ้ำปฏิบัติมรรคองค์ ๘ ได้อย่ำงถูกต้อง เรำจะสำมำรถลดละควำมโลภ-โกรธ-หลง ลงได้เรื่อยๆ จนกระทั่งสำมำรถก�ำจัดกิเลสให้หมดสิ้นเกลี้ยงได้ในที่สุด” ชำวพุทธที่แท้จริงจะเป็นคนที่มีควำมเห็นแก่ตัวน้อยลง ขยันขันแข็งมำกขึ้น มีควำมเมตตำกรุณำมำกขึ้น และยินดีที่จะท�ำงำนรับใช้ผู้อื่น เพรำะโดยส่วนตนนั้นไม่มีควำมจ�ำเป็นที่จะต้องบ�ำเรอตัวเองอีกต่อไปแล้ว “บุญนิยม” เป็นระบบที่ถือเอำกำรช�ำระกิเลสเป็นส�ำคัญ ซึ่งตรงข้ำมกับระบบ “ทุนนิยม” ที่เน้นกำรแสวงหำหรือกอบโกยเอำมำให้แก่ตนมำกๆ “บุญนิยม” คือ ระบบเศรษฐกิจที่เป็นไปตำมแนวทำงค�ำสอนของศำสนำพุทธ เป็นเศรษฐศำสตร์เชิงพุทธที่เกิดจำกกำรตีควำมและกำรปฏิบัติตำมแนวทำงของชำวอโศก ซึ่งได้ผ่ำนกำรพิสูจน์มำเป็นเวลำมำกกว่ำ ๔๐ ปี ว่ำเป็นอีกทำงเลือกหนึ่งที่ยั่งยืนและเป็นไปได้จริง นอกเหนือไปจำกระบบทุนนิยมที่มีอยู่ในปัจจุบัน นอกจำกนั้น “บุญนิยม” ยังเป็นหลักกำรพื้นฐำนในกิจกรรมทุกด้ำนของชำวอโศก เช่น พำณิชย์บุญนิยม กำรศึกษำบุญนิยม สื่อสำรบุญนิยม สุขภำพบุญนิยม บริโภคบุญนิยม กสิกรรมบุญนิยม ฯลฯเศรษฐศาสตร์บุญนิยม สมณะโพธิรักษ์มีควำมคิดเห็นและมีควำมเข้ำใจในเรื่องเศรษฐศำสตร์แตกต่ำงไปจำกที่นักเศรษฐศำสตร์ทั่วไปศึกษำและ 18เข้ำใจกัน ท่ำนเห็นว่ำเศรษฐศำสตร์ที่แท้จริงไม่ได้มีควำมหมำยเพียงแค่เรื่องของกำรผลิต กำรบริโภค กำรจ�ำหน่ำยสินค้ำ กำรให้บริกำร กำรกระจำยรำยได้ หรือเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทำงกำยภำพของมนุษย์เท่ำนั้น เศรษฐศำสตร์ที่สมบูรณ์จะต้องเกี่ยวข้องและเป็นไปเพื่อประโยชน์ทำงด้ำนจิตวิญญำณของทุกฝ่ำยไปพร้อมๆ กันด้วย ในควำมเป็นจริงแล้ว ทุกกำรกระท�ำของมนุษย์จะมีเรื่องของจิตวิญญำณเข้ำมำเกี่ยวข้องด้วยเสมอ ดังนั้น ทุกกิจกรรมทำงเศรษฐศำสตร์ ควรต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ทำงด้ำนจิตวิญญำณของฝ่ำยผู้ผลิต ผู้จ�ำหน่ำยสินค้ำ หรือผู้ให้บริกำร ในขณะเดียวกันก็ควรต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของฝ่ำยผู้บริโภค ผู้รับบริกำร หรือประโยชน์ของสังคมไปพร้อมกันด้วย จึงจะเป็นเศรษฐศำสตร์ที่ดี มีควำมครบถ้วน สมดุลและสมบูรณ์สูงสุด เป้ำหมำยของเศรษฐศำสตร์บุญนิยม คือ กำรท�ำให้คนในสังคมสำมำรถด�ำรงชีวิตได้อย่ำงพอเพียงและมั่นคง โดยกำรปฏิบัติตำมค�ำสอนของศำสนำพุทธ ซึ่งมีทิศทำงที่เป็นไปเพื่อควำมหลุดพ้น เพื่อลดกำรเอำมำเสพให้แก่ตน (บ�ำเรอตัวเองน้อยลง) โดยสอนให้เป็นคนมีประสิทธิภำพ มีควำมเมตตำ รู้จักกำรให้ กำรเสียสละ จนน�ำไปสู่กำรแบ่งปันผลผลิต หรือกระจำยควำมมั่งคั่ง อันเป็นไปเพื่อประโยชน์ทำงด้ำนจิตวิญญำณของผู้ให้ และประโยชน์สูงสุดของผู้รับหรือของสังคมเป็นส�ำคัญ สมณะโพธิรักษ์เห็นว่ำ สมรรถนะกับควำมขยันเป็น “ทรัพย์แท้” ของมนุษย์ที่มีค่ำมำกที่สุด ทรัพย์แท้เหล่ำนี้คือกุญแจส�ำคัญ ที่จะน�ำไปสู่กำรพัฒนำทำงเศรษฐกิจอย่ำงยั่งยืน ไม่ใช่เรื่องของทรัพย์สินเงินทองและวัตถุสิ่งของต่ำงๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ 19และมีปริมำณจ�ำกัด สมณะโพธิรักษ์เน้นว่ำ เศรษฐกิจจะดีต้องเริ่มต้นด้วยกำรเปลี่ยนแปลงที่ตัวของปัจเจกบุคคลเสียก่อน ถ้ำแต่ละคนมีควำมยินดีกับชีวิตที่เรียบง่ำยและมีควำมพอเพียง อีกทั้งพำกเพียรที่จะท�ำตนให้เป็นคนมีสมรรถภำพ ขยันขันแข็ง และเสียสละ บุคคลนั้นก็จะสร้ำงผลผลิตได้มำก โดยใช้ต้นทุน (ปัจจัยกำรผลิต) ที่ต�่ำ ซึ่งก็คือมีประสิทธิภำพสูงสุด (Optimal Efficiency) และเมื่อมีบุคคลที่มีลักษณะดังกล่ำวมำอำศัยอยู่รวมกันในลักษณะของชุมชนหรือหมู่บ้ำน โดยแต่ละคนสำมำรถสร้ำงประสิทธิภำพสูงสุดเช่นว่ำนี้ได้ ผลลัพธ์ก็คือ ชุมชนนั้นจะมีผลผลิตเกิดขึ้นเป็นจ�ำนวนมำก และมีส่วนเหลือที่จะสำมำรถเผื่อแผ่แบ่งปันให้ผู้อื่นหรือสังคมต่อไปได้ หำกสังคมใดต้องกำรท�ำให้เศรษฐกิจดี ก็ต้องน�ำพำให้คนในสังคมนั้นมำเป็นคนที่มีวรรณะ ๙ ให้ได้ ตำมที่พระพุทธเจ้ำทรงสอน ได้แก่ • เป็นคนที่เลี้ยงง่ำย • บ�ำรุงง่ำย (ท�ำให้เจริญขึ้นได้ง่ำย) • มักน้อย (กล้ำจน) • สันโดษ (ใจพอ) • มีกำรขัดเกลำตนเองด้วยศีลอยู่ตลอดเวลำ • มีศีลเคร่งครัด • มีอำกำรน่ำเลื่อมใส • ไม่สะสม • เป็นคนยอดขยัน ปรำรภควำมเพียรอยู่เสมอ หำกทุกคนเป็นอย่ำงนี้ได้ ผลผลิตที่เกิดขึ้นก็ย่อมจะมีเป็น 20จ�ำนวนมำก และเมื่อแต่ละคนกินน้อยใช้น้อย ก็จะท�ำให้มีผลผลิตส่วนเกินที่สำมำรถสะพัดออกสู่สังคมภำยนอกได้ ยิ่งสะพัดผลผลิตส่วนเกินออกไปให้แก่สังคมได้มำกเท่ำไร เศรษฐกิจก็จะยิ่งดีมำกขึ้นเท่ำนั้น นี้คือควำมหมำยของค�ำว่ำ “เศรษฐกิจดี” ของชุมชนแบบบุญนิยม สุดท้ำย เศรษฐกิจจะดีเยี่ยมที่สุดได้ คนในสังคมนั้นจะต้องด�ำเนินชีวิตโดยมีหลักสำรำณียธรรม ๖ ซึ่งประกอบด้วย • เมตตำกำยกรรม • เมตตำวจีกรรม • เมตตำมโนกรรม • มีกำรแบ่งเฉลี่ยลำภที่ได้มำโดยธรรมให้แก่กัน • มีศีลที่เสมอสมำนกัน • มีทิฏฐิหรือควำมเห็นที่เสมอสมำนกัน และร่วมกันลง กันได้ สำรำณียธรรม ๖ จะเกิดขึ้นได้ก็จะต้องปฏิบัติจรณะ ๑๕ วิชชำ ๘ อย่ำงมีสัมมำทิฏฐิ หลักกำรส�ำคัญของเศรษฐศำสตร์บุญนิยม คือ • ไม่เป็นหนี้ • พึ่งตนเองได้อย่ำงพอเพียง (ท�ำได้มำกจนกระทั่งพอ กินพอใช้) • มีประสิทธิภำพสูงสุด (ท�ำได้มำกกว่ำที่ตนเองกินและ ใช้) 21 • ไม่สะสมกักตุน (เก็บไว้เพียงเท่ำที่ตนเองจ�ำเป็นต้อง กินและใช้) • แจกจ่ำยหรือสะพัดส่วนเกินให้แก่ผู้อื่น ไม่เป็นหนี้ สมณะโพธิรักษ์ได้ก�ำหนดเป็นนโยบำยว่ำชำวอโศกจะต้องไม่เป็นหนี้ ไม่ว่ำในรูปแบบหรือลักษณะใดๆ วัตถุประสงค์ของหลักกำรนี้คือ ต้องกำรให้คนเป็นอิสระจำกระบบของกำรเงินกระแสหลัก และสอนให้เห็นคุณค่ำของกำรท�ำอะไรแบบพอเพียง (ไม่หลงติดควำมใหญ่) สนับสนุนให้เริ่มต้นท�ำธุรกิจขนำดเล็ก โดยใช้ทรัพยำกรเท่ำที่ตนมีอยู่ ชำวอโศกไม่มีนโยบำยกู้ยืมเงินจำกธนำคำร สถำบันกำรเงิน หรือจำกบุคคลภำยนอก ชำวอโศกมีเงินส่วนกลำงซึ่งรวบรวมมำได้จำกหลำยส่วนงำนของชำวอโศก ชุมชนใดที่ยังมีควำมจ�ำเป็นต้องใช้เงินก็สำมำรถขอยืมเงินส่วนกลำงนี้ได้ เงินที่ให้ยืมนี้เรียกว่ำ “เงินเกื้อ” ไม่ใช่ “เงินกู้” เพรำะไม่มีดอกเบี้ย และเงินที่ขอยืมนี้ไม่เรียกว่ำ “เงินหนี้” แต่เรียกว่ำ “เงินหนุน” พึ่งตนเองได้อย่างพอเพียง หมำยถึง ผลิตได้มำกจนกระทั่งตนเองพอกินพอใช้ กำรพึ่งตนเองได้อย่ำงพอเพียงเป็นหลักกำรส�ำคัญประกำรหนึ่งของเศรษฐศำสตร์บุญนิยม หลักกำรนี้เน้นให้คนอยู่อย่ำงพอเพียงและมักน้อย (กล้ำจน) สันโดษ (ใจพอ) แต่เป็นคนที่มีควำมรู้ควำมสำมำรถ มีสมรรถนะ ขยันขันแข็งและมีประสิทธิภำพ สมณะโพธิรักษ์ยังได้ก�ำหนดเป็นนโยบำยว่ำ ชุมชนของชำวอโศกทุกแห่งจะต้องท�ำสำมอำชีพเพื่อมนุษยชำติ ซึ่งท่ำนเห็นว่ำเป็นงำนส�ำคัญที่ช่วยกอบกู้มนุษยชำติได้ และท�ำให้แต่ละ 22ชุมชนสำมำรถพึ่งตนเองได้อย่ำงแท้จริง อันได้แก่ กำรท�ำกสิกรรมไร้สำรพิษ (ไม่ใช้สำรเคมี) กำรท�ำปุ๋ยหมัก (ปุ๋ยสะอำด) ไว้ใช้เอง และกำรมีระบบจัดกำรขยะที่เหมำะสมภำยในชุมชนของตน นอกจำกนั้น สมณะโพธิรักษ์ยังย�้ำว่ำ อำหำรมีควำมส�ำคัญอย่ำงยิ่งต่อชีวิตของมนุษย์ ซึ่งสอดคล้องกับค�ำตรัสของพระพุทธองค์ที่ว่ำ “อำหำรเป็นหนึ่งในโลก” จึงก�ำหนดให้กำรท�ำกสิกรรมเป็นงำนหลักของชำวอโศก (ชำวอโศกต้องเป็นกสิกร) ชุมชนของชำวอโศกทุกแห่งจึงต้องปลูกข้ำว ปลูกผัก ผลไม้ไว้กินเองในชุมชน (ยกเว้นชุมชนสันติอโศกในกรุงเทพมหำนครซึ่งมีพื้นที่ไม่มำกพอส�ำหรับกำรท�ำกสิกรรมเพื่อเลี้ยงตน) กำรพึ่งตนเองในด้ำนกำรรักษำพยำบำล ชุมชนทุกแห่งจะมีห้องพยำบำลส�ำหรับกำรปฐมพยำบำลเบื้องต้น โดยมีให้เลือกทั้งยำแผนปัจจุบันและยำสมุนไพร แต่จะเน้นกำรรักษำพยำบำลเบื้องต้นตำมแนวทำงของแพทย์แผนไทยก่อน ส�ำหรับกำรดูแลสุขภำพของตนเองแบบองค์รวมจะใช้หลักสุขภำพ ๘ อ. คือ อิทธิบำท อำรมณ์ อำหำร อำกำศ ออกก�ำลังกำย เอนกำย เอำพิษออก และอำชีพ ประสิทธิภาพสูงสุด หมำยถึง กำรสร้ำงผลผลิตได้มำก โดยใช้ต้นทุนหรือปัจจัยกำรผลิตที่ต�่ำ และสร้ำงผลผลิตได้มำกกว่ำที่ตนกินตนใช้ จนกระทั่งมีเหลือเผื่อแผ่ให้คนอื่นต่อไปได้ ซึ่งเป็นผลมำจำกกำรปฏิบัติสัมมำอำชีวะ (องค์มรรคข้อที่ ๕) สมณะโพธิรักษ์กล่ำวว่ำ “นักปฏิบัติธรรมจะต้องท�ำงำนไปพร้อมกับกำรปฏิบัติธรรม ไม่ใช่นั่งหลับตำท�ำสมำธิเพียงอย่ำงเดียว” กำรท�ำงำนจึงเป็นหัวใจส�ำคัญของกำรปฏิบัติธรรมของชำวอโศก 23ชำวอโศกไม่ได้ท�ำงำนโดยเน้นเรื่องผลผลิตหรือก�ำไร แต่อำศัยกำรท�ำงำนเป็นเครื่องมือในกำรปฏิบัติธรรม เพรำะกำรท�ำงำนร่วมกับผู้อื่นท�ำให้เกิดผัสสะ ซึ่งเป็นโอกำสให้เรำได้ฝึกฝนและปฏิบัติธรรม ผู้ที่สำมำรถปฏิบัติธรรมตำมหลักมรรคองค์ ๘ ได้อย่ำงครบถ้วนและถูกต้อง ผู้นั้นจะเป็นคนที่มีควำมเห็นแก่ตัวน้อยลง มีสมรรถนะและควำมขยันหมั่นเพียรเพิ่มขึ้น ส่งผลให้สำมำรถสร้ำงผลผลิตได้มำกกว่ำที่ตนกินตนใช้ และมีเหลือเผื่อแผ่ให้คนอื่นต่อไปได้ ซึ่งก็คือเป็นคนที่มีประสิทธิภำพสูงสุดนั่นเอง ไม่สะสมกักตุน สมณะโพธิรักษ์กล่ำวว่ำ “ผู้ที่เจริญอย่ำงแท้จริงจะไม่สะสมกักตุน (ข้ออปจยะ ตำมหลักวรรณะ ๙) เพรำะเข้ำใจอย่ำงแท้จริงว่ำ ยิ่งเรำสะสมมำกเท่ำใด คนอื่นก็จะยิ่งมีน้อยลงเท่ำนั้น เนื่องจำกทรัพยำกรของโลกมีจ�ำนวนจ�ำกัด เรำจึงควรเก็บไว้เพียงเท่ำที่จ�ำเป็น ส่วนที่เหลือก็สะพัดออกไปให้แก่ผู้อื่น” นอกจำกนั้นท่ำนยังกล่ำวว่ำ “สมรรถนะกับควำมขยันเป็นทรัพย์แท้ที่มีค่ำมำกที่สุด ผู้ใดมีทรัพย์แท้เหล่ำนี้ติดตัวจะสำมำรถด�ำรงชีวิตได้อย่ำงพอเพียงและยั่งยืน โดยไม่ต้องสะสมเงินทองหรือทรัพย์สินใดๆในโลกอีก” แจกจ่ายหรือสะพัดส่วนเกินให้แก่ผู้อื่น กำรกระจำยควำมมั่งคั่งเป็นหลักกำรส�ำคัญอีกประกำรหนึ่งของเศรษฐศำสตร์บุญนิยม สมณะโพธิรักษ์ได้ก�ำหนดเป็นนโยบำยว่ำ ชุมชนชำวอโศกจะต้องไม่สะสมทรัพย์สินเงินทอง และควำมมั่งคั่งร�่ำรวยให้แก่ตน ให้เก็บไว้ได้เพียงเท่ำที่จ�ำเป็นต้องกินต้องใช้ แล้วแบ่งปันหรือสะพัดส่วนที่เกินให้แก่ผู้อื่นต่อไป เนื่องจำกชำวอโศกเน้นกำรปฏิบัติตำม 24ทฤษฎีมรรคองค์ ๘ จึงเป็นคนที่มีสมรรถนะและควำมขยัน สำมำรถผลิตได้มำกกว่ำที่ตนกินตนใช้ และมีส่วนเกินที่สำมำรถเผื่อแผ่หรือสะพัดให้สังคมต่อไปได้ นอกจำกแบ่งปันผลผลิตส่วนเกินโดยตรงแล้ว ชำวอโศกยังให้ควำมช่วยเหลือสังคมในรูปแบบอื่นๆ ผ่ำนช่องทำงธุรกิจของชุมชน ซึ่งประกอบธุรกิจตำมหลักกำรของพำณิชย์บุญนิยม ๔ ระดับ ประเทศต่ำงๆทั่วโลกนิยมใช้ Gross Domestic Products (GDP) เป็นดัชนีชี้วัดควำมเจริญทำงเศรษฐกิจ ซึ่งหมำยควำมว่ำประเทศที่มีตัวเลข GDP สูง แสดงว่ำประเทศนั้นมีควำมเจริญทำงเศรษฐกิจมำก มีข้อน่ำสังเกตเกี่ยวกับศัพท์ค�ำว่ำ “Domestic Products” ที่ใช้ ในที่นี้ควรจะต้องหมำยถึงสิ่งที่ผลิตขึ้นภำยในประเทศเท่ำนั้น ดังนั้น GDP จึงควรต้องหมำยถึงมวลรวมของผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจำกกำรผลิตภำยในประเทศเท่ำนั้น แต่ในทำงปฏิบัติกลับปรำกฏว่ำมีกำรนับรวมผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์ ที่เกิดขึ้นจำกกำรผลิตและกำรลงทุนในต่ำงประเทศด้วย กำรนับรวมเช่นนี้จึงน่ำจะเกินกว่ำควำมหมำยที่แท้จริงของค�ำว่ำ “Domestic” และกำรนับรวมเช่นนี้ส่งผลให้ตัวเลขมวลรวม (Gross) ของผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์ที่ได้ สูงกว่ำตัวเลขของศักยภำพกำรผลิตที่เกิดขึ้นจริงในประเทศ และไม่สอดคล้องกับควำมเป็นจริง เพรำะในประเทศที่มีค่ำตัวเลข GDP สูงก็พบว่ำยังมีคนยำกจนอยู่เป็นจ�ำนวนมำก ยังมีควำมเหลื่อมล�้ำในเรื่องควำมเป็นอยู่ของคนในประเทศ ช่องว่ำงของรำยได้ระหว่ำงคนรวยกับคนจนในประเทศนั้น ก็แตกต่ำงกันหลำยเท่ำตัว สิ่งเหล่ำ 25นี้แสดงให้เห็นว่ำ ตัวเลขของ GDP และวิธีกำรค�ำนวณที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ไม่ได้สะท้อนควำมเป็นจริงทำงเศรษฐกิจและชีวิตควำมเป็นอยู่ที่แท้จริงของคนในประเทศเลย นอกจำกนี้กำรหำตัวเลขมวลรวม (Gross) โดยวิธีน�ำตัวเลขของผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นทั้งในและนอกประเทศมำรวมกัน แล้วน�ำมำหำรด้วยจ�ำนวนประชำกรเพื่อหำรำยได้เฉลี่ยของคนทั้งประเทศนั้น จะพบว่ำตัวเลขค่ำเฉลี่ยรำยได้ที่เกิดขึ้นนี้สูงกว่ำควำมเป็นจริง เพรำะคนจนมีรำยได้ที่แท้จริงต�่ำกว่ำค่ำเฉลี่ยที่ค�ำนวณได้ ค่ำเฉลี่ยรำยได้ที่ค�ำนวณโดยวิธีนี้จึงไม่ได้สะท้อนให้เห็นถึงสถำนะทำงเศรษฐกิจที่แท้จริง ตัวชี้วัดควำมเจริญที่ถูกต้องแท้จริงและเหมำะสม ควรเริ่มต้นจำกกำรผลิตขึ้นมำเองภำยในประเทศก่อน โดยเป็นกำรผลิตแบบไร้สำรพิษและมีคุณภำพดี รวมทั้งมีปริมำณที่มำกเพียงพอแก่กำรบริโภคภำยในประเทศด้วย เมื่อผลิตและบริโภคภำยในประเทศจนเพียงพอแล้ว ก็เผื่อแผ่แบ่งปันผลผลิตส่วนเกินหรือส่วนที่เหลือให้แก่ผู้อื่นต่อไป ยิ่งเสียสละหรือเผื่อแผ่ได้มำกเท่ำไร จิตใจก็จะยิ่งเจริญมำกเท่ำนั้น GDP จะมีค่ำสูงที่สุดเท่ำที่เรำสำมำรถจะเสียสละได้สูงสุด นี้คือเครื่องชี้วัดควำมเจริญ หรือกำรคิด GDP ตำมแนวทำงเศรษฐศำสตร์บุญนิยมของชำวอโศก แม้ว่ำเศรษฐศำสตร์บุญนิยมจะไม่มีวิธีกำรหำค่ำและค�ำนวณ GDP เป็นตัวเลข ตำมหลักวิชำกำรเช่นที่ปฏิบัติและยอมรับกันโดยทั่วไป แต่เศรษฐศำสตร์บุญนิยมมีดัชนีชี้วัดที่เป็นรูปธรรมและสำมำรถจับต้องได้ ซึ่งมีควำมชัดเจนยิ่งกว่ำ GDP โดย 26เศรษฐศำสตร์บุญนิยมใช้วรรณะ ๙ เป็นดัชนีชี้วัด หำกชุมชนใดมีคนที่มีวรรณะ ๙ มำอยู่รวมกันเป็นจ�ำนวนมำก คนในชุมชนนั้นจะอยู่กันอย่ำงผำสุก เพรำะทุกคนต่ำงก็มีศีล ๕ เป็นพื้นฐำนในกำรด�ำรงชีวิต และชุมชนนั้นจะมีควำมเจริญทำงเศรษฐกิจมำก เพรำะคนที่มีวรรณะ ๙ เหล่ำนี้เป็นคนที่มีสมรรถนะและมีควำมขยัน จึงสำมำรถสร้ำงผลผลิตให้เกิดขึ้นอย่ำงอุดมสมบูรณ์ แม้ว่ำจะบริโภคภำยในชุมชนของตนจนเพียงพอแล้ว ก็ยังมีผลผลิตส่วนเกินที่สำมำรถแบ่งปันให้แก่สังคมได้ นี้คือดัชนีชี้วัดควำมเจริญทำงเศรษฐกิจของเศรษฐศำสตร์บุญนิยม ซึ่งแตกต่ำงจำกเศรษฐศำสตร์ที่ใช้ตัวเลข GDP เป็นตัวชี้วัด หำกจะย่อส่วนควำมเจริญทำงเศรษฐกิจระดับประเทศ ให้เล็กลงมำเหลือเพียงระดับหมู่บ้ำนอำจท�ำให้มองเห็นภำพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น หม
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive