วัตถุประสงค์ที่ต้องเข้าใจคำว่า กาย.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.76 KB
วันที่แก้ไข22 กรกฎาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

วัตถุประสงค์ที่ต้องเข้าใจคำว่า กาย _พร... น้อมกราบนมัสการพ่อครู ด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่งค่ะ ดิฉันได้ฟังพ่อครูบรรยายเกี่ยวกับเรื่อง อุตุ พีชะ ชีวะ ปกติดิฉันจะไม่ค่อยใส่ใจเท่าใดนัก ฟังพอผ่านๆหูไป เพราะรู้ดีว่าเป็นเรื่องละเอียด ลึ้กซึ้ง เกินภูมิปัญญาและฐานะของตน แต่เมื่อวันก่อน โน้น ดิฉันเกิดความสงสัยขึ้นมาและพ่อครูก็บอกว่า เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งในการศึกษา จึงไม่อยากปล่อยผ่าน ดิฉันคิดว่า การเรียนรู้ไว้ก่อนก็คงไม่ได้เสียหายอะไร คำถามอาจจะยาวไปสักหน่อย ทำให้พ่อครูต้องลำบากในการอ่าน ครั้นจะตัดออกบ้าง ก็จะไม่เกิดความสมบูรณ์ ชัดเจนในปัญหานั้นๆ จึงต้องกราบขออภัยพ่อครูเป็นอย่างยิ่งค่ะ เรื่องที่ดิฉันสงสัยคือ.. 1 .การศึกษาเรียนรู้ในความเป็น "กาย" เพื่อจุดประสงค์อะไรบ้างคะ พ่อครูว่า... การศึกษาเรื่องความเป็นกาย เข้าใจความเป็นกายให้ถูกต้องสัมมาทิฏฐิ เพื่อจุดประสงค์ให้ถูกต้องไง ถ้าความเข้าใจคำว่ากายไม่ถูกต้องในศาสนาพุทธ คำแรกนี้เลย ล้มเหลวทั้งกระบวน กาย เป็นสัมมาทิฏฐิหรือเป็นมิจฉาทิฏฐิ ผู้ที่มีอวิชชามิจฉาทิฐิอยู่ยังเป็นอยู่ ภาษาคำว่า กายะ เป็นบาลีของพระพุทธเจ้า เดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธคนในศาสนาพุทธเสื่อมแม้แต่ในประเทศไทย (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไท... พ่อครู กำลังอธิบายที่พวกเราถามมา อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม พ่อครูว่า... คำว่ากายนี้ เป็นคำที่ยิ่งใหญ่ 1. สัมมาทิฏฐิในสังโยชน์ข้อที่ 1 เรียกว่าเครื่องเกาะเครื่องผูกเป็นกิเลสสำคัญข้อที่ 1 เลยที่จะต้องทำความเข้าใจให้ได้ว่า กาย สัมมาทิฏฐิแท้ๆคืออย่างไร ถ้าคำว่า กาย ไม่สัมมาทิฏฐิตั้งแต่ข้อแรก เลิกเลย 2.คำว่ากายนี้มันเป็นคำที่จะต้องมีจิตร่วมอยู่ตลอดเวลา คำว่ากายเข้าใจว่าเป็นแต่เพียงวัตถุสรีระอย่างเดียว มิจฉาทิฏฐิหน

อ่านต่อ

ักเลย มิจฉาทิฐิหนักก็คือเข้าใจคำว่ากายเป็นวัตถุเป็นดินน้ำไฟลม เป็นภายนอกอย่างเดียว ไม่ได้ไปเน้นหาจิต มีแต่เน้นไปทางจิตโดยไม่เกี่ยวกับภายนอกมันก็ผิดแต่มันก็ดีกว่าเข้าใจแต่เพียงภายนอก คำว่า กายต้องมีทั้งภายนอกและภายใน กายต้องมีสองเสมอเป็น 2 ใน 1และ 1 ใน 2 ซึ่งเป็นเรื่องสิริมหามายาเป็นเรื่องเข้าใจยากมาก เพราะฉะนั้นเมื่อเข้าใจกายไม่ได้ แยกกายแยกจิตไม่ได้ เมื่อใด อารมณ์หรือเวทนามันมีกาย เมื่อใดเวทนาไม่มีกาย ตรงนี้แหละจะบรรลุธรรมหรือไม่บรรลุธรรมก็อยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นเวลาคนมาบวช พระพุทธเจ้าจะต้องให้อุปัชฌาย์อธิบายการแยกกายแยกจิตให้ได้ ให้สัมมาทิฏฐิก่อน ถ้าไม่สัมมาทิฎกายแล้วแยกกายแยกจิตไม่ถูกต้อง ล้มเหลวในการบวชเลย จะแยกธรรมนิยาม 5 ไม่ออก จะเข้าใจอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยามและปฏิบัติด้วยกรรม ด้วยธรรม ปฏิบัติไม่ได้เลย จะล้มเหลวไปทั้งขบวนสูญเปล่า เพราะฉะนั้นในเถรสมาคมอาตมามั่นใจ คำว่ากายทุกวันนี้ มันมาเป็นพลเมืองของไทยหมดแล้ว เดิมเป็นของอินเดีย จะเป็นเชื้อชาติไทยแล้วไม่ใช่แค่สัญชาตินะ แล้วเขาก็หมายคำว่ากายคือ ร่างภายนอก กายคือสรีระ แล้วก็เรียกกันด้วยศัพท์เต็มว่า ร่างกาย ก็ยิ่งชัดเจนว่าร่างกาย เขาหมายถึงจะเป็นภายนอก เป็นดินน้ำไฟลม ไม่ได้เข้ามาหาใจเลย อันนี้ผิดถนัดเลยคือความล้มเหลวหรือความเสื่อมของศาสนาพุทธ เพราะฉะนั้นถามว่าการศึกษารู้ในคำว่ากายเพื่อจุดประสงค์อะไรก็เพื่อให้สัมมาทิฏฐิ เพราะถ้าไม่สัมมาทิฏฐิข้อนี้ข้อเดียวก็เลิกเลยศาสนาพุทธ นี่คือจุดประสงค์ อาตมาก็พูดมาตั้งนานแล้ว แล้วจะยังเข้าใจสัมมาทิฏฐิกันได้แค่ไหน ยังอีกนะ อาตมาว่าคนยังเข้าใจไม่ครบง่ายๆเรื่องกาย อาตมาก็ยังไม่เก่ง ขยายความได้เท่านี้ก็ไม่ใช่น้อย คุณต้องเข้าใจแยกกายแยกจิต ปฏิบัติโพธิปักขิยธรรมต้องพิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ถ้าคุณเข้าใจกายในกายผิดตั้งแต่แรก คุณเข้าใจกายในกายไม่ได้แล้วคุณจะไปปฏิบัติอย่างไร พิจารณากายนอกกายใน มันอยู่ตรงไหนยังไง เมื่อคุณเข้าใจว่ากายมีแต่ข้างนอก หรือคุณจะเข้าใจกายในกายคือภายใน ความหมายของกาย เวทนา จิต ธรรมนี้ เป็นอิทัปปัจจยตาไม่ได้แยกกันนะ แยกกันไม่ได้ กายก็จะต้องมีเวทนา เวทนาใดที่ไม่มีกายไม่เป็นกาย แต่เวทนาที่จะเกิดนั้นต้องมีผัสสะภายนอก ถ้าไม่มีผัสสะภายนอก เวทนาไม่มี เมื่อมีเวทนาแล้วก็ต้องปฏิบัติเวทนาไม่ให้เป็นกาย กายคือความสุขความทุกข์ เพราะฉะนั้นสัมผัสภายนอกอยู่ แล้วสัมผัสแล้วไม่มีสุขไม่มีทุกข์ นั่นคือความสำเร็จของเวทนา ความรู้สึกหรืออารมณ์สัมผัสภายนอกอยู่ ในสภาวธรรม เขาสัมผัสภายนอก คุณมีกายแล้ว แล้วคุณก็มีจิตมีเวทนาและคุณก็ทำเวทนาของคุณไม่ให้มีกายไม่มีสภาพ 2 ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ได้ นี่แหละเป็นการปฏิบัติ ต้องรู้ แล้วเวลาปฏิบัติจริงๆต้องอ่านสภาวะของตัวเองออกในปัจจุบันนั้นๆ ไปนั่งคิดเอา ไปสัญญาคิด ผ่านมาแล้ว ไม่ใช่ของจริงหรอก คุณไม่รู้อารมณ์จริงไม่รู้จักเวทนาตัวจริงที่เกิดในปัจจุบันชาตินั้นๆ คุณไม่รู้คุณก็ได้แต่เดาเอา มันก็ไม่ตรงสภาวะ ความรู้สึกจริงมันไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่เวทนาขณะนั้น มันเป็นสัญญา มันเป็นเพี้ยนไปกำหนดสัญญา เอาความจำมาคิด แล้วคุณจะเจอความจริงจากมันได้อย่างไรมันต้องมีเวทนาเกิดอยู่หลัดๆถึงจะอ่านความจริงได้ว่า มันถึงจะอ่านได้ว่า มันไปหลงความสุข มันเป็นสุขเป็นทุกข์อยู่ มันเป็นอารมณ์ แว่บๆเดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์อย่างนี้ สุขอย่างนี้ ทุกข์มันมีความจริงคุณจะอ่านออกได้อย่างไร คุณไม่ได้ทำปัจจุบันคุณไม่ได้ทำ คุณไปทำแต่ในอดีตในอนาคต อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นการที่จะปิดหูปิดตาไม่มีภายนอก มันโมฆะเลยที่ปฏิบัติธรรมกัน มันเสื่อมสนิทจริงๆเลย นักปฏิบัติธรรมนึกว่าจะได้บรรลุธรรมและหลงผิดไม่ได้บรรลุด้วย มันน่าสงสาร ดีที่พวกเรามาฟังแล้วอาตมากู้กลับศาสนาพุทธคืนมาได้ประมาณนี้ จนป่านนี้แล้วอาตมาก็มาถึงขั้นบ่นๆว่าไม่ควรจะอยู่แล้ว ได้ขนาดนี้ก็คงจะประมาณนี้นะ นอกนั้นก็ความหวังมันยิ่งกว่าพิธานะ แต่พิธาเขายังมีหวังมากกว่าอาตมา เขายังเหลืออีกมาก 660721 ตอบปัญหาพาทำจิตเป็นอุตุไม่เกี่ยวเกาะ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน