สังคมไทยหลังได้นายกฯคนที่ 30 อยู่ในภาพปรองดอง.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข26 สิงหาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

สังคมไทยหลังได้นายกฯคนที่ 30 อยู่ในภาพปรองดอง SMS วันที่ 21-23 ส.ค. 2566 _“คนเฝ้าบ้านราช” กราบนมัสการพ่อครูที่เคารพอย่างสูงยิ่งค่ะ เย็นวันนี้(24 ส.ค. 66) ท่านสมณะได้นําคลิปต่างๆ ของบรรยากาศการเมืองไทยในช่วงนี้มาให้ดู ทําให้ดิฉันนึกครึ้มอกครึ้มใจ คิดถึงเพลง 2 เพลง 1. เพลง คนร้อยเล่ห์ (อย่ามาสำออย คนร้อยเลห์ หัวใจโลเลล่อหลอกไว้) 2. เพลง เงินสั่งมา ของคุณชลธี ธารทอง(เงินใช่ไหมทำให้คนรวยผิดหวัง) ตอนนี้คนไทยก็ได้นายกคนใหม่แล้ว ฟังคําแถลงการณ์ก็ดูดี แต่พอทราบประวัติก็ยังไม่น่าไว้วางใจนัก ต้องดูไปอย่างที่พ่อครูบอก ดิฉันรู้สึกดีมากๆเลยค่ะ ที่มีพรรคต่างขั้วรวมกันอยู่ ( พ่อครูว่า... อันนี้ก็เป็นนิมิตรที่ดี จะเป็นความจริงใจหรือไม่อย่างไรก็แล้วแต่ ) ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล คงจะคานอำนาจกันได้บ้าง นับว่าเป็นภาพของความปรองดองโดยแท้ ทําให้ฉันระลึกถึง พระพุทธรูปปางสมา นัตตตา(หลวงพ่อปรองดอง) ที่พ่อครูให้สร้างขึ้นเมื่อหลายปีก่อน พ่อครูว่า... อาตมาทำพระพุทธรูป 3 ปางแล้ว ปางแรกคือ ปาง ตรีลักษณ์ ปางที่ 2 คือ ปาง วิชิตอวิชชา องค์ยืน ปางที่ 3 คือ ปาง นั่งประสานมือที่หน้าตัก ไม่ใช่ปางสมาธินะ เป็นปางสมานัตตตา อาตมาสร้างพระพุทธรูป 3 ปางในชีวิตนี้ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ เป็นสื่อใช้อธิบาย ใช้เป็นเครื่องหมายทางรูปธรรม อันเป็นศิลปะ สื่อความหมายให้เห็น ใช้ประโยชน์ มุ่งหมายอย่างไร มีเจตนา ศิลปะต้องมีเจตนา ต้องมีจุดมุ่งหมาย เพราะฉะนั้นคนทำศิลปะทำอะไรออกไปเป็นรูปเขียน รูปวาดอะไรก็แล้วแต่ ถ้าไม่มีจุดมุ่งหมายเลย เจ้าตัวไม่เข้าใจเลยว่าเราเจตนาจะให้มี interest point ของมันคืออะไร ไม่รู้เรื่อง พวกนี้พวกสะเปะสะปะเรียกว่าศิลเปรอะ ไม่ใช่ศิลปะ ศิลปะต้องมีจุดมุ่งหมาย แล้วจุดมุ่งหมายนั้นเป็นมงคลอั

อ่านต่อ

นอุดมเป็นโลกุตระหรือเป็นศิลปะที่แท้ เป็นไปเพื่อลดละกิเลส ละหน่ายจางคลายจากกิเลส รู้เท่าทันกิเลส จิตวิญญาณก็เจริญพัฒนา ศิลปะทำให้คนลดกิเลส แล้วทำให้กิเลสตายจนเป็นอรหันต์ นั่นคือศิลปะที่เป็นพลังงาน ที่คนสามารถสร้างให้คนนี้ รู้แล้วก็จัดการกับตัวร้ายคือกิเลสได้ จิตใจก็เจริญ นี่คือศิลปะที่แท้ เป็นมงคลอันอุดมที่แท้ _และสมมุติว่าสงฆ์หมู่ใหญ่ของไทย หันมาปรองดองกับหมู่สงฆ์ ชาวอโศกบ้าง ก็คงจะดีไม่ใช่น้อยนะคะ อย่างน้อยๆ ก็แค่นำวัตรปฏิบัติของสงฆ์ชาวอโศก ไปประพฤติปฏิบัติบ้างก็ดีมากแล้ว สาธุ ขอให้เป็นเช่นนั้นเถอะค่ะ! ท้ายนี้ ขอความกรุณา พ่อครูอธิบายเหตุการณ์ต่างๆ ของไทยในช่วงนี้ด้วยค่ะ ด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่ง “คนเฝ้าบ้านราช” พ่อครูว่า... เหตุการณ์ต่างๆของไทยช่วงนี้ก็คงหมายถึงเหตุการณ์ของสังคมไทย สังคมไทยช่วงนี้มันก็อยู่ในสภาพปรองดอง อย่างที่เรากำลังเห็น กำลังเกิดอยู่ เป็นสภาพที่เกิดในปัจจุบันเลย เป็น status quo เลยที่กำลังเกิดในขณะนี้ นี่แหละเป็นสภาพเหตุการณ์ในเมืองไทย อาตมามั่นใจนะว่า เจตนาเขาดี และอาตมาก็เชื่อมั่นว่า คุณเศรษฐานี่ ไม่ได้เข้าใจพลเอกประยุทธ์ แล้วก็ไม่ได้มาเสแสร้ง ทำการปรองดองญาติดีกับพลเอกประยุทธ์ เชื่อว่าคุณเศรษฐานี้ก็เห็นจุดดี ที่พลเอกประยุทธ์ได้ทำมา เป็นนายกผู้พี่ เขาเรียกด้วยสำนวนไทยว่าอาวุโส ที่จริงเรียกว่าเป็นภันเต พลเอกประยุทธ์เป็นนายกผู้พี่ แล้วก็ผ่านไปแล้ว ถ่ายทอดลงมาให้แก่เศรษฐา จะรับหน้าที่เป็นนายกต่อไป แล้วก็ดูมันดีไปหมดตอนนี้ เป็นเหตุการณ์ที่ดูดี เพราะฉะนั้นดีนี้จะเป็นดีขมหรือดีหวานก็ดูๆกันไปก่อน ดีกินยากหรือหลอกให้กินว่ามันหวาน กินได้แล้วที่จริงซัดเข้าไปมันขม จะเป็นดีอย่างไร ดีหวานหรือดีขมก็ดูกันไป ก็ดูเหตุการณ์ อธิบายเหตุการณ์ก็เห็นว่าดี นี่คือประชาธิปไตยเมืองไทย ขอสรุปตรงคำว่า ประชาธิปไตยเมืองไทย ให้ฟังอีกที ในยุคพระพุทธเจ้าเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อธิบายประชาธิปไตยไม่รู้เรื่องหรอก เพราะเป็นยุคทาส แล้วก็เป็นยุคที่มนุษย์คนทั้งหลายในยุคนั้นก็ไม่รู้เรื่องว่าเขามีสิทธิ สิทธิมนุษยชนในตัวเอง อิสรเสรีภาพมันไม่มี มีไม่ได้ ยังไม่ได้มีความคิดพวกนี้เลย ถึงมีความคิดก็ไม่สามารถที่จะเอามาให้คนปฏิบัติเป็นอิสรเสรีภาพจริงๆ มีสิทธิเต็มที่ได้ ถึงทำได้ คุณได้คนเดียว มันก็เป็นไปไม่ได้อีก มันต้องทำได้เป็นหมู่ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าถึงเป็นคนเดียว ที่เอาคนมาเข้ารีต เอาคนมาอยู่ในธรรมนูญของท่าน อยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา อยู่ในหลักศีล อยู่ในหลักธรรม อยู่ในธรรมวินัยของท่าน เอามาใช้ประกาศธรรมนูญ ประกาศธรรมวินัยของท่านเลย ในทวีปอินเดีย แคว้นใหญ่อย่างแคว้นโกศล แคว้นมคธ ยอม แคว้นใหญ่ 2 แคว้นยอมเลย พระเจ้าแผ่นดิน 2 ท่าน พระเจ้าพิมพิสารกับพระเจ้าปเสนทิโกศลยอม ยอมพระพุทธเจ้า ให้อิสรเสรีภาพเลย โดยที่คนของแคว้น 2 แคว้นนี้จะมาเข้ารีตพระพุทธเจ้าเอาไปเลยสนับสนุนด้วย เพราะเอาคนไปทำดี ยอม ซึ่งมันไม่ได้ง่ายๆนะ ท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดินแคว้นใหญ่ด้วย แล้วท่านชัดเจนว่าเป็นพระพุทธเจ้า ไม่ได้มีความด้อยอะไรเลย มีแต่ความดีความเด่นเต็มที่สุดยอด นี่เป็นความชนะที่บริบูรณ์สูงเต็มบริบูรณ์เต็มแบบเลย นี่คือสัจธรรมที่มีในโลก ในยุค 2,500 กว่าปีผ่านมา เป็นของจริงไม่ใช่ตำนาน ไม่ใช่เรื่องคิดฝันเหมือนอย่างคาร์ลมาร์กซ์ ไม่ใช่ ของพระพุทธเจ้านี้สูงกว่าคาร์ลมาร์กซ์อีก อย่างสาธารณโภคีที่เราทำ คาร์ลมาร์กซ์เสียภาษี 100% ไม่ได้อย่างพวกเราทำ พวกเราเสียภาษีเกิน 100% สุดยอดกว่าเห็นไหม แล้วเสียภาษี 100% ก็ไม่เดือดร้อนเพราะเป็นสังคมสาธารณโภคี ซึ่งตำรายุโรป ตำรารัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ใดๆ ก็ทำไม่ได้ ต้องตำราพระพุทธเจ้า ต้องมาสร้างจิตวิญญาณ มาพัฒนาจิตวิญญาณ ให้จิตวิญญาณเกิดลดความเห็นแก่ตัว ลดตัวลดตน จนไม่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ส่วนรวมจริงๆ นี่แหละสุดยอดประชาธิปไตย ซึ่งพระพุทธเจ้าไม่ได้ใช้คำพวกนี้ พระพุทธเจ้าใช้คำว่า อธิปไตย 3 กับประโยชน์ 3 อธิปไตย 3 มีโลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย และ ธรรมาธิปไตย ประโยชน์ 3 มี พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) อายะ 3 กับ อธิปไตย 3 รวมกันเป็นภาวะ 2 เป็นธรรมะ 2 เป็นพลังงานอธิปไตยกับเป็นพลังงานสร้างประโยชน์ เพราะฉะนั้นพลังงานพวกเรามีพลังงาน 2 อธิปไตยกับประโยชน์ไม่มีตัวตน พลังงานก็คือพลังงานที่สร้างขึ้นในอัตตาธิปไตยของตัวเองก็ไม่เพื่อตัวเอง ไม่เห็นแก่ตัว เพื่อส่วนรวม เพื่อโลกทั้งนั้น โดยมีธรรมะเป็นตัวทรงไว้ซึ่งโลกุตรธรรม เพราะฉะนั้นผลที่สร้างขึ้นมา พลังงานที่สร้างอะไรขึ้นมา จึงเป็นไปเพื่อมวลมนุษยชาติ พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ เป็นประโยชน์เป็นความสุข เพราะฉะนั้น 2 สภาพ เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขนี่แหละจึงช่วยโลก เพราะฉะนั้นประชาธิปไตย ผู้ที่เป็น ผู้ที่ทำได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งอธิปไตย 3 และ อายะ 3 จึงคือพระเจ้าที่แท้จริง พระเจ้าที่มีภูมิปัญญาด้วย ภูมิปัญญา ฉฬายตนะด้วย ช่วยมนุษยชาติอยู่อย่างเป็นสุข อยู่อย่างเป็นประโยชน์ สุดยอดยิ่งกว่าประชาธิปไตยทางตะวันตก ทางพระเจ้า ตำราประชาธิปไตยที่เขาเรียนกัน เพราะฉะนั้น ตำราประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้านี้ ขออภัยที่ต้องพูดความจริง ไม่มีใครอธิบายหรอก มีโพธิรักษ์อธิบายอยู่คนเดียว ยุคพระพุทธเจ้าก็มีพระสาวกที่มีความรู้ในระดับโลกุตระก็อธิบายได้ แต่ยุคนี้มีโพธิรักษ์ที่โลกุตระโผล่ขึ้นมา พวกเราก็ค่อยๆมาอธิบายตาม แจกแยกย่อยอธิบายไปเรื่อยๆ ก็เป็นผู้ที่ขยายโลกุตรธรรม ช่วยกัน นี่คือสัจธรรมที่ อาตมาพูดไว้นี้ ตำราไม่ได้บรรยายพวกนี้เอาไว้หรอก อาตมาไม่ได้ไปอ่านจากตำราไหน อาตมาเป็นคนการศึกษาน้อย ไม่ได้อ่านตำราอะไรเท่าไหร่เลย เอาแต่ของตัวเองมาพูด มาขยายทุกวันนี้ก็เหลือกินเหลือใช้แล้ว ยังไม่หมดเลย เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า ที่ทำงานของอาตมาไม่มีตำราของใครต่อใครมากมายหรอก มีบางเจ้า แต่มีพจนานุกรมเยอะที่สุด พจนานุกรมต้องใช้ภาษาของเขา แล้วเขาแปลว่าไงคำนี้ ก็ต้องเอาไปใช้ตามเขา ถ้าเราไม่เอาตามที่เขาเข้าใจหรือเขามีความหมาย มันก็สื่อกันไม่รู้เรื่อง มันก็จะต้องใช้คำที่เขาบัญญัติ คำนี้เขาบัญญัติว่าหมายความอย่างนี้หรือ เราก็ใช้คำนี้ตามเขา แล้วก็พยายามที่จะเอามาให้เข้าใจไปสู่จุดหมายที่เราต้องการด้วย บางทีเขาเข้าใจอยู่แค่โลกีย์ เอามาใช้เป็นโลกุตระให้มันสมบูรณ์ 660825 ปัญญาต้องเกิดในปัจจุบัน จึงรู้เท่าทันเทวทัตยุคดิจิตอล พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน