ความฉลาดที่เป็นฌาน มีแต่ในศาสนาพุทธเท่านั้น.docx
เนื้อหาในไฟล์
ความฉลาดที่เป็นฌาน มีแต่ในศาสนาพุทธเท่านั้น ลองอธิบายคำว่า ความฉลาด ดูบ้าง ความฉลาดนี่มีอยู่ในศาสนาพุทธเท่านั้น ศาสนาอื่นยังไม่มีความฉลาด มีแต่ความรู้ที่เป็นโลกีย์เท่านั้น อยู่ในกรอบของโลกีย์ เป็น เฉโก เป็นหนึ่ง เอา ฉ คือ 6 ของเขา ไปเป็น 1 เป็นเอก เลยเอา 2 อย่าง ของเขา 6 เอาไปรู้แค่ 1 เอก หรือเอกะ เลยกลายเป็น เฉก หรือ เฉโก พยัญชนะก็คือ ฉ ที่แปลว่า 6 เขาไม่มี 6 เพราะคนจริงๆมี 6 มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ 6 ใช่ไหม นี่เป็นสัจธรรมของคน มี 6 แต่ไปโง่ รู้อยู่อันเดียว หรือแม้มาลืมตา เปิดทวารทั้ง 6 ก็รู้มันอยู่แต่กรอบโลกีย์ กรอบเดียว ไม่ออกไปสู่กรอบ 6 กรอบที่จะรู้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย เขารู้แต่ใจ แล้วคำว่า กายนี่แหละ กายคือ จิต เจตสิก กาย คือ จิต วิญญาณ มโน พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ เราเคยอ้างอิงจากพระไตรปิฎก _ตถาคตเรียกกายว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง เล่ม 16 ข้อ 230 เขาก็น่าจะสะดุดใจนะที่ศึกษาพระไตรปิฎกกัน อ่านเจอแล้วพระพุทธเจ้าตรัสเรื่องกายอย่างนี้ เพราะว่าชาวพุทธไทยเข้าใจว่ากายไม่ใช่จิตแล้ว กายไม่มีจิตร่วมด้วย กายคือสรีระกาย กายคือร่างข้างนอกเท่านั้น เพราะฉะนั้นเมื่อเข้าใจว่า กายคือร่างข้างนอกเท่านั้น คนนั้นก็ไม่พ้น สักกายทิฏฐิ เป็นมิจฉาทิฏฐิในคำว่ากายแล้ว ติดกระดุมเม็ดแรกของโลกุตรธรรมพระพุทธเจ้าผิดแล้ว เม็ดแรกเลย เพราะฉะนั้นเม็ดอื่นๆผิดหมด เม็ดอื่นๆก็ยิ่งผิดบานปลายออกไปใหญ่โตเลยใช่ไหม เพราะฉะนั้นผู้ที่จะเข้าใจฌาน ฌานก็ต้องประกอบไปด้วยสภาพที่มันมีนามรูป มีปัญญา ทำงานร่วมกันเป็น 2 สภาพ เทวธัมมา มี 2 ทำงานร่วมกัน อันหนึ่งคือ ธาตุวิญญาณ ธาตุรู้ อีกอย่างหนึ่งคือทุกอย่าง ทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่วัตถุ ดินน้ำไฟลม มหาภูตรูป ไปจนกระทั่ง ภูตคาม พีชคาม จนกระทั่งถึงจิตนิยาม เจตภ
อ่านต่อ
ูต ไปถึงจิตในยาม ไปถึง ปาณะ ไปถึงสัตตะ ไปถึงชีวะที่มันถึงขั้นจิตนิยาม แล้วก็รู้กรรมนิยาม การกระทำ กับทุกสภาวะเลย โดยเฉพาะจิตนิยามนี้ ทำให้สุดท้ายศึกษาปฏิบัติจนรู้แจ้งว่า อ้อ จิตนิยามนี้คือธาตุปรุงแต่งกันอยู่ 2 เพราะฉะนั้นเราจะแยกธาตุนี้ได้อย่างไร มีปัญญารู้แจ้งรู้จริงว่าการเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ทำให้มันดับไป แล้วดับอย่างถาวร ดับอย่างแยกธาตุเป็นดินน้ำไฟลมไปเลยก็ทำได้ พอทำได้แล้ว เราก็จะชัดเจนว่า ธาตุจิตวิญญาณนี่มันเป็นธาตุคู่ แล้วมันหลงคำว่าสุขนี่แหละเป็นตัวโง่ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) หลงคำว่าสุขนี่แหละ ตัวโง่ ไอ้ตัวโง่นั่นแหละตัวไม่รู้อวิชชา คือเป็นเหตุปัจจัย ตัวคู่กันกับธาตุจิต เพราะฉะนั้นจิตวิญญาณที่มีตัวอวิชชาหรือตัวโง่ เป็นธาตุจิตคู่กันอยู่แยกไม่ออก ไม่รู้จักไอ้ตัวโง่มันเกาะอยู่กับตัวเรา มันเนียนอยู่ในตัวเราเลยไม่ใช่เกาะเท่านั้น มันเนียนเลย ไม่มีธาตุปัญญาที่จะไปรู้ว่าไอ้นี่มันสุขหลอก ไอ้นี่มันเป็นผีหลอก สุขนี้เป็นผีหลอก มันไม่จริงอะไรเลย เพราะฉะนั้นผู้ใดเลิกสุขได้ เข้าใจสุขได้ มีปัญญา ไม่สนใจแก สุขไปเลยแก ที่แท้แกคือตัวทุกข์แท้ๆเลย ให้ข้านี่มีธาตุ 2 นี้ยังวนเวียนอยู่ในวัฏสงสารอยู่ในกาละ เพราะฉะนั้นผู้ที่ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน หมดธาตุวิญญาณที่เป็นอัตภาพของพระอรหันต์ กลายเป็นธาตุดินน้ำไฟลมไปเลย พวกเราอาตมาอธิบายอย่างนี้เข้าใจไหม และคิดว่าทำได้หรือยัง (ได้บ้างไม่ได้บ้าง) บางคนบอกว่าได้ บางคนบอกว่าไม่ได้ มันค่อยๆพิสูจน์เป็นวิทยาศาสตร์ ทำได้ เราแต่ก่อนนี้ยังเกี่ยวเกาะ มี อาลัย อาศัย เป็นนิสัย เป็นวิสัย เป็นอนุสัยอยู่นี่ นิสยะ อาลัย อาลยะ แล้วมีอาสยะ ต้องอาศัยมัน จนกระทั่งอยู่ที่ตัวเราเลยเป็นนิสัย ไม่ใช่นิสัยเท่านั้นแต่เป็นวิสัย วิสัยนี้ก็ชักจะเอาออกจากตัวเอง สยนี้ยากแล้ว ยิ่งไปหลงเป็นอนุสัยเลย ทีนี้หนัก เทวนิยมเป็นพวกอนุสัยที่เป็น สย ที่เป็น สุขนิยม เป็นทาสที่คุณไม่รู้ตัวหรอกว่าคุณอยู่กับผี แล้วคุณก็เป็นผี หลอกตัวเองไม่ใช่หลอกใครหรอก หลอกว่าชีวิตนี้จะต้องมีสุข แล้วก็ไปดิ้นรนอยู่นั่นแหละ ไอ้ความดิ้นรนที่จะต้องไปแสวงหาสุข จะต้องเสพสุขให้ได้ หยาบที่สุดก็ทาง ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แล้วก็ละเอียดไปก็ อัตตา สุข ตั้งแต่มีกาม มีรูป มีอรูป ก็ไม่รู้จักรายละเอียดพวกนี้เลย พระพุทธเจ้าตรัสรู้ แล้วก็สร้างพลังงานขึ้นมาเรียกว่า ฌาน เป็นพลังงานกองเพลิงใหญ่ หรือไฟเป็นเตโชธาตุ เพราะฉะนั้นพวกเดียรถีย์ ไปเข้าใจผิดนั่งเข้าฌาน ออกฌาน ฌาน ของศาสนาพุทธไม่เข้าไม่ออก เข้าๆออกๆนั้นเป็นพวก เดียรถีย์ นึกว่าฌาน จะต้องไปอยู่ในภพแล้วทำให้เย็น ซึ่งไม่ใช่ ฌานนี่คือ พลังงานชนิดหนึ่งที่สร้างจิตเป็นพลังงานชนิดนี้แล้วมันหน้าที่อะไรมันทำหน้าที่ 2 อย่าง ทำหน้าที่ทั้งร้อนและอบอุ่น เย็นอย่างพอดีๆ อาศัยสุดท้าย ฌานอาศัย แต่ที่ใช้อย่างเต็มที่ก็คือใช้เผากิเลสเลย ถ้าไม่มีฌานหรือปัญญา ฌานอยู่ที่ไหน ปัญญาอยู่ที่นั่น ถ้าไม่มีความรู้ระดับปัญญาระดับฌาน สลายกิเลสไม่ได้ เผากิเลสไม่ได้ ทำลายกำจัดกิเลสไม่ได้ เอาพลังงานด้านที่มีธาตุรู้ เผาจนกระทั่ง พระพุทธเจ้าไม่มีภาษาจะอธิบายแล้ว กิเลสมันรู้หน้าเห็นพระพุทธเจ้าแล้ว ตถาคตเห็นเราแล้วรู้เราแล้ว ไปๆๆไป มันหนีหูตูบเลย หนีไปไกลลิบเลย ไม่กล้ารอหน้า ไม่กล้าเข้าใกล้เลย มันมีธรรมฤทธิ์ถึงปานนั้น ก็ใช้ภาษาพูดได้อย่างนั้น ผู้ที่มีสภาวะจริงเป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติจึงจะพูดได้ แล้วบรรยายเป็นภาษา อาตมาอธิบายเป็นภาษาไทย สื่อเป็นภาษาไทยง่ายๆ ไม่ใช่บาลี ไม่ใช่ภาษาต่างประเทศใดๆเลย ภาษาไทยของเรานี่แหละ มาเตอร์ทัง (mother tongue) ภาษาของพ่อแม่ปู่ย่าตายายมาเลยใช่ไหม แล้วรู้เรื่องดีทั้งนั้น เพราะฉะนั้นฌานคือพลังงานที่มันมีประสิทธิภาพรู้จักกิเลส เพราะมันมีปัญญารู้กิเลส เพราะฉะนั้นเทวนิยมไม่รู้จักกิเลส ก็ไม่มีการจะมาเผากิเลสทำลายกิเลสอะไรได้ เพราะเขาไม่มีความรู้อันนี้ความรู้ของเทวนิยมไม่มี มันเป็นพลังปัญญาแท้ๆเป็นความรู้พิเศษ ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระพุทธเจ้าหรือศาสนาพุทธที่เป็นโลกุตระเท่านั้น มันพิเศษเท่านั้นจริงๆเลยไม่ใช่ไปยกตนเองใหญ่ข่มเบ่งศาสดาอื่นๆใดๆหรอก มันเป็นจริงๆเช่นนั้น มันไม่ใช่ความรู้ของชาวเทวนิยมโลกียะที่จะมารู้ได้เลย โลกียะยังไม่มีสิทธิ์ที่จะมีความรู้ที่ชื่อเรียกเป็นภาษาไทยๆว่า ความฉลาด เทวนิยมโลกียะหรือชาวตะวันตก ศาสนาพระเจ้าทั้งหลายไม่มีความฉลาด มีแต่ความรู้โลกียะ ฉลาด เป็นภาษาไทยที่เพี้ยนมาจากคำภาษาบาลีว่า ฉฬายตนะ มันกร่อนมาจากคำว่า ฉฬายตนะ เป็นคำว่าฉลาด เป็น ด.เด็ก รู้ความรู้ครบทวาร 6 แล้วก็จัดการกับทวารทั้ง 6 ดับความสุข ความทุกข์ได้ด้วยเวทนา 108 เวทนาเป็นเจตสิก เป็นส่วนย่อยของความเป็นจิต แยกย่อยออกไป ธาตุรู้มันเป็นอย่างนี้ เก่งอย่างนี้ เอาไปใช้ทั้งเป็นสัญญา ทั้งเวทนา ทั้งสังขาร เจตสิก 3 แยกย่อยมา เรียนรู้จนกระทั่ง แยกเป็นเวทนา 2 เวทนา 3 เวทนา 5 เวทนา 6 เวทนา 18 เวทนา 36 เวทนา 108 พวกเราเรียน และอาตมาก็สาธยายแยกแยะให้ฟังชัดเจนด้วย เพื่อที่จะให้รู้ว่า อ๋อ..ความเป็นเวทนามันเป็นอย่างนี้ แล้วมันทำงานด้วยสัญญาเป็นตัวกำหนด สัญญาเป็นตัวแยกแยะออกมาจากสังขาร แล้วก็จัดการ จากสังขารมาเป็นเวทนา เวทนาเก๊ เวทนาแท้ จนกระทั่งเหลือเวทนาแท้ เวทนาเก๊ไม่มี พระอรหันต์หมดเวทนาเก๊ บุญหมด บาปหมด เป็นคนไม่มีบุญไม่มีบาป ปุญญปาปปริกขีโณ แล้ว แล้วคนก็เข้าใจไม่ได้ว่าบุญคืออะไร บุญคือเพชฌฆาต บุญคือ กิโยตินตัดคอคน คนก็คือทาสกิเลส กิโยตินตัดคอกิเลส หรือจะเรียกว่า เครื่องประหารหัวสุนัขของเปาบุ้นจิ้น ที่พูดนี้หมายความว่า ไม่ได้ไปทำร้ายอะไร จะไปทำร้ายสิ่งที่ชั่วที่ต่ำ ความหมายของกิโย ตินทำร้ายคนตัดคอคนผิด เครื่องมือฆ่า เพราะฉะนั้นคำว่าบุญนี้ ใครอย่าไปอยากได้ ไปอยากได้มาทำไม ให้มันทำบุญจนสำเร็จจนกระทั่งมันไม่มีในเราอีกแล้ว เป็นคนไม่มีบุญอีกแล้ว นี่เป็นคนสุดยอด เห็นไหมความผิดเพี้ยน ความเสื่อมของศาสนา เข้าใจคำว่าบุญไม่ได้แล้ว แล้วคุณก็ทำพลังงานให้เป็นฌานเป็นบุญ คุณทำไม่เป็น เพราะคุณเข้าใจผิดแล้วว่า ฌานเป็นอย่างไร บุญเป็นอย่างไร ฌาน คือตัวทำลาย แต่ฌานนี้เป็นสภาพ 2 ทำลายด้วย เป็นปัญญาด้วย เป็นปัญญา เมื่อทำลายกิเลสเสร็จ กิเลสหมดแล้วบาปหมดแล้วก็กลายมาเป็นกุศลถาวร เป็นกุศลที่ไม่ตกต่ำแล้ว นิยตนะแล้ว มีแต่ดีท่าเดียว ไม่มีทำชั่วอีกเลย ไม่ทำบาปอีกเลย เป็นเครื่องอาศัยของมนุษยชาติ ธาตุจิตของเรานี่แหละแล้วเราก็ทำได้ แล้วก็เป็นเครื่องอาศัย ก็อยู่ในตัวเรา เราจะเกิดอีกกี่ชาติกี่ชาติ เป็นธาตุจิตตัวนี้ก็ นิยตะถาวร มีแต่จะเจริญไปอีก บำเพ็ญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นโพธิสัตว์อย่างอาตมา บำเพ็ญสูงสุดก็เป็นพระพุทธเจ้า ปางนี้อาตมาก็ปาง 7 แล้วก็ไปเป็นปาง 8 ปาง 9 ต่อไป จึงเอาของจริงที่เราเองมีมาพูด มายืนยัน ไม่ได้อวด พูดของจริงใครไม่เชื่อก็ไม่มีปัญหาอะไร อาตมาพูดความจริง มีสิทธิ์พูดความจริง ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ไม่มีปัญหาอะไร อาตมาไม่ได้มาทำเพื่อที่จะให้คนเชื่อ อาตมาทำความจริง ไม่ได้มาทำเพื่อให้คนเชื่อ แล้วก็จะได้บริวาร จะได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ ไม่ ส่วนมากเขาก็ด่า 660825 ปัญญาต้องเกิดในปัจจุบัน จึงรู้เท่าทันเทวทัตยุคดิจิตอล พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก