สัญญาของพระอรหันต์กับสัญญาของพืชต่างกันอย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สัญญาของพระอรหันต์กับสัญญาของพืชต่างกันอย่างไร 3. "สัญญา" ของพีชะหรือพืช มีลักษณะอาการอย่างไรคะ มีขอบเขตหรือไม่ และมีความแตกต่างต่างจาก "สัญญา" ในอยู่ในคนอย่างไรคะ พ่อครูว่า... ไม่ต่างกันแต่มันมีประสิทธิภาพน้อยกว่ากันเท่านั้นเอง พืชมันก็มีสัญญากำหนดหมายมีทิศทาง สัญจิจจะ แปลว่า จิตมีทิศมุ่ง อาตมาแปลเป็นไทย จิตเริ่มมีทิศมุ่ง ซึ่งอันนี้ลึกซึ้งละเอียดมากเลย ท่านที่เรียนเปรียญ 9 เป็นดอกเตอร์ทางบาลีก็แล้วแต่ ท่านก็อยู่กับพยัญชนะเยอะ แต่อาตมาอธิบายอย่างสภาวะ มันมีประโยค ว่า สัญจิจจะ ปานังชีวิตา โวโรเปตุง หมายถึงจิตเริ่มมีเจตภูตหรือเจตสิก มีทิศมุ่ง อาตมาก็แปลเป็นไทยอย่างละเอียดแล้ว เริ่มต้นมีทิศมุ่ง เพราะฉะนั้นการที่มีจิตแบบนี้ในชีวกสูตรพระพุทธเจ้าก็ตรัสถึงว่า ถ้าจิตคุณมี สัญจิจจะ บางทีก็ใช้คำว่าอุทิสะ ปาณัง อารัพติ นั่นเป็นประโยคอีกอัน คล้ายกัน แต่ อุทิสะ มันหยาบกว่า สัญจิจจะ เพราะฉะนั้นจิตมีทิศมุ่ง อย่าง ชีวกสูตร 1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตุง (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) นี่คือจิตของคนเจาะจง แล้วเขาไปแปลหยาบๆว่าเจาะจงบุคคล ซึ่งมันไม่ใช่ จิตมันทิศมุ่งไปไม่ดีเป็นจิต โวโรเปตุง อารัพติ จิตมีมุ่งหมายไม่ดีต่อสิ่งนั้น ถ้าเป็นสัตว์ คุณก็มีจิตมุ่งไม่ดีต่อสัตว์ ข้อแรกกล่าวชื่อสัตว์นั้น จงไปนำสัตว์นั้นมา มีจิตมุ่งแค่นี้บาปเป็นอันมากแล้ว ไม่ใช่บุญเลย คุณมีจิตมุ่งอย่างนั้น ถ้าสัตว์มันรู้ตัว มันก็ทุกข์แล้ว แต่มันยังไม่รู้ตัว คุณก็เริ่มก่อทุกข์ขึ้นมาในโลกเป็นคนบาปแล้ว
2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส จับมันผูกมัน มันก็บาปหนักเข้าไปเพราะมีกรรมกิริยากายกรรม 3. ผู้นั้
อ่านต่อ
นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” จิตมุ่งหมายของคุณมันโหดหนักเข้าไปใหญ่ 4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส สัตว์มันเป็นทุกข์ มันก็จองเวรจองกรรม เป็นเวร เป็นภัยกันหนักต่อไปอีก 5. ผู้นั้นย่อมยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีด้วยเนื้อเป็นอกัปปิยะ ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อกปฺปิเยน อสฺสาเทติ อิมินา ปญฺจเมน ฐาเนน พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร ล.13 ข.60 ข้อ 5 นี้ยิ่งใหญ่เลย ท่านสรุปไว้เลยว่าข้อนี้เป็น อกัปปิยะ เป็นสิ่งไม่ควรเลยมันบาปมา 4 ข้อไม่ควรแล้ว ยิ่งข้อ 5 นี้มันยิ่งไม่ควรอย่างยิ่งเลยมัน อกัปปิยะ ทำอาหารอย่างประณีตเลยนะ อย่างยอดเยี่ยม มีกุ๊ก 5 คนมาจาก 5 ประเทศเลยปรุงอาหารถวายพระพุทธเจ้า อาตมาพูดให้เป็นพิธาหน่อย ใส่เลย ถวายให้พระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นจิตมีทิศมุ่ง ไม่ได้ไปหมายมุ่งเอาพระพุทธเจ้า เอาภิกษุ เอาตัวตนบุคคล แต่มันมุ่งไปในทางร้ายไปในทางต่ำ ไปในทางบาปของคุณ นี่แหละคือการเบี้ยวบาลีให้มันหยาบ แล้วกิเลสก็เลยได้กินเนื้อสัตว์ เบี้ยวบาลีเพื่อกินเนื้อสัตว์ ฟังดีๆ สมณะฟ้าไท... มาข้างนอกเอาพระสูตรนี้ไปเทศน์รับรองอดแน่นอนครับ พ่อครูว่า... ก็เขาจะเข้าใจไหม ความเชื่อเขาก็ถูกครอบงำความคิดสำเร็จรูปแล้ว อาตมาจะเจาะเข้าไปได้ไหมนี่ แทงด้วยหอกร้อยเล่มเช้า แทงด้วยหอก ร้อยเล่มกลางวัน แทงได้หอกเจาะร้อยเล่มเย็นมันจะเข้าไหมนี่ ของพระพุทธเจ้ามาพูดทั้งนั้นเป็นสัจจะในโลก ของเขามันอยู่ยงคงกระพันแทงด้วยหอกก็เสียหอกไปเปล่าๆ มันก็ยากแต่ก็ต้องทำ ก็สัญญาในคนนั่นแหละ สัตว์เดรัจฉานจะไปเรียนรู้ได้อย่างไร แม้แต่คนที่ไม่มีภูมิธรรมพอจะฟังรู้เรื่องเขาฟังที่อาตมาอธิบายไม่รู้เรื่องหรอกเพราะภูมิเขาไม่ถึง (พ่อครูไอตัดออกด้วย) _สู่แดนธรรม... ผมจำได้ที่พ่อท่านเคยบอกไว้ว่าพืชมันมีสัญญา มันดูอะไรที่มันต้องการมันก็เอา อันไหนที่มันไม่ได้ต้องการ มันก็ไม่เอา บอระเพ็ดกับต้นตาลอยู่ที่ดินเดียวกันทำไมรสชาติต่างกัน พ่อครูว่า... มันดูดเอาธาตุอาหารมาปรุงแต่งต่างกัน มันก็ไม่แย่งกัน เพราะฉะนั้นพวกพืชมันไม่ทะเลาะกัน ดีไม่ดีมันก็เกี่ยวพันกันอยู่ด้วยกันไป บางทีมันกลืนกันเลย สัญญาของคนมันก็มีประสิทธิภาพกว่าสัญญาของพืชเข้าใจอย่างนั้นก็แล้วกัน แม้แต่สัญญาของคนก็มีประสิทธิภาพกว่าสัตว์เดรัจฉาน การกำหนดหมายของเดรัจฉาน มันจะไม่มีคุณธรรม หรือบางทีมันมีคุณธรรมมากกว่าคน คนนั้นเหี้ยมโหดกว่าเดรัจฉานก็ได้ คนมีคุณธรรมมากกว่าเดรัจฉานก็ได้ อย่างนี้เป็นต้น 660721 ตอบปัญหาพาทำจิตเป็นอุตุไม่เกี่ยวเกาะ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก