ฌานเป็นพลังงานปัญญาล้านองศาเผากิเลส.docx
เนื้อหาในไฟล์
ฌานเป็นพลังงานปัญญาล้านองศาเผากิเลส คนที่ใจแข็งหรือปัญญามีคม ส่วนใจแข็งแบบศรัทธา ใจแข็งดื้อๆแบบทนเอาๆ สักวันก็จะระเบิด แต่ใจแข็งคือใจคม จะมีปัญญาเป็นธรรมาวุธ หรือปัญญาคือฌาน ฌานโดยศัพท์เขาแปลว่า ไฟ หรือเพลิงกองใหญ่ กองเพลิงกองใหญ่ ฌาน ไปนั่งสะกดจิตหลับตาจะไม่เกิดไฟกองใหญ่ จะเกิดแต่ความเย็นๆๆๆ แล้วก็เป็นขี้เถ้า เป็นถ่าน เป็นสิ่งที่เหลือซากของความไม่รับรู้เป็น อสัญญีสัตว์ แล้วไปหลง อสัญญีสัตว์ ว่าเป็นนิโรธเป็นฌานด้วยซ้ำ ซึ่งมันเข้าใจผิด จนกระทั่งต้องใช้คำว่า โง่ มันไปจบที่โง่เต็มรูป ใน สัตตาวาส 9 ตัวที่โง่เต็มรูปคือ อสัญญีสัตว์ ตัวที่ 5 ตัวที่โง่เลยเถิดไปอีกก็คืออีก 4 ตัวต่อไป อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ สัตว์อีก 4 ตัวคือ โง่เลยเถิด โง่ทับถม โง่ซับซ้อน เพราะฉะนั้นโง่สมบูรณ์แบบคือ อสัญญีสัตว์ ไปทำตัวเอง สัญญาคือธาตุรู้ ไปทำตัวเองให้ดับสัญญา ซึ่งสัญญาก็คือธาตุรู้ที่ต้องแววไวแคล่วคล่อง ที่ต้องกำหนดรู้ได้ชัด ได้เร็ว ได้คม ได้แม่น ได้สมบูรณ์แบบ ไม่ใช่ไปทำให้มันหยุด ไปทำให้มันดับไม่ทำหน้าที่ สัญญาต้องทำหน้าที่ แคล่วคล่องว่องไว ปราดเปรียว แล้วก็เป็นธาตุรู้ที่เก่งกาจไม่ใช่ไปทำให้มันดับ ไปทำให้มันหรี่ ไปทำให้มันหลบ สรุปอีกทีตีหัวเข้าบ้าน พวกหลับตา สะกดจิตแบบนี้ หยุดได้แล้ว เลิกเสียที มาศึกษาใหม่ มาศึกษาจรณะ 15 วิชชา 8 ของพระพุทธเจ้าให้ดีๆ แหม.. เสื่อมจริงๆศาสนาพุทธนี่มันเสื่อมจนกระทั่ง กระตุกมันก็ไม่ขึ้น กลายเป็นพวกที่เป็นโจรปล้นศาสนาที่พระราชาให้ไปฆ่าด้วยหอกร้อยเล่มเช้า โอ้ย.. เมื่อไหร่คุณจะเลิกเป็นโจรกันสักที มันบาปนะ มันนำพากันแล้วก็มาหลอกให้ชาวพุทธหรือคนนี่เอง โง่งมงายตามคุณไป มันบาป หยุดบาปกันเสียทีเถอะ จะเป็นโจรปล้นศาสนาอยู่อย่
อ่านต่อ
างนั้นอีกเท่าไหร่ อาตมาพูดอิงหลัก อิงธรรม อิงคำสอน ขยายความ แยกอุเทศ อธิบายให้ฟังให้ชัดๆๆๆ ฟังธรรมให้ดีๆ สุสูสัง ได้ความเฉลียวฉลาดจะได้ปัญญาที่แท้จริง เพราะฉะนั้นคนที่มี ฌาน มี ฉฬายตนะ มีความฉลาดคนที่ไปหลับตานั้นไม่มี ฉฬายตนะ ไม่มีความฉลาดทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย มีแต่ เอกะ เฉกะ ฉะ ไปทำเป็นเฉก มี 6 ก็ทำให้เป็นเอก เป็น 1 มีรู้อยู่เพียงทวารเดียว มันผิดมนุษย์มนา มันเป็นคนตาบอดหูหนวก มันเป็นคนไม่รู้จักโลก จะพูดอย่างไรถึงจะรู้ถึงความเสื่อมเสียต่ำต้อยของความเข้าใจผิด แล้วก็หลงทิศหลงทาง เพราะฉะนั้น ตื่นกันได้แล้วมาฟังธรรมะ โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าเสื่อมจนกระทั่งอาตมาทำงานมา 53 ปีย่างเข้าแล้ว พูดปากเปียกปากแฉะ จนกระทั่งอาตมาพยายามตายไม่ลง มันควรตายแล้วแต่ก็พยายามกระเสือกกระสนอยู่ ไม่ยอมตายลงไป พยายาม ก็ยังพูดซ้ำซากหลายทีแล้วว่า ไม่ใช่ไม่อยากตาย ไม่ใช่กลัวตาย ไม่กลัวหรอก อาตมาไม่สงสัยเรื่องตายเกิด มาเข้าสู่คำว่า ฌาน ฌาน ไม่ใช่พลังงานที่มันไปเพ่งอยู่กับที่ แต่ ฌาน เป็นพลังงานที่สว่างจ้า กระจายรอบ รู้เร็ว รู้ไว รู้รอบทิศ รู้แม่น รู้ครบ ฌานเป็น ปัญญา ฌานอยู่ที่ไหน ปัญญาอยู่ที่นั่นซึ่งก็มีคำตรัสของพระพุทธเจ้า ฌาน อยู่ที่ไหน ปัญญาก็อยู่ที่นั่น ฌานไม่มี ปัญญาไม่มี ฌาน แปลว่าไม่มีปัญญาเลยแม้แต่สัญญาเขาก็ไปดับ สัญญานี้ยังไม่ถึงขั้นเป็นปัญญานะ ปัญญามันเป็นความครบถ้วนความรู้ครบถ้วนบริบูรณ์ ส่วนสัญญานั้นเป็นเพียงธาตุเจตสิกที่กำหนดรู้รายละเอียดที่ซอยลงไป ไม่ได้เป็นองค์รวม ส่วนปัญญานั้นเป็นองค์รวมที่มีสัญญาอยู่ในปัญญาด้วย เพราะฉะนั้นสัญญาไม่ใช่ปัญญา เป็นพยัญชนะของเศษวรรค สัญญาคือ อัญญะ กับ ส ส่วน ปัญญา ใช้ตัว ป เลย ฐานตัวที่ 5 เป็นพยัญชนะตัว ป เป็น อัญญธาตุ ที่มันเต็มรูปเลย นี่พยายามอธิบายที่เป็นต้นรากบาลี ที่ท่านเอามาเป็นพยัญชนะที่สื่อสภาวะ ที่เขาพยายามเรียนรู้ ไวยากรณะ วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ ฉันทลักษณ์ เข้าไม่ถึงอาตมาหรอก อาตมาออกนอกกฎเกณฑ์ เป็นนักดนตรีออกนอก addrip ซึ่งอาตมาไม่ใช่ว่าออกนอกเข้าป่าเลยนะแต่กลับเข้ามาในแบบแผนได้สบาย เข้าสู่คำว่า ฌาน รากศัพท์คือ ฌ กะเฌอ แปลว่า เผา เผากิเลส ผู้มีฌานจะต้องมีปัญญาเผากิเลส ไปดับ ดับสัญญาอีกไม่มีปัญญา มันก็โง่ดักดาน นั่งหลับตาแล้วก็สะกดจิตให้เป็น อสัญญีสัตว์ แข็งทื่อเป็นลูกศิษย์ อาฬารดาบส อุทกดาบส _สู่แดนธรรม... แทนที่จะเผากิเลสกลับไปเผาดับเจตสิก พ่อครูว่า... ดับเจตสิกให้ไม่ออกบทบาทลีลาเลย _สู่แดนธรรม... เขาเคยสอนว่าถ้าตราบใดเรายังมีตัวรับรู้ คือสัญญารับรู้ ถือว่าเรายังมีตัวมีตนอยู่ เอานิพพานไม่ได้ พ่อครูว่า... เขานั่นแหละนี่นิพพานไม่ได้ เป็นผู้เข้าใจอย่างมิจฉาทิฏฐิอย่างนั้นแหละนิพพานไม่ได้ มันตรงกันข้ามกันเลย มันเหมือนขี้ตู่กัน ฉะนั้นก็ชี้ตัวเหมือนแม่ปูกับลูกปู บอกว่าลูกปูทำไมเดินเฉไปเฉมา ทั้งที่ทั้ง 2 ตัวก็ชี้กันไปชี้กันมา แต่เราไม่ใช่ปู _สู่แดนธรรม... ก็มีแต่พ่อท่าน อธิบายแม้แต่คำว่า สัญญาเวทยิตนิโรธ เขาก็แปลว่าต้องดับสัญญาดับเวทนาถึงจะได้นิโรธ พ่อครูว่า... เวทนารู้จักอย่างแจ้งสว่างเลยแล้วก็มีเวทนาอันไร้กิเลสเป็นเวทนา 108 สมบูรณ์แบบ สัญญากำหนดรู้เวทนาอย่างชัดเจน สัญญาเคล้าเคลียอารมณ์ เป็น สัญญาเวทยิตังนิโรธังโหติ บรรลุนิโรธด้วยการมีตัวสัญญา กำหนดรู้แทรกซ้อนเค้าเคลียอารมณ์ มีผู้รู้เขาแปลอย่างนั้นด้วย แทรกซ้อน รู้จักเวทนาครบโดยเฉพาะเวทนา 108 นั่นแหละ เพราะฉะนั้นความมีฌานของศาสนาพุทธ ฌานวิสัยเป็น อจินไตย ไอ้ที่รู้กัน ที่เดากัน มันไม่ใช่ฌานของพุทธเลย ฌานของพุทธเป็นอยู่เกิดได้ทุกวินาทีที่คุณเรียนรู้ด้วยจรณะ 15 วิชชา 8 คุณก็ทำไปตั้งแต่ศีลข้อที่ 1 คุณก็ปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทา 3 แล้วคุณก็จะเกิดการรู้ สัทธรรม 7 เราไม่รู้นะ นี่เรายึด ว่ามันควรได้ ควรมี ควรเป็น คุณก็ละอาย คุณก็เกรงกลัวอันนี้ คุณก็เลิกก็ละ คุณก็ได้มา มี ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหุสัจจะ วิริยะ สติ ปัญญา ก็เต็มทั้งอธิปไตย เต็มทั้ง อุตระ สมบูรณ์แบบ มันก็จึงค่อยๆเป็นฌาน พลังงานที่สร้าง สัมผัสแตะต้องแล้วก็ลดละสิ่งที่ควรจะเลิกเป็นอกุศล เจตสิกคุณก็ลดลงๆๆๆ ดับลงได้ ทีละขั้น ทีละอัน ทีละอย่าง ฌาน ก็เป็นฌาน 1 2 3 4 ฌาน 4 ที่สมบูรณ์แบบก็คือ อุเบกขา ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา อาตมาพูดแล้วก็อธิบายมาหมดแล้ว ทวนไป บางคนฟังอาตมาแล้วก็บอกว่าไม่เคยได้ยินได้ฟัง แต่พวกเราฟังแล้วก็จะชัดเจน แม้แต่อันนี้จะเป็นสมาธิที่บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส เพราะมีอาการ 4 อย่างนี้ มุทุภูเต กัมมนิเย ฐีเต อเนญชัปปัตเต คือจิตที่เป็นสมาธิยิ่งเร็ว ยิ่งแววไว ยิ่งตัดง่าย กัมมนิเย ทำกรรมอันเหมาะควรอะไร มันก็ดีทุกอย่าง และ ก็ตั้งมั่น ฐีเต ตั้งมั่นๆ กระทั่งไม่มีเคลื่อน ไม่มีคลอน อเนญชัปปัตเต นี่คือความบริสุทธิ์ผุดผ่องความเป็นจิตตั้งมั่นอยู่ในตัวของมันเองมีทั้ง มุทุภูตธาตุ ทั้งความแววไว มีทั้งความเบาง่าย กัมมนิเย ตัวกรรมเป็นตัวกระทำและมีทั้งความตั้งมั่นและสุดท้ายจบก็คือเป็นฐานที่ตั้ง ไม่หวั่นไหว อเนญชัปปัตเต ซึ่งลักษณะธรรมพวกนี้ เป็นสภาวธรรมจริงๆถ้าผู้ใดที่ยังไม่สามารถที่จะเข้าถึงฟังยากก็ต้องขออภัยที่อาตมาต้องสอนในเรื่องสูงในเรื่องที่ละเอียด พวกเรามีฐาน เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ มีฐานรองรับอยู่แล้ว ก็ค่อยๆถ่ายทอดกันไป ค่อยๆสืบทอดกันไป อาตมาเกิดมาก็นำพามา พูดไว้ให้มากๆ ให้ละเอียดๆ จะว่าไปแล้ว อาตมาอธิบายธรรมะนี่ อธิบายละเอียดลงไปในสภาวธรรมอย่างละเอียดมาก มากจริงๆ เพื่อที่จะทำความละเอียดในชีวิตของอาตมา จะทำความละเอียดลออได้มากเท่าไหร่ก็จะพยายามทำ ถ้าไม่เช่นนั้นมันก็จะตกหล่น มันก็ไม่ครบ ก็ต้องพยายามเอาขึ้นมาให้คนรู้จักเรียนรู้ มาใช้งานได้ พวกเรามีฐานรองรับกันขึ้นไปเป็นลำดับ คนยังไม่ได้ก็ไม่มีปัญหาอะไร ยังไม่ถึงก็ฟังไว้ คนที่ได้ๆๆจึงจะเป็นผู้ที่สืบทอด ต่อยอดกันไว้ได้ ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีการสืบทอด ไม่มีการต่อ ยอด มันก็สิ้น มันก็จบ มันก็ด้วน อาตมาเป็นผู้สืบทอดศาสนาจึงต้องทำตรงตามสัจจะที่ว่านี้ ถ้าไม่เช่นนั้นมันก็ไม่จริง มันก็ไม่ตรง มันก็ต้องทำให้จริงทำให้ตรงไปอย่างที่ว่านี้ เพราะฉะนั้นคำว่า ฌาน คำนี้ ฌานของพระพุทธเจ้าไม่มีหลับตา ฌานของพระพุทธเจ้ามีอยู่ในชีวิตปกติสามัญ คุณสมบัติของจิตที่มันรู้จักกิเลสแล้วมันก็สร้างพลังงานปัญญา พลังงาน ญาณ พลังงานวิชชา ปัญญา ให้มีธรรมฤทธิ์ คงจะเข้าใจนะให้ปัญญามีธรรมฤทธิ์ มีอำนาจมีอิทธิพล จนกระทั่งทำให้กิเลสมันยอมสยบ ตาย พยัญชนะภาษาก็พูดได้เท่านี้ มันจะเป็นจริง ถ้าคุณเกิดปัญญาเกิด ญาณ เกิดวิชชา มันจะเป็นธรรมฤทธิ์ แล้วธรรมฤทธิ์ที่ว่านี้เมื่อมันเผชิญกับตัวกิเลส กิเลสของเรา แล้วกิเลสจะเกิดจริงก็ต้องมีผัสสะเป็นของจริง คุณไปหลับตาไม่มีกิเลสจริงหรอก มีแต่กิเลสที่เกิดในอดีตและอนาคต เพราะความจริงนั้นอยู่ที่ ทิฏฐกาละหรือทิฏฐธรรม อยู่ในปัจจุบันชาติ เป็นการเกิดอยู่ในปัจจุบัน ปัจจุบันคือคุณจะต้องครบด้วย จักษุ เปิดดวงตา เปิดหูรับรู้ จมูกรับกลิ่น ลิ้นรับรส กายสัมผัสรู้ โผฏฐัพพะ คุณตื่นคุณจะต้องอย่างนี้แล้วมีผัสสะ มีคู่รูปนาม มีกายนอกมีกายใน มีกายมีจิต รับรู้ 2 สภาวะเสมอ ไปหาที่อยู่ อยู่ที่เดียวขาด 2 ไปเป็น 1 มันเป็น เดียรถีย์ เดียรถีย์เก่าเขาหยุดได้แค่นั้น เขารู้อยู่แค่นั้น มันเป็นโลกียะ มันต้องมามี 2 เสมอ แล้วสามารถทำ 2 ให้เป็น 1 ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 นี่คือ ฌานลืมตา มีผัสสะ มีเวทนา เพราะฉะนั้น กรรมฐานของศาสนาพุทธคือเวทนา อาการของความรู้สึก อาการของธาตุรู้ที่มันทำงานเป็นปัจจุบันชาติขณะนี้ สัมผัสแล้วเกิดจริงจึงเป็นตัวจริงของกิเลส ปัจจุบันชาติ ไปหลับตานั้นเป็นอดีต อนาคต คิดเฟื่องไปเองทั้งนั้น แล้วมันจม มันไม่เป็นของจริง ของจริงต้องปัจจุบัน อดีตอนาคตไม่ใช่ของจริง อดีตผ่านไปแล้ว อนาคตยังมาไม่ถึง มันไม่จริง เข้าใจความจริงให้ได้ว่า ความจริงมันมีที่ปัจจุบันเท่านั้น เพราะฉะนั้นคุณมีแต่กิเลสหลอกของอดีต กิเลสหลอกของอนาคต และคุณไปงมงายอยู่กับมันทำไม เข้าใจตรงนี้ให้ได้ เข้าใจไม่ได้คุณไม่มีฌานของพุทธ ฌานของคุณเป็นชานหมาก เป็นชานเรือน ชานบ้าน ชานอ้อย ฯ มันไม่ใช่ ฌาน ฌาน ซึ่งแปลว่าเป็นพลังงาน เป็นเตโชธาตุ ไฟหรือกองเพลิงแล้วมันเผาเลยเป็นเผาจริงๆด้วยอุณหภูมิล้านองศา เผาเลย เผากิเลส ด้วยอุณหภูมิล้านองศา ให้กลายเป็นอากาศธาตุไปเลย เป็นการเผาอย่างนั้นเลย มันมีธรรมฤทธิ์ เพราะฉะนั้น คุณพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติตนเอง แล้วคุณก็รู้ว่า เรารู้กิเลส แล้วเราก็พยายามสร้างพลังงานให้รู้ยิ่งขึ้น ๆ ถ้ามันเป็นตัวไม่จริง มันเป็นการหลอก มันเป็นตัวหลอก มันเป็นตัวไม่มีตัวตน เราไปหลงว่ามันมีตัวตนแล้วไปหลงยึดมันอยู่นี่ คุณต้องพยายามพิจารณาตามคำสอนพระพุทธเจ้า พิจารณาให้มันลึกซึ้งไปเรื่อยๆ มันก็จะเกิดความแหลมคม ความมีพลัธรรมฤทธิ์ของปัญญาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มันไม่มีวิธีสร้างอย่างอื่น ต้องเป็นวิธีที่คุณต้องเผชิญความจริงแล้วคุณก็สร้างพลังงานจริงของปัญญาให้เกิด อยู่ขณะนี้กำลังสัมผัสอยู่นี่ กิเลสมันอยู่อย่างนี้ เราก็สร้างธรรมฤทธิ์ของปัญญาของพลังงานนี้ ให้ชนะมัน ชนะมัน คุณก็เก่งขึ้นๆ คุณไปหลับตาคุณไปหลีกลี้หนี ไม่ใช่นักรบแต่เป็นนักหลบ เป็นนักหลับ เป็นนักหลีกลี้ จะไปมีผลสำเร็จอะไรได้ อาตมาพูดซ้ำซาก พวกหลับตาตื่นได้ มาเรียนรู้จรณะ 15 วิชชา 8 ตามที่พวกอาตมาพาทำนี่ มาเอากรรมฐานของการกิน อยู่ หลับนอน อปัณณกปฏิปทา 3 เรียนรู้กิเลสจริงในปัจจุบันธรรม เป็นสัจจะจริง ไม่ต้องไปฝันเพ้อเพ้อพกอะไรอยู่อย่างนั้น พระพุทธเจ้า แปล อปัณณกปฏิปทา 3 ว่า ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิดของศาสนาพุทธ มันต้องมีความตื่น ไม่ใช่ไปหลับ ไปกดข่ม หยุดดับ มันต้องมีอินทรีย์ มีการสำรวมสังวร มันต้องมีตัวเฉพาะ โภชเนมัตตัญญุตา มันรวบรวมกิเลสเอาไว้ อาหารการกินนี่แหละ มันครบอยู่ในนั้นเลยนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในอาหาร และคนไทยนี้เป็นตัวคนรู้และเป็นตัวคนหลง ปรุงอาหารเก่งฉิบหายเลย ก็คนไทยนี่แหละ หลอกชาวบ้านชาวโลกเขา แล้วคนรู้ทันอาหาร โภชเนมัตตัญญุตา ลดละกิเลสก็เป็นอรหันต์ได้ ก็เป็นเรื่องอาหารนี่แหละ เห็นไหมว่าอาหารเป็น 1 ในโลกในประเด็นนี้ เพราะฉะนั้นเรียนรู้อาหาร 4 กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณหาร คุณเรียนรู้อาหารเครื่องอาศัยของชีวิต เรียนรู้มันตั้งแต่ กาม กวฬิงการาหาร เป็นกาม ผัสสาหาร เป็นตัว เวทนา มโนสัญเจตนาหาร เป็นตัณหา วิญญาณาหาร เป็น นามรูป เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรมด้วยการกิน กวฬิงการาหาร ด้วยการอ่านนี่แหละ ตัวนี้แหละ โภชเนมัตตัญญุตา ตัวนี้แหละหลุดพ้นเป็นอรหันต์ได้ เรียนรู้ให้ดีๆ มันมีผัสสะทางตาก็น่ากิน ทางหูก็น่ากิน แต่ก่อนนี้ประเทศนั้นเขาไม่รู้หรอกทุเรียนอร่อย ได้ยินข่าวมาว่าเดี๋ยวนี้โซเชียลโอ้โห มันส่งข่าวคราวมาบอกว่าเป็นอาหารชั้น 1 เลยทุเรียนเป็นผลไม้ชั้น 1 ซื้อได้ถึงขั้น มันขายทุเรียนกันลูกละแสน ขายได้ _สู่แดนธรรม... แม้แต่เมืองจีนพยายามไปปลูกเองที่บ้านเขา แต่ว่ารสชาติสู้ประเทศไทยไม่ได้ พ่อครูว่า... ทำได้ อยู่ในโซนเดียวกันทำได้ อีกหน่อยเถอะตะวันออกกลางเอาทุเรียนไปปลูกได้ อีกหน่อยพัฒนาก็สู้ได้ ไม่มีอะไรเหนือกว่าคนหรอก คนนี้ยอดเยี่ยมแล้ว เพราะฉะนั้น ตาก็ดี หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รวบรวมความโง่ไว้เต็มประตู เสร็จแล้วก็ไปผัสสะมัน ถ้าไม่ผัสสะมันก็ไม่จริง ต้องมีผัสสะ มันถึงจะจริง จริงแล้วก็จะเกิดตัณหา คุณยังมีเชื้อตัณหาอยู่ในจิต สัมผัสแล้วก็เกิดอาการ คุณก็ติดมันอยู่อย่างนั้นแหละวนเวียนอาศัยมันอยู่ หรือ คุณก็จะล้างมันได้จริง ไม่ติดก็คือล้างได้ ลดได้ๆๆ ล้าง กระทั่งสัมผัสอยู่ คุณก็ไม่เกิดตัณหา สัมผัสอยู่เมื่อกิเลสมันตายสนิทมันไม่ฟื้น มันไม่เกิดแล้ว คุณก็อยู่เหนือมัน เป็นโลกุตระแน่นอน (พ่อครูไอตัดออกด้วย) พ่อครูว่า... เพราะฉะนั้นคุณสามารถรู้จักรูปนาม (พ่อครูไอตัดออกด้วย) มันจะหมดน้ำยาแล้ว _สู่แดนธรรม... นิมนต์พ่อท่านจิบน้ำ ข้างนอกเขาจะสอน ฌานไปแบบเก่าๆ คือ หมายถึงเพ่ง พ่อครูว่า... ท่านแปลในพจนานุกรมด้วยว่า ฌานคือความเพ่ง มันไม่ใช่ ฌาน คือความเผา ไม่ใช่ความเพ่ง ฌาน คืออาการของพลังงานของความเผากิเลส แล้วกิเลสถูกปัญญาหรือฌานเผา มันเผาเลย ละลาย ด้วยธรรมฤทธิ์สูงสุด _สู่แดนธรรม... เหตุที่กิเลสมันแพ้คือกิเลสมันไม่ใช่ของจริง พ่อครูว่า... ใช่ มันเจอพลังงานไฟพลังงานฌานเผา อาตมาก็พูด เป็นพยัญชนะ กิเลสมันรอหน้าปัญญา ปัญญารู้จักเราแล้วมันวิ่งหนีหูตูบเลยก็พูดไม่รู้กี่ทีแล้ว พูดเป็นภาษาได้ขนาดนั้น มันมีธรรมฤทธิ์จริงๆ ปัญญา _สู่แดนธรรม... ทางกลับกันครับ ถ้าปัญญายังไม่มีอำนาจพอ พ่อครูว่า... มันก็เล่นเจ้าล่อเอาเถิดอยู่นั่นแหละ กิเลส ก็หลอกล่อเล่น ลูบหัวปัญญา มันไม่ใช่ปัญญามันเป็นของเก๊ ถ้าปัญญาจริงมันต้องมีธรรมฤทธิ์ที่จะชนะ กิเลสแน่นอน พยัญชนะก็เอาใช้อาศัย ไม่ใช่ของจริงมันก็ผิด มันต้องเป็นสัจจะของจริงว่าปัญญามีธรรมฤทธิ์เอาชนะกิเลสได้ ใช้พยัญชนะพระพุทธเจ้ามาเรียกว่าปัญญามันก็เป็นของจริง เพราะฉะนั้น เฉโก สายเทวนิยมไม่มีความรู้ขั้นปัญญาหรอก อาตมาอธิบายแยก เฉโก กับ ปัญญานี้ ฟังยังไงเขาก็ฟังไม่ออก ฟังยังไงก็แยกไม่ชัด ถ้าคนที่ฟังมีปฏิภาณปัญญาดีๆ เฉกะ คือ เอกะ กับ ฉ คุณไปทำ 6 ให้เป็น 1 ส่วนปัญญานั้นเป็นธาตุรู้ที่ครบ คือ ป กับ อัญญะ อัญญาเป็นพหูพจน์ ออกไปกว้างขวาง แต่ไอ้นี่ไปทำของเขามากให้เป็น 1 ต้องรู้ครบ 6 ทวาร คุณกลับไปทำให้เป็น 1 แต่ปัญญานั้นอย่าว่าแต่ 6 เลย 6 เป็นฐานอยู่แล้ว สามารถที่จะรู้ออกไปอีกครบครันทั้งหมดเลย เป็นอื่นๆอีกมี อัญญา อัญญะ รู้โลก รู้กว้างจักรวาลเลยเป็น โลกวิทู มันเป็นคนละทิศคนละทางเลย อธิบายอย่างสภาวะเอามาขยายความ ไม่ใช่อธิบายอย่าง ไวยากรณะ อาตมาพูดสัจจะความจริง แต่พวกคุณไปเข้าใจเป็นของหลอกไม่เข้าใจถึงแก่น แต่เขาเข้าใจไม่ได้ ก็ว่าไป ถ้าเข้าใจแม้แต่คำ เฉโก หรือ เฉกะ หรือ เฉกาเป็นพหูพจน์ กับ ปัญญา หรือปัญญะ ปัญญัง เข้าใจความแตกต่างของคนโลกๆ เฉโก ไม่ใช่โลกุตระ อย่างเป็นโลกุตระ แต่เขามาคว้าเอาพยัญชนะปัญญาไปเรียกความรู้ เฉโก หน้าตาเฉย เอาไปใช้เฉยๆ เอาไปเรียกเล่นขี้โกง คล้ายๆกับคุณเอา เงินบาท ไปแทนเงินปอนด์ มันก็สับสนปนเปเละเทะ มันก็ผิดของเขา ค่าของมัน คำว่า ปัญญา มันมีค่าของมันเหมือนเงินปอนด์ อย่างนี้เป็นต้น คุณเอาเงินที่มันต่ำค่ากว่าเงินปอนด์แม้แต่เงินบาทหรือเงินอะไรก็แล้วแต่ไปเรียกสับสน คุณก็หลอกชาวโลก มันก็เป็นความหลอกอันหนึ่งในพยัญชนะ หรือไปใช้มันไม่จริงกัน คนที่สามารถรู้สภาวธรรมตรงกับพยัญชนะแท้ๆเดิมๆที่พระพุทธเจ้าท่านบัญญัติ คนนั้นดึงเอาสัจจะคืนมาได้ แต่ถ้าเพี้ยนไปตามที่มันปรุงแต่งกันไป เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าโลกุตรธรรมสูญไป เหมือนกลองอานกะ เหมือนเอาของใหม่ เหมือนเอาธรรมะคำสอนใหม่ๆมาร้อยเรียงเป็นคำไพเราะ ซึ่งเป็นโลกียะ มันไม่ใช่ของจริง เป็นกลองอานกะปลอมๆ อะไรเป็นคำสมัยใหม่ อาตมาดึงเอาคำสมัยเก่ารากฐานของพระพุทธเจ้ามายืนยันอ้างอิงพระสูตรต่างๆ อาตมาว่า จะมีใครนะ อธิบายธรรมะอ้างอิงสูตรนั้นสูตรนี้ เล่มนั้นเล่มนี้ ข้อนี้ข้อนั้นอย่างอาตมา เหมือนดัดจริตที่จะทำอวดเก่งนะแต่อาตมาที่ทำอย่างนี้ก็เพราะว่า คุณน่ะกอดพระไตรปิฎกอยู่แต่คุณไม่ได้พระไตรปิฎก อาตมาถึงบอกว่าคุณกอดพระไตรปิฎกนั้นดีแล้ว เข้าให้ถึงพระไตรปิฎกสิ มันโชคดีมากแล้วที่สังคมยุคนี้มันยังมีพระไตรปิฎกเป็นหลักฐาน แล้วอย่าไปฉีกทิ้งเหมือนอย่างท่านพุทธทาส บอกว่าฉีกทิ้งไปตั้ง 60% ซึ่งท่านเข้าใจไม่ได้ มันผิด ท่านเข้าใจไม่ได้แล้วก็ไปดูถูกว่าคนอื่นเอาของไม่จริงบรรจุเข้าไป เป็นสิ่งไม่ดี สิ่งที่มันอาจจะมีผิดเพี้ยนอยู่บ้าง _สู่แดนธรรม... ท่านพุทธทาสบอกว่าทั้งพระไตรปิฎกรวมไว้คำเดียวก็ได้ประโยคเดียวก็ได้คือสัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ พ่อครูว่า... ก็ได้ สรุปเอาสภาวธรรมอย่างนั้นก็ได้ ไปเป็นภาษาแล้วทำได้จริงไหมล่ะ ถ้าทำได้จริงมันก็ดี ทำยังไม่ได้จริงมันก็พูดเอาโก้ๆเป็นไป คนพูดโก้ๆมีเยอะแยะแต่ทำไม่ได้จริง จะมาพูดนี่นะอาตมาพูดไม่โก้ ไม่เหมือนท่านที่พูดโก้ๆเพราะๆพูดแล้วโอ้โหดีดูดี แต่อาตมาพูดแล้วพาๆ เหมือนแรงๆอะไรก็ไม่รู้ มันเจ็บๆนะ มันดูดุเดือดอยู่ แต่มันต้องอย่างนี้ยุคนี้มัวแต่เหยาะแหยะๆอยู่อย่างนั้นอาตมาว่ามันไกลไปแล้ว กระชากมาแรงๆไม่อย่างนั้นตกเหวไปไกลเลยมันลงไปจนกระทั่งมันเหลือห้อยอยู่ต่องแต่งนิดเดียว อาตมาต้องรีบคว้าต้องกระชากขึ้นมา ไม่งั้นทนทานน้ำหนักที่มันจะเอาหัวทิ่มหัวต่ำลงไปในเหวไม่ได้ อาตมาจึงต้องรีบคว้ารีบดึงรีบกระชาก มันจำนนจะต้องทำอย่างนั้น _สู่แดนธรรม... สรุปได้ไหมครับว่า นิพพานกับฌาน ต้องมีทั้งฌาน ทั้งปัญญาจึงจะได้นิพพาน พ่อครูว่า... ไม่ได้ ฌาน เป็น ตัวเหตุ ปัญญา เป็นตัวผล พลังงานของ ฌาน สะสมไปเต็มรูปก็เป็นปัญญา พลังงานของฌาน เต็มรูปก็เป็นวิชชา ในจรณะ 15 ก็สะสมฌาน 1,2,3,4 แล้วก็เป็นวิชชา 8 ไง เป็นความรู้หรือปัญญาหรือวิชชาหรือญาณ มีธรรมฤทธิ์ เป็นพลังงานเพลิงกองใหญ่ มีพลังงานเผาล้านองศา ถ้ามันเป็นจริงแล้วมันจะเป็นเช่นนั้น ขยายความเป็นพยัญชนะสู่ฟังให้ชัดเจน แค่หยุด หยุดหลับตา หยุดเข้าป่าเข้าถ้ำ มาเผชิญหน้า มีผัสสะเป็นปัจจัย ปฏิบัติ โดยเฉพาะการกิน โภชเนมัตตัญญุตา เรียนรู้ให้จริงเลยแล้วคุณจะรู้ตัวหน้ากิเลส แล้วก็ทำปัญญาให้แจ้ง ทำปัญญาให้เกิด มันจะรู้เลยว่าปัญญาเป็นอย่างนี้ ธรรมฤทธิ์ของปัญญาเป็นอย่างนี้ มันทำกิเลสลดลงๆ จนกระทั่งคุณเป็นจริงอย่างอาตมาบ้าง กินอาหารมันไม่อร่อยเลย มันมีด้วยหรือคนกินอาหารไม่อร่อยเลย _สู่แดนธรรม... กินอาหารมีแต่ทุกข์ พ่อครูว่า... อาตมากินอาหารทุกวันนี้มีแต่ทุกข์ ยิ่งอธิบายไปแล้ว 1อาตมาไม่มีกิเลสไม่มีอัสสาทะไม่มีรสอร่อยเลย ทีนี้ไม่มีรสอร่อยก็กินไปตามธรรมดาซะก็แล้วกัน แต่ที่นี้มันไม่ธรรมดาเพราะว่าอาตมาอายุขัยมันหมดแล้ว ลาก อายุขัย มาจนเหนื่อยแล้ว ทำไมมันไม่ตายสักทีวะ มันก็เลย ชักจะยิ่งยาก ฝืนกินๆๆ แล้ว ร่างกายสังขารมันก็ ไปเรื่อยๆ มันเสื่อมมันทรุด มันควรจะตายไปแล้ว ไม่ให้ตายสักที นี่ไม่ให้ตาย เอาเตียงคนป่วยคนไข้มาให้อีก ยิ่งเหมือนคนป่วยใหญ่เลย ขณะนี้อาตมาก็มีเตียงไม่ใช่เตียงคนไข้อยู่แล้ว อันนี้ก็เอาเตียงคนป่วยมาให้อีกวันนี้ก็นอนซะนานเลย ก็เอา คนเขาปรารถนาดี ยังไม่อยากให้เราเสื่อมมาก อะไรที่อยากให้ช่วยได้ก็ช่วยกันมากเลย _สู่แดนธรรม... พ่อท่านพูดว่า มันเป็นความทุกข์ เดี๋ยวคนมาฟังใหม่ๆจะสงสัยว่า เป็นอรหันต์แล้วทำไมต้องทุกข์อะไรอีกครับ พ่อครูว่า... มันทุกข์ก็เพราะว่ามันเป็น ทรถ มันไม่ได้ทุกข์ถึงขนาดที่อาตมาอาศัยคำว่าทุกข์เรียกหรอก มันเป็นทรถ เป็นความรำคาญ ที่ควรจะจบแล้วมันไม่จบสักที สรุปด้วยคำนี้ ควรหยุดแล้วมันควรจบแล้วไม่จบสักที อาการเคลื่อนไหว อาการที่ยังไม่หยุดสนิท มันก็เป็นอยู่ได้ มันก็เกิดพลังงาน พลังงานตัวนั้นแหละคือ อุปายาสะ พลังงานตัวที่มันรำคาญใจ มันกุ๊กกิ๊กๆ ควรจะสงบเรียบ เฉยๆ วางนิ่ง ถ้าอาตมาไม่มีอะไร ไม่กิน ไม่อยู่ อาตมายังดีอยู่อย่างหนึ่งนะว่า อาตมามาทำงานเขียนหนังสือบ้าง เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาเก็บไว้มาเทศน์บ้าง มันไม่เหมือนกับไปกิน ไปกินมันทุกข์กว่าเขียนหนังสือกับเทศน์ไม่ทุกข์เท่า กินเป็นทุกข์กว่า ทำงานไม่ทุกข์เท่า แล้วงานอาตมาทำก็ไม่ใช่งานที่ไม่ควรทำ ทำอยู่แค่นี้ทุกคนเขาก็ยกให้แล้ว ไม่ต้องไปทำอย่างอื่นหรอก อาตมากินนอนแล้วก็เทศน์เขียนหนังสือพอแล้ว ไอ้โน่นไอ้นี่ไม่ อะไรเขาก็จะไม่ให้ แม้แต่อะไรนิดอะไรหน่อยก็หยิบแทนไปหมด ไม่ต้องให้ทำทั้งนั้นแหละ ทำแทนหมด 660821 ฌานเป็นพลังงานปัญญาล้านองศาเผากิเลส รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #37 ราชธานีอโศก