32 ภาคผนวก ฏ ใจเพชร น 2775-2812.docx
เนื้อหาในไฟล์
ภาคผนวก ฏ เทคนิคการทำใจให้หายโรคเร็ว เทคนิค การ ทำใจให้หายโรคเร็ว โดย หมอเขียว : ใจเพชร กล้าจน แพทย์วิถีธรรมและครูฝึกแพทย์แผนไทย ศูนย์สุขภาพสวนป่านาบุญ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ โรงพยาบาลอำนาจเจริญ คำนำ ผู้เขียนได้จัดทำหนังสือเทคนิคการทำใจให้หายโรคเร็ว ด้วยการถอด เทปคำบรรยายในค่ายสุขภาพวิถีธรรม ปรับปรุงและเพิ่มเติมเนื้อหา เพื่อให้เป็นประโยชน์กับผู้อ่านมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งผู้เขียน ได้ พบความจริงที่เกี่ยวข้องกับโรคภัยไข้เจ็บที่สำคัญอย่างยิ่งสิ่งหนึ่งก็คือ ถ้าเราทำใจได้ถูกต้องอย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยให้โรคภัยไข้เจ็บลดลงได้รวดเร็วอย่างน่าอัศจรรย์ แต่ถ้าเราทำใจไม่ถูกต้อง ก็จะทำให้โรคภัยไข้เจ็บรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างน่ากลัวทีเดียว ผู้เขียนขอเชิญท่านที่สนใจในการดูแลแก้ไขปัญหาสุขภาพ ติดตามเนื้อหาสาระของเทคนิคการทำใจให้หายโรคเร็วได้ในหนังสือเล่มนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า หนังสือเล่มนี้ จะพอเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านบ้าง เราทั้งผองพี่น้องกัน หมอเขียว : ใจเพชร กล้าจน สารบัญ หน้า จิตใจเกี่ยวข้องกับการหายหรือไม่หายโรคอย่างไร 2 7 80 เทคนิคการทำใจให้หายโรคเร็ว 4 ประการ 2 7 83 - อย่ากลัวตาย - อย่ากลัวโรค - อย่าเร่งผล - อย่ากังวล เทคนิคการล้างความทุกข์ใจอย่างยั่งยืน 2 7 98 เทคนิคการทำใจให้หายโรคเร็ว จิตใจเกี่ยวข้องกับการหายหรือไม่หายโรคอย่างไร ความไม่กลัวตาย ไม่กลัวโรค ไม่เร่งผล ไม่กังวล จะทำให้โรคทุเลาหรือหายได้เร็ว ตายได้ยาก และ จิต ใจเป็นสุขที่สุดในโลก ส่วนความกลัวตาย กลัวโรค เร่งผล กังวล จะทำให้โรคทรุดหนัก กำเ
อ่านต่อ
ริบหนัก ตายได้เร็ว และ จิต ใจเป็นทุกข์ที่สุดในโลก ผู้เขียนพบว่า เมื่อคนมีความกลัวตาย กลัวโรค เร่งผล กังวล จิตจะไม่ต้องการอารมณ์ทุกข์ดังกล่าว จึงสั่งให้ระบบประสาทอัตโนมัติไขสันหลัง สั่งการให้กล้ามเนื้อในร่างกายของผู้นั้นเกร็งตัวบีบเอาอารมณ์ทุกข์นั้นออกไป แต่โดยสัจจะแล้วร่างกายไม่สามารถบีบความทุกข์ออกจากจิตใจได้ จิตใจที่มีปัญญาทางธรรมที่แท้เท่านั้น จึงจะสามารถล้างทุกข์ในจิตใจได้ ดังนั้น ตราบเท่าที่ความทุกข์ทางใจไม่ถูกกำจัดออก กล้ามเนื้อก็จะเกร็งค้างเพื่อบีบ ความทุกข์ใจออก แต่ กาย ก็เกร็งบีบเอาความทุกข์ใจออกไม่ได้ จึงเกร็งบีบค้าง เพราะชีวิต ไม่ ต้องการทุกข์ใจ การเกร็งบีบค้างของกล้ามเนื ้อ จะกดทับเส้นเลือด เส้นประสาท และเส้นลมปราณ เกิดอาการตึงแข็งปวดชา และ ทำให้เลือดลมไหลเวียนไม่ได้ ของดีเข้าไปเลี้ยงเนื้อเยื่อไม่ได้ ของเสียไหลเวียนออกจากเนื้อเยื่อไม่ได้ ทำให้เนื้อเยื่อเสื่อมและตายลง เกิดอาการกำลังตกอ่อน เพลีย หมดเรี ่ ยวหมดแรง เพราะเสียพลังในการเกร็งตัวขับอารมณ์ทุกข์ และเลือดลม ก็ ไหลเวียนไม่ได้ ทำให้ เกิด อาการเจ็บป่วย ต่าง ๆ โรค ทรุดหนักและเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว ดังตัวอย่างของความจริงที่ได้พบเห็นกันบ่อย ๆ เช่น บางคน ที่ ไม่มีอาการเจ็บป่วยใด ๆ แต่ไปตรวจร่างกาย แล้ว หมอ ก็ บอกว่าพบโรคร้ายแรง คาดว่าจะมีอายุอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน แต่ในความเป็นจริง ส่วนใหญ่ผู้ป่วย มัก จะมีอายุไม่ถึง 6 เดือน เช่น เสียชีวิตทันทีที่รับรู้ข้อมูล (ช็อคตาย) หรือ ภายใน หนึ่งเดือน สองเดือน หรือ สามเดือนก็ตายแล้ว เป็นต้น หรือ ชีวิตปกติไม่มีอาการอะไร แต่พอรับรู้ข้อมูลเรื่องโรคที่พบ ก็เกิดอาการทรุดหนัก กินไม่ได้นอนไม่หลับอย่างรวดเร็ว สิ่งเลวร้ายต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่ได้เกิดจากโรคเลย แต่เกิดจากจิตใจที่มีอารมณ์ทุกข์ล้วน ๆ ตรงกันข้าม เมื่อจิตใจไม่มีอารมณ์ทุกข์ จิตใจก็จะเป็นสุข จิตก็จะสั่งให้ระบบประสาท อัตโนมัติไขสันหลังสั่งการให้กล้ามเนื้อคลายการเกร็งบีบ เพราะไม่มีอารมณ์ทุกข์ที่จะต้องบีบออก เมื่อกล้ามเนื้อคลายตัว เลือดลมก็จะไหลเวียนสะดวก ของดีเข้าไปเลี้ยงเนื้อเยื่อได้ ของเสียระบายออกจากเนื้อเยื่อได้ ประกอบกับสารเอนโดรฟิน ก็จะหลั่งออกมาจากต่อมพิทูอิทารี ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เนื้อเยื่อของร่างกายแข็งแรงได้อย่างรวดเร็วและระงับอาการปวดได้ดีมาก กลไกดังกล่าวทำให้ อาการตึงแข็งปวดชาหรืออาการไม่สบายต่าง ๆ นั้น ลดลงอย่างรวดเร็ว ร่างกายก็จะฟื้นฟูสภาพได้อย่างรวดเร็ว ผู้เขียนพบว่า มีประชาชนจำนวนมากที่มีอาการทรุดหนัก ทั้งเฉียบพลันและเรื้อรัง แต่ก็ฟื้นสภาพร่างกายได้อย่างรวดเร็ว ภายในเสี้ยววินาทีก็มี ใช้เวลาไม่กี่วัน ไม่กี่เดือนก็มี เมื่อสามารถทำจิตใจให้ไม่กลัวตาย ไม่กลัวโรค ไม่เร่งผล ไม่กังวล ด้วยความเชื่อมั่นในสิ่งนั้นสิ่งนี้ ในคนนั้นคนนี้ หรือเชื่อมั่นในสัจจะที่แท้จริง ผู้เขียนขอยกตัวอย่างจิตใจที่ทุกข์หรือไม่ทุกข์ ว่ามีผลต่อสุขภาพมากแค่ไหน เช่น ผู้ป่วยที่อาการย่ำแย่ทรุดหนักหลายท่านที่ศรัทธา (เชื่อมั่น) ในผู้เขียน เมื่อ รู้ ว่าจะได้มาหาผู้เขียนหรือจะได้มาเข้าค่าย ร่างกายก็ดีขึ้นอย่างรวดเร็วทันที ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้มาหรือเพิ่งกำลังเดินทางมา สิ่งที่ดีนั้น ล้วนเกิดจากจิตใจของผู้ป่วยเองทั้งนั้น ไม่ได้เกิดจากผู้เขียน หรือในช่วงแรก ๆ ที่ผู้เขียนเปิดศูนย์สุขภาพ ได้รับผู้ป่วยหนักไว้ดูแล (ปัจจุบันไม่ได้รับแล้วเนื่องมีภารกิจมากจนเกินกำลังที่จะรับผู้ป่วยหนักไว้ได้) ถ้าผู้เขียนอยู่ในศูนย์สุขภาพ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ก็มักจะมีอาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยที่ผู้เขียนไม่ได้ไปทำอะไรให้กับผู้ป่วย แต่ถ้าผู้เขียนไปทำภารกิจนอกศูนย์สุขภาพเพียงหนึ่งวัน หรือบางครั้งก็หลายวัน ผู้ป่วยส่วนใหญ่ก็จะอาการทรุดหนักหรือเสียชีวิต อาการที่ดีขึ้นหรือแย่ลงของผู้ป่วยดังกล่าวนั้น ล้วนเกิดจากจิตใจของผู้ป่วยเองทั้งสิ้น คือ ถ้าผู้เขียนอยู่ในศูนย์สุขภาพ ผู้ป่วยก็จะมั่นใจ สุขใจ ไม่กลัว ไม่กังวล อาการจึงดีขึ้น แต่ ถ้าผู้เขียน ไม่อยู่ในศูนย์สุขภาพ ผู้ป่วยก็จะไม่มั่นใจ ทุกข์ใจ กลัว กังวลใจ อาการจึงแย่ลง จะเห็นได้ว่า จิตใจมีผลต่อสุขภาพอย่างยิ่ง ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “จิตวิญญาณเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง จิตเป็นใหญ่” (พระไตรปิฎก เล่ม 25 ข้อ 11 ) ดังนั้น แทนที่จะให้ผู้ป่วยมายึดมั่นถือมั่นในตัวผู้เขียน ซึ่งชีวิตของผู้เขียนก็ไม่เที่ยง ไม่แน่นอนว่าเวลาใดจะอยู่ที่ไหนไปที่ไหนหรือจะเป็นจะตายตอน ใด ผู้เขียนจึงเน้นให้ผู้ป่วย เชื่อมั่นในสัจจะที่พาพ้นทุกข์ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ คือ สมดุลร้อนเย็น (พระไตรปิฎก เล่ม 11 ข้อที่ 293 ) หยุดชั่ว ทำดี ทำจิตใจให้ผ่องใส ไร้ทุกข์ ไร้กังวล (พระไตรปิฎก เล่ม 10 ข้อ 54 ) แล้วพากเพียรปฏิบัติให้มีสัจจะนั้นในตัวเ อง ผู้นั้นเอง ก็จะมีที่พึ่งแท้ที่ดีที่สุดตลอดกาลนาน พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ธรรมทั้งหลาย มีจิตนำหน้า” (พระไตรปิฎก เล่ม 25 ข้อ 11 ) , “เมื่อจิตไม่เศร้าหมองแล้ว สุคติเป็นอันหวังได้ ” (พระไตรปิฎก เล่ม 12 ข้อ 64 ), “เมื่อจิต เศร้าหมอง แล้ว ทุคติเป็นอันต้องหวัง” (พระไตรปิฎก เล่ม 12 ข้อ 64 ) “ทุกข์ย่อมไม่ตกถึงผู้หมดกังวล” (พระไตรปิฎก เล่ม 15 ข้อ 122 ) จะเห็นได้ว่า ทุกข์ย่อมไม่มีในผู้ไร้กังวล จากการวิจัยของผู้เขียนในระดับปริญญาโทสาขาพัฒนบริการศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เรื่อง “ ความเจ็บป่วยกับการดูแลสุขภาพแนวเศรษฐกิจพอเพียง ตามหลักแพทย์ทางเลือกวิถีพุทธของศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง สวนป่านาบุญ อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ” พบว่า จิตใจมีผลต่อสุขภาพ 70 % ส่วนวัตถุมีผลต่อสุขภาพ 30 % จะเห็นได้ว่า จิตใจมีผลอย่างมากต่อสุขภาพ พระพุทธเจ้าได้ตรัสเรื่องสาเหตุของการมี อายุสั้น อายุยืน โรคมากและโรคน้อย ดังข้อความในพระไตรปิฎก เล่มที่ 14 ข้อที่ 580 - 585 ดังนี้ ข้อ 580 สุภมาณพ โตเทยยบุตร พอนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้พวกมนุษย์ที่เกิดเป็นมนุษย์อยู่ ปรากฏความเลวและความประณีต คือ มนุษย์ ทั้งหลายย่อมปรากฏ มีอายุสั้น มีอายุยืน มีโรคมาก มีโรคน้อย มีผิวพรรณทราม มีผิวพรรณงาม มีศักดาน้อย มีศักดามาก มีโภคะน้อย มีโภคะมาก เกิดในสกุลต่ำ เกิดในสกุลสูง ไร้ปัญญา มีปัญญา ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญอะไรหนอแล เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พวกมนุษย์ที่เกิดเป็นมนุษย์อยู่ ปรากฏความเลวและความประณีตฯ ข้อ 581 พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมาณพ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีตได้ฯ จะเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้าทรงพบว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่แต่ละคนรับอยู่ เกิดจากกรรม (การกระทำ) ของคน ๆ นั้นทั้งหมด ข้อ 582 พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรี ก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง เป็นคนเหี้ยมโหด มีมือเปื้อนเลือดหมกมุ่นในการประหัตประหาร ไม่เอ็นดูในเหล่าสัตว์มีชีวิต … จะเป็นคนมีอายุสั้น ... ข้อ 583 ดูกรมาณพ ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม ละปาณาติบาตแล้ว เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต วางอาชญา วางศาตรา (อาวุธหรือวิชาเข่นฆ่า) ได้ มีความละอาย (ต่อบาป) ถึงความเอ็นดู อนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลในสรรพสัตว์และภูตอยู่ ... จะเป็นคนมีอายุยืน ... ข้อ 584 ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นผู้มีปรกติเบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือศาตรา (อาวุธหรือวิชาที่เบียดเบียน) ... จะเป็นคนมีโรคมาก ... ข้อ 585 ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นผู้มีปรกติไม่เบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือศาตรา (อาวุธหรือวิชาที่เบียดเบียน) ... จะเป็นคนมีโรคน้อย ... ความไม่เบียดเบียนกันเป็นสุขในโลก ( ขุ.ธ. เล่ม 4 ข้อ 6 ) จะเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้าทรงค้นพบว่า การเบียดเบียนทำให้มีโรคมากและอายุสั้น ส่วนการไม่เบียดเบียนทำให้มีโรคน้อยและอายุยืน พระพุทธเจ้าตรัสว่า ละเหตุทุกข์ได้เป็นสุขในที่ทั้งปวง (พระไตรปิฎก เล่ม 25 ข้อ 59 ), ละทุกข์ทั้งปวงได้ เป็นความ สุข (พระไตรปิฎก เล่ม 25 ข้อ 33 ) ดังนั้น การที่จะมีสุขภาพดีหรือทำให้ความเจ็บป่วยลดน้อยลงจึงต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือลดละเลิกพฤติกรรมที่ทำให้ภาวะร้อนเย็นของร่างกายไม่สมดุลหรือทุกข์เบียดเบียน และทำพฤติกรรมที่ทำให้ภาวะร้อนเย็นของร่างกายสมดุลหรือไม่ทุกข์ไม่เบียดเบียน ทั้งด้านวัตถุและด้าน จิตใจ ดังนั้นการทำใจไม่ให้มีทุกข์ คือ ไม่กลัวตาย ไม่กลัวโรค ไม่เร่งผล ไม่กังวล เป็นการไม่เบียดเบียนตนด้านจิตใจ จึงเป็นการรักษาโรคที่สำคัญ มาก อย่างหนึ่ง เทคนิคการทำใจให้หายโรคเร็ว มี วิธีการทำใจในการปฏิบัติ 4 ประการ ดังต่อไปนี้ อย่ากลัวตาย อย่ากลัวโรค อย่าเร่งผล อย่ากังวล ซึ่งสามารถ ขยาย รายละเอียดในแต่ละประการได้ดัง ต่อไป นี้ อย่ากลัวตาย ความไม่กลัว คือยา กำจัด โรคที่ดีที่สุดในโลก และ ออกฤทธิ์เร็วที่สุดในโลก ส่วน ความกลัวคือยาพิษที่ร้ายที่สุดในโลก และ ออกฤทธิ์เร็วที่สุดในโลก ถ้าท่าน ใด ที่ สามารถทำ ใจ ไม่กลัวในทุกเรื่อง ได้จริง ๆ รวมถึงการไม่กลัวตายด้วย ก็ จะมี สิ่ง มหัศจรรย์เกิดขึ้นจริง ๆ เรื่องจิตวิญญาณนี ้ ยิ่งใหญ่มหัศจรรย์ ผู้เขียนไม่เคยเห็นอะไรที่มหัศจรรย์ยิ่งใหญ่อย่างนี้มาก่อนเลย การไม่กลัวตาย วิธีปฏิบัติก็คือ ให้หมั่นพิจารณาความจริงว่าป่วยก็ตาย ไม่ป่วยก็ตาย ความตายเป็นสมบัติของทุกคน แม้แต่ พระพุทธเจ้าที่ ประเสริฐที่สุดในโลก เก่งที่สุดในโลก ท่าน ยังต้องต้องตายเลย ในเมื่อป่วยก็ตาย ไม่ป่วยก็ตาย จะกลัวให้มันตายเร็วทำไม กลัวให้มันทรุดหนักทำไม กลัวให้มันทุกข์ใจทำไม เราก็หมั่นพิจารณาซ้ำไปซ้ำมา ๆ ๆ ๆ ๆ เราจะเข้าใจชัดเจนว่า ความกลัว ในอะไรก็ตาม มีแต่ขาดทุนอย่างเดียว ความกลัวไม่มีประโยชน์อะไรเลย แต่ถ้าเราไม่กลัว ใจก็ไม่เป็นทุกข์ อยู่ก็ ไม่ทุกข์ ใจ ตายก็ไม่ทุกข์ ใจ ก็แปลว่าอยู่เป็นสุข ตายเป็นสุข ดังนั้นประโยชน์ในประการแรก คือ ใจเป็นสุข ที่สุด ประการที่สอง คือ ทำให้ โรคทุเลา หรือหายได้ดีที่สุด และประการสุดท้าย คือ ตายได้ยาก หรือตายช้า ความไม่กลัวตายนี้แหละ เป็นประโยชน์กว่า พิจารณาซ้ำไปซ้ำมา ๆ ๆ ๆ ๆ จิตนี่ เขา ฉลาด และมีพลัง ถ้าเราพิจารณาซ้ำไปซ้ำมา ๆ ๆ ๆ ๆ จะเป็นการเติมปัญญาและพลังให้กับจิต เมื่อปัญญาที่ถูกต้องเป็นประโยชน์แท้มีพลังมากพอ ก็จะทำลายพลังปัญญา หรือความคิด ที่เป็นโทษ แล้ว จิต ก็ จะเลือกเอา เลือกเป็น สิ่งที่เ ป็นประโยชน์เอง เรื่องอะไร จะ ไปเอา สิ่ง ที่ เป็นโทษ กลัวตายเป็นโทษ อย่างยิ่ง เพราะทำให้ใจเป็นทุกข์ โรคก็กำเริบหนัก ทรมานกายมากขึ้น และทำให้ตายเร็วกว่าที่ควรจะเป็น ส่วนความ ไม่กลัวตาย นั้น เป็นประโยชน์ อย่างยิ่ง เพราะทำให้ ใจก็ไม่ เป็น ทุกข์จากความกลัวตาย โรคก็ทุเลาหรือ หาย ได้ เร็ว ตายก็ตาย ได้ ยาก ดังนั้นเรา เอา ความ ไม่กลัวตายดีกว่า เพราะทำให้ ไม่ทุกข์ ใจ ทุเลาหรือ หาย เจ็บป่วยได้ เร็ว และ ตายช้า คุ้มกว่า จิตนี่สำคัญ เป็นยาเม็ดเอกเลย ความตายไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว ความตายเป็นเพียงการเปลี่ยนร่างจากที่ทรุดโทรม ทุกข์ ทรมาน มากแล้ว ให้เราไปเอาร่างใหม่ที่ดีกว่าเดิมเท่านั้น จริง ๆ เมื่อเราเปลี่ยนไปเอาร่างใหม่ก็ดี แล้ว จะไปทุกข์ ใจทำไม ผู้ ยังไม่ใช่พระอรหันต์ ก็ต้องเกิดใหม่อยู่แล้ว ไม่ต้องไปกลัวหรอก ว่าจะไม่ได้เกิด ส่วน พระอรหันต์ท่านจะ กลับมาเกิดอีกเพื่อ บำเ พ็ญโพธิสัตว์ต่อ หรือจะปรินิพพาน ดับสูญ ก็ สิทธิ ของท่าน สำหรับ คนทั่วไป นั้นต้องกลับมา เกิดอยู่แล้ว เพราะยังมีกิเล ส อยู่ อยากได้ อยากมี อยากเป็น เรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่ ยังหลงทุกข์หลงสุขอยู่ จิตวิญญาณ ก็ จะรวมตัวเอาดิน น้ำ ลม ไฟ มารวมกันเป็นตัวตน เป็นตา หู จมูก ปาก ลิ้น กาย ใจ เพื่อจะไปเสพในสิ่งที่ ผู้นั้น ๆ ชอบ เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัว ตายก็แค่เปลี่ยนร่างใหม่ จากร่างเก่าที่ทรุดโทรมไปเอาร่างใหม่ที่ดีกว่าเดิม อยู่ที่ว่าจะได้ร่างคนหรือร่างสัตว์เท่านั้นเอง ก็แล้วแต่กรรมของ ผู้นั้น ๆ ที่ทำกรรมดีหรือกรรมชั่วไว้ จะได้ร่างคนหรือร่างสัตว์ก็ ตาม อย่างน้อยก็ไม่ทุกข์เท่ากับร่างเก่าที่ทรมานอยู่ ถ้าเราดูแลร่างกายอย่างเต็มที่แล้ว ร่างกาย ก็ยังทรุดโทรมอยู่อีก ยังแย่อยู่อีก ก็ไม่เห็นจะยากอะไรเลย ก็คืนโลกไป จะไป ลำบาก ตรงไหน ร่างที่ยืมมามันเก่าแล้ว มัน เป็น ทุกข์ ทนได้ยาก ทน ได้ลำบากแล้ว ก็คืนโลกไป แล้วก็ไปเอาร่างใหม่ที่ดีกว่าเดิม ก็อาศัยร่างใหม่ไป แล้วถ้าร่างใหม่ทรุดอีก แย่อีก จะ ทำอย่างไร ก็คืนโลกไป แล้วก็ไปเอาร่างใหม่อีกที่ดีกว่าเดิม มันก็เป็นอยู่เท่านี้ จะต้องไปกลัวอะไรกับความตาย ครูบาอาจารย์ ของผู้เขียนได้ บอก ไว้ว่า คนเราตายมาตั้งไม่รู้กี่ภพกี่ชาติแล้ว ยังจะกลัวอยู่อีกทำไม ซ้อมตายมาตั้งเท่าไหร่ ๆ แล้ว ยังไม่ชินหรืออย่างไร ความจริงเรายังไม่เคยตายอย่างเป็นสุข เท่านั้นเอง มันก็เลยกลัว ๆ ถ้าเรารู้วิธีตายอย่างเป็นสุข อยู่อย่างเป็นสุข เราจะไม่กลัว แค่คิดว่าพอร่างทรุดก็คืนโลกไป แล้วก็ไปเอาร่าง ใ หม่มาใช้ ถ้าไม่อยากได้ร่างสัตว์ แต่ อยากได้ร่างคน จะ ทำอย่างไร ก็ให้บำเพ็ญบุญ มาก ๆ เท่ านั้นเอง ถ้าเราเข้าใจจะไม่ทุกข์ใจ เพราะฉะนั้น อย่ากลัวตาย จำไว้นะ พอไม่กลัวตาย โรคก็ จะ ทุเลาอย่างรวดเร็วเลย เราก็ ปรับสมดุลด้านวัตถุร่วมด้วย อยู่แล้ว แค่ ใช้ วัตถุอย่างเดียว ก็ลดโรคได้ เร็วอยู่ พอสมควร แล้วสำหรับการดูแลสุขภาพตาม หลักการ แพทย์วิถีธรรม เพราะเราได้ทดลองมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหาร หรือยาเม็ดอื่น ๆ ในยา 9 เม็ด (วิธีปฏิบัติ 9 ข้อ ตามหลักแพทย์วิถีธรรม) ก็ตาม สามารถถอนพิษได้เร็ว อย่ากลัวโรค โรคไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว การกลัวโรคจะทำให้โรคกำเริบ หนัก แต่ การไม่กลัวโรค จะ ทำให้กำจัด โรค ได้ อย่างดี การไม่กลัวโรคจะ เป็นยา ทำลายโรค ผ ู้เขียน ทดลองมาแล้ว การไม่กลัวโรค จะทำให้โรคลดน้อยลง การไม่กลัวโรคจะฆ่าโรค แต่ถ้าเรากลัวโรค โรคจะฆ่าเรา นี่คือสัจจะ เป็นจริงตลอดกาล ท่านพิสูจน์ได้ เพราะถ้าท่านไม่กลัวโรค จิตก็จะไม่ทุกข์จากโรค ท่านจะไม่ทุกข์ ใจ เมื่อไม่ทุกข์ใจ ก็ไม่เบียดเบียน พระพุทธเจ้าตรัสว่า “การไม่เบียดเบียดเบียนจะทำให้โรคน้อยลง” (พระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 585 ) และ พระพุทธเจ้าตรัสว่า วิมุติ (การหลุดพ้นจากทุกข์) เป็น กำลัง (พระไตรปิฎก เล่ม 31 ข้อ 629 ) ท่าน จะมีกำลังฆ่าโรค เอง เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ โรคไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว ไม่ต้องไปกลัว โรค โรคหายอยู่แล้ว ไม่หายตอนเป็น ก็หายตอนตาย อย่าไปกลั ว เลย จะไปกลัวทำไม จะกลัวให้ทรุดหนักทำไม จะกลัวให้ตายเร็วทำไม จะกลัวให้ทุกข์ใจทำไม ถ้าไม่กลัว ก็ไม่ทรุดหนัก การไม่กลัวช่วยให้โรคทุเลาได้ดีที่สุด ถ้าไม่กลัวก็ไม่ตายเร็ว (ตายยาก ตายช้า และ ยืดอายุได้ดี) ถ้าไม่กลัวก็ไม่ทุกข์ใจ ไม่ต้องไปกลัว โรค หรอก โรค หายอยู่แล้ว ถ้า ไม่หายตอนเป็น ก็หายตอนตาย โรคไม่ชนะเราหรอก อย่าไปกลัว ระหว่าง โรค กับ เรา เรา มีแต่ชนะกับเ สมอ เท่านั้น ถ้าเร าสามารถทำลายโรคได้ ใน ขณะ ที่ เรามีชี วิตอยู่ ก็แสดงว่าเราชนะโรค แต่ถ้าเราทำลาย โรค ไม่ได้ เราก็ ตาย และ โรคก็ตายด้วย ก็ เสมอกัน โรคเป็นเพียงความไม่สมดุลเท่านั้น ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พระพุทธเจ้าตรัส ไว้ ว่า “ ทุกข์ เกิดจาก ความโต่ง หรือ ความไม่สมดุล 2 ด้าน ด้านหนึ่ง คือ กามสุขลิกะ อีกด้านหนึ่ง คือ อัตตกิลมถะ ” ( พระไตรปิฎก เล่ม 19 ข้อ 1664 ) ดังนั้น โรค ซึ่งเป็น ทุกข์ ก็ เกิดจากความไม่สมดุล มันโต่งไป 2 ด้าน ด้านหนึ่ง จิต หลง รูปธรรม หรือ วัตถุ (กามสุขลิกะ จิตหลงติดรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสที่เป็นภัย) อีก ด้านหนึ่ง จิต หลง นามธรรม (อัตตกิลมถะ จิตหลงทรมานตนด้วยนามธรรม คือ หลงทำชั่ว หลงไม่ทำดี หลงทำจิตใจให้เศร้าหมอง) หลักในการ ดับทุกข์ ที่ พระพุทธเจ้า ตรัสไว้ คือ “ การ ดับ ทุกข์ ที่ ต้น เหตุ ” (พระไตรปิฎก เล่ม 25 ข้อ 59 ) ก็ คือ อย่าไปหลง เอาวัตถุที่เป็นพิษ เป็นโทษ มาใส่เรา หรือ ให้ เอาออกไป แล้ว เลือก เอาวัตถุที่เป็นประโยชน์มาใส่เรา และ เลือกเอา จิตที่ ติดนามธรรมที่ เป็นโทษออกไป (หลงทำชั่ว หลงไม่ทำดี หลงทำจิตใจให้เศร้าหมอง) แล้ว เอา จิตที่ ถูกต้อง เป็นประโยชน์มาใส่ แทน (หยุดชั่ว ทำดี ทำจิตใจผ่อง ใส) เท่า นี้ โรค ก็ จะ ทุเลาหรือ หาย รักษาโรคไม่ยากเลย เพียง แค่ เอาวัตถุที่เป็นประโยชน์มาใส่ เอาจิตที่เป็นประโยชน์มาใส่ เพียงเท่านี้ เอง โรค เป็นเพียงความไม่สมดุล พระพุทธเจ้าท่านพบสัจจะ ว่า เมื่อใด เกิด ความ ไม่สมดุล โต่งไปใน รูปธรรม หรือ วัตถุที่เป็นภัย โต่งไปใน นามธรรม ที่เป็นภัย ก็ จะเกิด ความ ทุกข์ ต่าง ๆ รวมทั้ง เกิดโรคขึ้น พลังงาน ชีวิต ของเรา ถ้าเมื่อใด ไ ม่สมดุล ก็จะแปลงเป็นพลังงานทุกข์ เขา จะบอกเราให้ เป็นทุกข์ ให้ เป็นโรค เพื่อให้เราได้อายุยืน เพราะ เขาบอกเราเพื่อให้แก้ไข ให้ ทำความสมดุล เขาบอกเราว่ามีพิษอยู่ ตรงนั้น ตรงนี้ เรามีพิษ ช่วยเอาพิษออกให้ ด้วย พอ เอา พิษ ออก แล้วใส่สิ่งที่เป็นประโยชน์เข้าไป เรา ก็ สมดุล พลังชีวิตก็จะแปลงเป็น พลัง สุขให้เรา แปลงเป็นความผาสุก พลังชีวิต เราก็จะเต็ม จะแปลงเป็น ทั้ง ประโยชน์สุข และเป็นทั้งพลังงาน สร้างสรร ให้เรา ไม่ว่าเราจะสมดุลหรือ ไม่สมดุล สัจจะแห่งชีวิตก็ บอก เรา เท่านั้นเอง ก็ มีอยู่เท่านี้ในโลกใบ นี้ ไม่สมดุลก็แปลงเป็นพลังงานทุกข์ บอกเราว่ามีพิษอยู่ตรงนี้ ช่วยเอาพิษออกให้หน่อย ช่วยปรับ สมดุลให้หน่อย ช่วยเอาพิษออก พอเราเอาพิษออก แล้วใส่สิ่งที่ถูกกันเข้าไป เอาสิ่งที่มีประโยชน์มาใส่ มันก็สมดุล พลังชีวิตก็จะแปลงเป็นพลังประโยชน์สุขให้กับเรา ก็มีอยู่เท่านี้ ไม่เห็น น่ากลัวอะไร พระพุทธเจ้าตรัสหลักไว้ ว่า ไม่ สมดุลก็ เป็นทุกข์ เป็นโรค สมดุลก็ หาย ทุกข์หาย โรค หายโรค เราก็ สดชื่น แข็งแรงมีพลังชีวิต ไม่สมดุลเราก็เป็นโรค ก็เท่านี้ พลัง ชีวิตก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่แค่นี้ไม่ได้มีอะไร มาก ไปกว่านี้ ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร เมื่อเรารู้อันนี้แล้ว หลักการ สำคัญ ที่ จะ ทำให้เรา ไม่กลัวโรค ก็คือ เราก็จะเอาประโยชน์จากโรคนี้ให้ได้ จงเอาประโยชน์จากโรคให้ได้ ไหน ๆ ก็ได้เป็นโรคแล้ว เอาประโยชน์จากโรคให้ได้ เราจะไม่กลัวโรค แล้วใจ ก็ จะเป็นสุข เพราะพระพุทธเจ้าตรัสไว้ ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 27 ข้อที่ 2444 ว่า “ คนมีปัญญาแม้ตกทุกข์ ก็ยังหาสุขพบ ” จะเห็นได้ว่า แม้ ขณะ ที่มี ทุกข์ยังไม่ทุกข์ ใจ เลย ข ณะ ทุกข์ยังเป็น สุข ใจ คนมีปัญญา แม้ประสบทุกข์ยังหาสุขพบ หาสุขให้ได้ในโรค จะ หาสุขได้อย่างไร หาประโยชน์ของ โรค สุขนั้นคือประโยชน์ ความเป็น โรคทำให้เราได้ประโยชน์หลัก ๆ อย่างน้อย 3 ประการ ดังนี้ 1 . โรคทำให้เรามีน้ำอดน้ำทนมากขึ้น ทำให้เราแข็งแกร่งมากขึ้น เพราะ การ เป็นโรค นั้น ทุกข์ทรมาน จะ ทำ ใ ห้เราได้อดได้ ทน ทำให้จิตวิญญาณเรามีน้ำอดน้ำทน เราจะแข็งแกร่งขึ้น จะเสียหาย หรือ ไม่ ถ้าคนเราจะแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น มีน้ำอดน้ำท น มากขึ้น ไม่เสียหายอะไร ถ้า จิตวิญญาณเรา จะ แข็งแกร่ง ยิ่ง ขึ้น คนที่แข็งแกร่งมาก มีน้ำอดน้ำทนมาก จะทุกข์ได้ยาก เพราะฉะนั้น เอาโรคมาทำประโยชน์ อย่างน้อยเราก็แข็งแกร่งขึ้น มีน้ำอดน้ำทนมากขึ้น ได้ฝึกความอดท น ก็จะแข็งแกร่งขึ้น ไม่มีอะไรขาดทุน 2 . โรคก็ทำให้เวรกรรมเราน้อยลง โรคทำให้สิ่งไม่ดีในชีวิตเราลดน้อยลง เพราะไม่มีอะไรที่เราได้รับโดยที่เราไม่ทำมา นี ้ เป็นสัจจะ ที่ พระพุทธเจ้า ตรัสรู้ ดังที่ พระพุทธเจ้า ตรัส ไว้ ว่า “ ก ัมม ส โกมหิ ก ั ม ม ทายาโท กัมม โยนิ ก ัมม พันธุ ก ัม ม ปฏ ิ สรโณ ” (พระไตรปิฎก เล่ม 22 ข้อ 57 ) แปลว่า เรามีกรรม ( การกระทำ ) เป็นของ ของ ตน เราเป็นทายาทของ กรรม เรามีกรรมเป็นกำเนิด เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เรามีกรรมเป็นผู้ให้ผล ก ัมม ปฏิสรโณ คือ เรามีกรรม เป็นที่พึ่งอาศัย หรือ เป็นผู้ให้ผล ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสว่า คำใด ที่ท่าน ตรัสไว้จะไม่มีผู้ใดลบล้างได้ คือ อกาลิโก (เป็นจริงตลอดกาล) และ เอหิปัสสิโก ( เชื้อ เชิญให้มาพิสูจน์กันได้ ) ดังนั้นสิ่งที่เรารับอยู่ ก็ คือสิ่งที่เราทำมา จะได้ดีหรือไม่ดี ล้วน เกิดจาก สิ่งที่เราทำมาทั้งหมด ทั้งสิ้น จะเกิดจากสิ่งอื่นไม่มี พระพุทธเจ้าตรัสว่า เมื่อเราทำมาก็จะเป็นสมบัติของเรา จะ สะสม ฝังไว้ในจิตวิญญาณของเรา เป็น วิบากกรรม ที่คอย ดลให้เราได้รับผล เมื่อวิบากกรรม ใด ดลให้เรารับผลแล้วก็หมดไป เท่าที่เรารับ เพราะฉะนั้น โรคภัยไข้เจ็ บก็ เป็นผลจากวิบากกรรมที่เราได้ทำมา ไม่ว่าจะในชาตินี้หรือชาติก่อน เกิดจาก บางสิ่งบางอย่างที่ไม่ดีที่เราได้ทำมา ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติก่อน เป็นวิบากกรรมที่ ดลให้เกิด ผล กับ เรา ได้รับ ผล แล้วก็ดับไป รับเท่าไหร่ ก็หมดไปเท่านั้น และ เมื่อ วิบากกรรมที่ไม่ดี หมดไป พลังวิบาก กรรมที่ ดี ก็จะส่งผลแรงเพราะไม่มีพลังชั่วมาต้านไว้ เสียดายหรือที่พลังไม่ดี หมดไป เสียดายสิ่งไม่ดีหรือ ? จะไปเสีย ดายสิ่ง ที่ ไม่ดีทำไม สิ่ง ที่ ไม่ดีหมดไป ก็ ดีแล้ว จะเสียดายทำไม สิ่ง ที่ ไม่ดีทยอยหมดไปก็ดีแล้ว ดีกว่า ให้ สิ่งที่ไม่ดีรวมมา ทีเดียว มาก ๆ ก็จะทุกข์จะหนักมาก ลอง ทบทวนดู ก็ ได้ว่า เรา เคย ไม่สบายเป็นมาเท่าไหร่ ๆ ที่เรา ทยอยรับผลมา ถ้า ความไม่สบายนั้น รวมมา เป็น หนัก ๆ ทีเดียว จะ เป็น อย่างไร เราตายเลยนะ ดีแล้วที่ ความ ไม่สบาย ทยอย มาให้ รับไป แล้ว ทยอยหมดไป ทยอย รับ มาเท่าไหร่ ก็หมดไปเท่านั้น รับมากก็หมดมาก รับน้อยก็หมดน้อย รับแล้วก็ หมดไป เรา อย่าไปทำ เพิ่ม ก็ แล้วกัน เราก็ทำแต่สิ่งดี เรา ก็จะรับแต่สิ่งดี เพราะฉ ะ นั้น ประโยชน์ข้อที่สอง ของการเป็นโรคก็ คือ เวรกรรมเราจะน้อยลง พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนที่เชื่อเรื่องบาปบุญจะ พ้นทุกข์ ท่านตรัสในสัมมาทิฏฐิ 10 ในข้อที่ 4 ในพระไตรปิฏก เล่ม 14 ข้อ 257 “ ทางพ้นทุกข์ คือ เชื่อเรื่องของกรรมและผลของกรรม ” เชื่อเรื่องการกระทำหรือผลของการกระทำ เชื่อเรื่องวิบาก วิบากแปลว่า ผ ล ของการกระทำ ในโลก นี้ ไม่มีอะไรบังเอิญทั้งสิ้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า ในโลก ใบ น ี้ไม่มีอะไรบังเอิญ ไม่มีอะไรฟลุ๊ ค ทุกอย่างมีมาแต่เหตุ เหตุคือกรรม ( การกระทำ ) ทุกอย่างเกิดจากการกระทำทั้งสิ้ น ไม่มีอะไรบังเอิญ ไม่มีอะไรฟลุ๊คทั้งสิ้น ใคร จะ ได้รับสุขได้รับทุกข์ ได้รับอะไร ๆ ก็เกิดจาก ผู้นั้น ๆ ทำมาทั้งหมด ไม่ว่าจะทำอะไร มา ก็ตาม ใน พระไตรปิฎก เล่ม 37 ข้อ [ 1 , 698 ] “ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา ไม่กล่าวความที่กรรม (การกระทำ) อ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive