คนเจริญคือคนมีฌานมีปัญญา พาตัวเองสู่หมู่กลุ่มสาราณียะ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.72 KB
วันที่แก้ไข26 สิงหาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

คนเจริญคือคนมีฌานมีปัญญา พาตัวเองสู่หมู่กลุ่มสาราณียะ พ่อครูว่า... เจริญธรรมทุกคน พวกเรานี่เป็นคนที่เจริญจริงๆ เจริญที่ว่านี้ก็คือ รู้จักว่าชีวิต มันควรจะได้อะไร เกิดมาเป็นชีวิตคนเป็นจิตนิยาม เป็นสัตว์โลกที่ได้ชื่อว่ามนุสโส ถือว่าเป็นผู้ที่มีจิตวิญญาณที่จะทำความเจริญได้ถึงขั้น รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง รู้จบ ทุกสิ่งทุกอย่างในสรรพสิ่ง ผู้รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง หรือเรียกว่ารู้ทุกสิ่ง ทุกอย่างในสรรพสิ่งก็หมายความว่า สามารถรู้ทั้งอุตุนิยาม รู้ทั้งพีชนิยาม รู้ทั้งจิตนิยาม รู้ทั้งกรรมนิยาม รู้ทั้งธรรมนิยาม แล้วก็สามารถปฏิบัติบรรลุธรรม บริบูรณ์สุด สัมบูรณ์สุด จบสิ้นสุดได้ ถึงขั้น.. 1. ถ้าจะเป็นคนอยู่ต่อไป จะเกิดแล้วเกิดอีก เกิดอีกเกิดแล้วกี่ชาติก็ตาม ก็จะเป็นคนหรือเป็นมนุสโส ที่ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา จะเกิดมาอีกกี่ชาติกี่ชาติ ถ้าบรรลุธรรมอรหันต์ขึ้นไปแล้ว จะเป็นคนที่ จิตนิยามไม่มีตกต่ำ จิตนิยามจะเที่ยงแท้ อวินิปาตธรรม ไม่ตกต่ำ จะนิยตะ จะเที่ยงแท้ต่อความเจริญ หรือทำแต่ดี กุสลัสสูปสัมปทา ไม่ทำบาปอีกเลย จะเกิดอีกกี่ชาติ กี่ชาติ กี่ชาติ ก็ไม่ทำบาป จะวนเวียนเกิดยังไม่ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็เกิดโดยที่มีหลักประกันว่า จิตวิญญาณนี้ อัตภาพนี้ อรหันต์ผู้ที่ผ่านอรหันต์แล้ว จะเกิดเป็นโพธิสัตว์อีกกี่ชาติก็ตาม ก็ไม่มีไปทำชั่วอีกแล้ว กรรมมีแต่กุศล เพราะได้ดับเหตุคือ สร้างพลังงานบุญ มีประสิทธิภาพสมบูรณ์แบบแล้ว มันได้ตัดกิเลส ฆ่ากิเลส บุญนี้มีปัญญา บุญนี้ต้องมีปัญญาตั้งแต่เป็นฌาน ฌาน1 2 3 4 คือปัญญา ที่รู้จักตัวกิเลส รู้จักวิธีละกิเลส แล้วก็กำจัดกิเลสไปได้อย่างแท้จริง จนหมดสิ้นกิเลส รู้จัก กตญาณ ญาณที่มันจบแล้ว สูงสุดแล้ว อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น ผู้มีบุญจึงจะรู้จัก ฌาน ซึ่ง ฌาน เป็นภาษาของศาสนาพุท

อ่านต่อ

ธ แต่มันนานมาแล้ว จนกระทั่งเดียรถีย์ที่เป็นศาสนาอื่นเอาไปใช้เป็นของตัวเอง ที่จริงเอาไปใช้แบบพุทธนั่นแหละแต่มันเพี้ยนไปจนกระทั่งกลับกลายวนเวียนไปสู่อย่างเก่าคือความเสื่อมไปเป็นเดียรถีย์ เป็นพวกออกนอกพุทธไป จนกระทั่ง คำว่าฌาน ก็มีอยู่แต่กลายเป็นว่า ฌาน คือการเพ่ง เมื่อผู้ใดได้เข้าใจว่า ฌานนี่คือการเพ่ง เพ่งจิตจดจ่อ จับจุด จับอะไรไว้นิ่ง เป็นการบังคับจิตให้หยุด ผู้นี้เป็นฌานที่ผิดเพี้ยนเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฌานของพุทธไม่ได้ไปกำหนด ไม่ได้บังคับให้จดจ่ออะไรเลย ฌานคือปัญญา ฌานคือรู้หมดเลย ไม่ได้ไปจดจ่อ อิสรเสรีภาพ ไม่ได้บังคับอะไร เป็นธาตุรู้ที่รู้แจ้ง รู้จริง รู้สว่าง รู้ครบ รู้ความจริงตามความเป็นจริงหมด พอเข้าใจไหมตรงนี้ มันเก่งละเอียดลึกซึ้ง ซึ่งมันตรงกันข้ามกับเขา เพราะฉะนั้น ฌานวิสัย เป็นอจินไตย ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ว่าคนจะเข้าใจรู้ซึ้งถึงฌานที่สมบูรณ์แบบนั้นเป็น อจินไตย ผู้ที่ถึงขั้นเป็นจริง มีจิตเป็นฌานจริง ที่อาตมาพูดนี้เอาของตัวเองมาพูด แล้วอาตมาก็เห็นเขาหลงผิดฌานกัน น่าสงสารที่สุดเลย แล้วก็ไปหลงยึดติด ไปหลงครูบาอาจารย์ ไปหลงการเชื่อถือตามๆกันมา แล้วก็ผิดตามๆกันมา แล้วเราก็มาบอกใหม่ เขาก็ไม่มีปรโตโฆษะ ไม่มีการที่จะฟังเสียงสอง ฟังเสียงอื่นที่มันต่าง แล้วมันต่างแล้วมันไปยังไง มันน่าสนใจ มันน่าจะพิจารณา แล้วเขาทำแล้วมันได้ผลยังไง ถ้าติดตามดีๆจะเห็นว่า ชาวอโศกนี้ปฏิบัติตามที่อาตมานำมาสอนแบบทิฏฐิของอาตมา แบบความเห็น ความรู้ ความชัดเจน แบบอาตมา แล้วพามาเป็นแบบที่อาตมาพาเป็น พวกเราก็เกิดผล แล้วเอาไปตรวจสอบตามพระไตรปิฎก ตรง สาราณียธรรม 6 ไหม ซึ่งในยุคนี้แล้วมันไม่น่าจะเกิดได้ ความเป็นผลถึงขั้นสาราณียธรรม 6 เป็นสังคมมนุษย์ที่อยู่กันอย่างมี สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม แล้วก็อยู่กันอย่างมีลาภ มีรายได้ มีผลประโยชน์ มีอะไรสร้างกันขึ้นมาก็เอามารวมกันเป็นกองกลาง กินใช้ร่วมกัน ไม่ยึดไม่แบ่ง ว่านี่เป็นของคนนั้นว่านี่เป็นของคนนี้ เป็นของส่วนกลาง แบ่งกันกิน แบ่งกันใช้ ลาภธัมมิกา โอ้โหอาตมายิ่งพูด ยิ่งภาคภูมิใจว่าธรรมะพุทธเจ้านี้ถึงวันนี้ยังนำโลกุตรธรรมสุดยอดเยี่ยมขนาดนี้ เอามาประกาศ เอามาอธิบาย เอามาสาธยายให้ฟังกันแล้วเข้าใจ แล้วเอามาปฏิบัติจนกระทั่งมันเกิดผล บรรลุได้ พวกคุณมาอยู่ที่นี่ไม่ใช่คนไม่บรรลุธรรมแต่เป็นคนบรรลุธรรมทั้งนั้นแหละ อาตมาพูดความจริงไม่ใช่ไปขี้ตู่ ไม่ใช่ไปหลงเลอะเทอะอะไร ไม่ใช่หลงงมงายอะไร ไม่ใช่ แต่เป็นสัจธรรมที่สุดยอด ซึ่งมันมีคุณธรรมที่ยืนยันเอามาอ้างอิง เอามาให้ตรวจสอบ สอบจิตใจตัวเอง สอบพฤติกรรมตัวเอง สอบชีวิตตัวเอง สอบสังคมกลุ่มหมู่ตัวเอง ว่ามันตรงตามพระอนุสาสนีปาฏิหาริย์ ตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าไหม มันก็ยังทำได้อยู่ ศาสนาพระพุทธเจ้า 2,500 กว่าปีแล้ว มันเสื่อมสุดๆ หมดเลย จนโลกุตรธรรมไม่มี ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นก็คือโลกุตรธรรม อันนี้แหละเป็นพิเศษกว่าศาสนาใดๆในโลก ศาสดาใดๆก็ไม่มีโลกุตระ นอกจากศาสนาพุทธและต้องสัมมาทิฏฐิด้วย แม้เป็นพุทธก็ต้องสัมมาทิฏฐิ ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิก็ไม่มีโลกุตรธรรม ไม่มี อย่างที่เห็นๆกัน จะเป็นหมู่ใหญ่ขนาดไหน ก็ถ้าไม่เป็นก็ไม่ใช่พุทธแล้ว ขออภัยถ้าจะบอกว่าไม่ใช่พุทธก็ไม่เชิง ก็เป็นพุทธแต่เป็นพุทธเพี้ยน ไม่ใช่พุทธแท้ๆ นี่อาตมาก็ไม่ได้หมายความว่าได้ไปรังเกียจกัน แบ่งฝักแบ่งฝ่าย หรือว่าไปกดข่ม ดูถูกอะไรคนอื่นเขา ก็ไม่ใช่ เอาสัจธรรมมาวิจัย มาแจกวิภัช ให้ฟังว่าอันนี้เป็นอย่างนี้ๆ มันแตกต่างกัน แล้วก็มาดูความแตกต่างกัน อันไหนมันควร อันไหนมันไม่ควร แล้วเราควรเอาอันไหน อาตมาก็ยังภาคภูมิใจกับพวกเรา ยังมีดวงตา ยังมีความเฉลียวฉลาด อาตมาเห็นแล้วสบายใจแล้วภาคภูมิใจว่า อาตมาแสดงธรรมนี้ แสดงธรรมประเภทที่ไม่ได้ไปประเล้าประโลม เอาอะไรล่อมา เอาอะไรหลอกมา หรือบอกว่า คุณมานี่เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เราไม่ได้สัญญาหรือเราไม่ได้ไปบอกเธอว่ามาที่นี่แล้วเธอจะได้อันนั้นอันนี้ ไม่ได้ไปเซ็นสัญญาอะไรกับใคร เธอมาก็มาของเธอเอง มาด้วยปัญญา มาด้วยความเฉลียวฉลาดของเธอเอง 660825 ปัญญาต้องเกิดในปัจจุบัน จึงรู้เท่าทันเทวทัตยุคดิจิตอล พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน