ทำจิตไม่เกี่ยวเกาะเป็นอุตุ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.91 KB
วันที่แก้ไข22 กรกฎาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

ทำจิตไม่เกี่ยวเกาะเป็นอุตุ 2. ความเป็น "อุตุ" ที่อยู่ในคนเป็นๆนี้ จะคิดตามยังไงก็คิดไม่ออกค่ะ ( มีข้อสังเกตุว่า แม้คนที่ตายแล้ว ก็ยังเหลือ "จิต" หรือ "ตัวรู้" อยู่ และจะมีเจตสิกร่วมอยู่ด้วยหรือไม่อย่างไร อันนี้ก็ไม่อาจทราบได้ค่ะ) พ่อครูว่า... ฟังดีๆมันเป็นปรมัตถธรรม เป็นอภิธรรม ที่อาตมาอธิบายมันเป็นสภาวะธรรม อุตุคือสภาวะดินน้ำไฟลม ในตัวเราเป็นสังขารปรุงแต่งมีดินน้ำไฟลม ร่วมปรุงแต่งกันอยู่ในนี้ด้วย พระพุทธเจ้าท่านให้พิจารณาผม ขน เล็บ ฟันหนัง จะเป็นผมก็ตาม เป็นขนก็ตาม เป็นเล็บก็ตาม ไม่ต้องไปพูดถึงฟันถึงหนัง มันละเอียดเกินไป เอาแค่เล็บแค่ผม อาตมาถนัดที่อธิบายเรื่องเล็บ เล็บคน ถ้าอ่านพิจารณากรรมฐานนี้ได้ รู้จักเวทนาในสิ่งนี้ว่า มันเป็นกายหรืออะไรไม่เป็นกาย อธิบายแล้วอธิบายอีก ตอนนี้ก็ยังอธิบายอีก เล็บในคนที่มันยังมีชีวะยังไม่ได้ตัดออกจากนิ้ว มันยังเป็นเล็บยาวพ้นปลายประสาทออกมา มันไม่มีเวทนา มันไม่มีความรู้สึกเจ็บหรือไม่เจ็บ ไม่มี ผมขนก็เหมือนกัน ปลายผมยาวก็ไม่รู้สึกเจ็บอะไร ทุกคนเข้าใจใช่ไหม ตัดออกมา ขาดออกจากร่างกาย มันกลายเป็นอุตุเป็นดินน้ำไฟลมไปแล้ว จะเอายาอะไรมาเชื่อมต่อมันก็ไม่เป็นชีวะแล้ว ไม่เหมือนหนัง เล็บของคนที่หลุดออกไปแล้วเอามาต่อไม่ติดหรอก ไม่มีความรู้สึก ไม่ใช่กาย ไม่มีเวทนา 1. ตัดออกไปแล้วเป็นอุตุแน่นอนแม้ว่าตัดแล้วมันยังมีชีวะอยู่ก็ตาม มันก็ไม่รู้สึกเจ็บไม่ปวดอะไร มันไม่มีเวทนา แต่มันติดอยู่ที่ร่างกายเรายังเป็นชีวะนี่แหละ มันเป็นพืชเป็นชีวะ เข้าใจให้ดีนะเป็นพืชกับเป็นจิตนี่แหละ เพราะฉะนั้นเราจะต้องเรียนรู้ว่าจิตทำให้เป็นพืชเป็นอย่างนี้ เป็นอุตุอย่างที่คุณทำมาแล้ว มันจะเอาออกยังไง ทีนี้คุณถามหนักกว่านั้นไปถึงอุตุในร่างกาย อุตุในร่างกายนั้น ขี้ไคลหรืออุ

อ่านต่อ

จจาระที่มันออกไปแล้ว หรือแม้แต่เมนของผู้หญิงหรือเรียกว่าระดูมันหมดชีวะแล้ว ไหลทิ้งออกมาเฉยๆ _สู่แดนธรรม... ขี้มูกแห้งด้วยครับ พ่อครูว่า... แถมให้ ไม่มีในพระไตรปิฎก ระดูหรืออุจจาระที่มัน ไม่เหมือนระดู ออกไปแล้ว ทิ้งออกไปให้ ไม่เจ็บไม่มีปวด มันสบายด้วย _สู่แดนธรรม... ที่บอกว่าอุตุเขาคงหมายถึงจิตใจมากกว่าครับ พ่อครูว่า... ใช่เขาหมายถึงจิตใจอย่างไร ก็ยังที่อธิบายว่า เราสามารถที่จะทำความรู้สึก ความรู้สึกเป็นอย่างไร ถ้าความรู้สึกของคุณอันนี้เราไม่เกี่ยวเกาะ จิตของเราไปเกี่ยวเกาะใช้ภาษาไทยถูกต้องแล้วตรงตามวิชาการ คำว่าไม่เกี่ยวเกาะ แม้แต่เราสัมผัสอยู่แต่เราไม่เกี่ยวเกาะ มันก็ไม่มีความรู้สึกใด ความรู้สึกที่ไม่มี ยิ่งกว่าพืชยิ่งกว่า พีชะ มันเหมือนกับไม่ใช่เราเลย มันไกลไปเป็นอุตุ มันก็เป็นดินน้ำไฟลม ที่เราอาศัยในรูปธรรมก็มีอยู่แล้ว ร่างกายก็มีดินน้ำไฟลม มีธาตุดินธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลม ผสมส่วนปรุงแต่งกันอยู่ในร่างกายนี้ ในจิตใจก็มีเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราก็ทำความรู้สึกให้เข้าไปถึงความรู้สึกอ่านความรู้สึก แล้วก็อ่านในขณะที่มีการสัมผัส ถ้ามันไม่สัมผัสมันก็เข้าใจว่าเป็นดินน้ำไฟลมอยู่ข้างนอกเหมือนเราตัดเล็บตัดผมอะไรออกไปหลุดออกไปแล้ว มันก็ไม่ใช่เรา มันก็ไม่เป็นกายอย่างชัดเจนแล้ว แต่อ่านความรู้สึก แม้มันติดอยู่ที่ตัวเรา เราก็เห็นให้ได้ว่าเราไม่ไปเกี่ยวเกาะมันจนถึงขั้นรู้สึกได้ มันไม่รู้สึกอยู่แล้วก็อย่าไปทำความรู้สึก เช่น ผู้หญิงชอบเล็บของฉัน สวย ยาว ตอนนอนมีคนมาตัดเล็บออกไป แกตื่นมาแกดิ้นแน่เลย เอาเล็บของฉันมา จะดิ้นตายแน่เพราะอาการเกี่ยวเกาะมันเป็นกิเลสโง่ มันไม่ใช่ของฉันแล้วตัดออกไปยิ่งไม่ใช่ของฉันก็ดีแล้วไม่ใช่ของฉัน ช่วยออกไปดีแล้ว แต่มันเกี่ยวเกาะ เห็นไหม ความโง่ของคนมันโง่ได้ระดับไหม โง่ได้ระดับผู้หญิงจะเข้าใจดีพูดเรื่องเล็บเรื่องผม หรือเรื่องผิวต้องนวลต้องผ่องต้องเนียน เอาไว้โชว์ ก็เป็นการติดยึด ก็เป็นการนิยม ค่านิยมของคนเป็นเรื่องของ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) มันก็เป็นธรรมชาติของคนที่มีกิเลสที่ยังอวิชชา ยัง หลงใหลในสิ่งเหล่านั้นอยู่ อย่างพวกเรานี้ หน้าตาบางทีไม่ค่อยล้างเลย ไม่ค่อยดูแลเลย อย่าว่าแต่ผัดหน้าทาแป้ง 3 ชั้น 5 ชั้นเลย พวกที่เคยมาแล้วนั่งอยู่นั่นแหละ 1 ชั่วโมง 2 ชั่วโมงเมื่อไหร่จะเสร็จสักที ทีนี้เรื่องของอุตุที่อยู่ในคนเป็น อย่างสู่แดนธรรมว่า ขี้มูกแห้ง _สู่แดนธรรม... มันไม่เกี่ยวเกาะแล้ว พ่อครูว่า... อธิบายเลยไปอีกนิดหนึ่ง _ กราบเรียนถามในข้อนี้ว่า ถ้าการทำจิตให้เป็น "อุตุ" ซึ่งอยู่ในคนเป็นๆแบบนี้ คือการทำเจตสิกทั้งหลายให้หายไป หมดไป แม้กระทั่งตัว "รับรู้" ก็ลดทอนลง ให้น้อยลง เล็กลงๆไปเรื่อยๆ จนหมดสิ้นไป สูญไป คล้ายๆกับการทำสมาธิแบบฤาษี ซึ่งเป็นโลกียฌาน ที่ดับเจตสิกทั้งหมด ที่สุดก็ดับความ"รับรู้" จนไม่รู้อะไรเลย จะเป็นอย่างนั้นหรือไม่ อย่างไรคะ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ก็จะยิ่งเข้าใจได้ยากขึ้นอีก เพราะจะไม่มีการเคลื่อนไหว หรือไม่มีปฏิกิริยาใดๆของ "นาม" ที่อยู่ภายในเลย ( อันนี้เป็นความคิดแบบตรงดิ่ง ทื่อๆน่ะค่ะ ขอพ่อครูช่วยกรุณาขยายความถึงอาการที่แตกต่างกัน ให้พอรู้เป็นแนวให้ด้วยค่ะ ) พ่อครูว่า... ไม่เกี่ยวเกาะด้วยปัญญากับไม่เกี่ยวเกาะด้วยสมถะมันก็ต่างกันนะ ต้องทำด้วยปัญญา แต่ที่จริงสมถะมันก็ต้องใช้ประโยชน์ก่อน จนกว่าจะทำด้วยปัญญาได้ในที่สุด เหมือนกับเราไม่เกี่ยวกับสิ่งในโลกที่เราวางแล้ว อันนี้ไกลจากเรา เราไม่จำเป็นต้องเกี่ยวเกาะไม่ต้องยุ่งเกี่ยวเลย มีหลายเรื่องใช่ไหมที่มันมีอยู่ในสังคม ทุกวันนี้ แล้วเราปฏิบัติธรรมมาเรียนรู้ธรรมะ แต่ก่อนเราเกี่ยวเกาะนะเห็นเป็นเรื่องสนุก เป็นเรื่องน่ารู้ น่าเป็น น่ามี น่าได้ไปกับเขา พอตอนหลังเราเห็นแล้วไร้สาระ เราจะเห็นว่า สาระสำคัญในสาระ มันงวดเข้างวดเข้า น้อยเข้าน้อยเข้า จนสุดท้ายนี้จะถึงขั้น สาระชีวิตที่อาศัยนั้น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค เป็นปัจจัยชีวิตเป็นเครื่องอาศัยปัจจัย 4 สุดท้ายเลย นอกนั้นก็เป็นเครื่องอาศัยเป็นบริขาร ไม่มีก็ไม่เป็นไร ไม่ตาย แต่ 4 ปัจจัยนี้สำคัญมาก หรืออาหารเป็นหนึ่ง อาหารสำคัญที่สุดในบรรดาปัจจัย 4 เครื่องนุ่งห่ม บ้านเรือนที่อยู่อาศัย ยารักษาโรคไม่มีก็ยังไม่ตายทันที 660721 ตอบปัญหาพาทำจิตเป็นอุตุไม่เกี่ยวเกาะ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน