อุเบกขามีมาตั้งแต่ฌาน 3.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.43 KB
วันที่แก้ไข5 ตุลาคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

อุเบกขามีมาตั้งแต่ฌาน 3 พฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2563 กราบนมัสการค่ะพ่อครูที่เคารพอย่างสูงยิ่ง _เมื่อวานนี้พ่อครูอธิบายเรื่อง “อุเบกขา” ได้ลึกซึ้งสุดยอดเลยค่ะ ยิ่งทำให้ดิฉันมั่นใจว่า พ่อครูคือสัตบุรุษที่แท้จริง ผู้มีสภาวะเท่านั้นจึงจะเข้าใจและรู้ได้ พ่อครูว่า..ขยายความคำว่าอุเบกขาเทียบกับคำว่าไม่สุขไม่ทุกข์ มันมีนัยยะที่ลึกซึ้งกว่ากันใช้แทนกันได้เป็นไวพจน์ แต่จริงๆมันมีนัยยะที่ลึกซึ้งกว่ากัน ไม่สุขไม่ทุกข์เป็นการรู้สภาวะคุณวางไม่สุขไม่ทุกข์ได้ไปจริงๆเลย หวังได้น้อย 1 คนก็เริ่มเข้าหาอุเบกขาเลยเป็นฌาน เริ่มตั้งแต่รูปฌาน 3 มีอุเบกขา แล้วฌาน 4 เป็นอุเบกขา พ้นฌาน 4 จึงจะเต็มสภาพอุเบกขา อุเบกขาเริ่มตั้งแต่ฌานที่ 3 ไปสู่ฌานที่ 4 เพราะฉะนั้นไม่สุขไม่ทุกข์นี่แหละ พอฌานที่ 3 ยังมีสุขมีทุกข์อยู่ พอฌาน 4 ไม่มีสุขไม่มีทุกข์แล้วมีแต่อุเบกขา เห็นไหมพยัญชนะมันบอกสภาพรู้ เพราะฉะนั้น ฌาน 4 เป็นอุเบกขาเต็มตัวแล้ว พอฌาน 3 ก็มีอุเบกขา สุขก็เริ่มหายไป สุขกับทุกข์มันอันเดียวกันมันก็หายไปพร้อมกันนั่นเป็นสถานที่ตรงกัน พอพ้นฌาน 4 ไปแล้วเลยไปอีกก็แสดงว่าจบความรู้จบความเป็นไปได้ของจิต ที่หลุดพ้นฌาน 4 ตอนนี้แหละเป็นฐานอุเบกขาแท้ปริสุทธา แล้วก็จะเป็น ปริโยทาตา จิตเป็นมุทุภูตธาตุที่เก่งขึ้นแล้วเอาไปใช้เป็นกรรมการงานที่เป็นกัมมัญญา เป็นการงานที่เหมาะสมควรที่ดีที่เป็นประโยชน์เป็นผู้เจริญขึ้นได้เรื่อยๆจิตก็ยิ่งเจริญ ก็คือประภัสสร คือจิตที่สะอาดบริสุทธิ์ ใช้พยัญชนะว่าประภัสสร ซึ่งมันเป็นคุณลักษณะที่สูงกว่า ในพระไตรปิฎกท่านผู้แปลภาษาไทยก็แปลเก่ง ท่านก็แปลว่า บริสุทธิ์ท่านเข้าทับศัพท์บริสุทธิ์สะอาด พอมาถึงปริโยทาตาท่านก็แปลว่าผุดผ่องหรือขาวรอบ พอมามุทุ มันก็แปลว่าอ่อน ท่านก็แปลตามพยัญชนะเลยแล้วกัมมัญญาก็

อ่านต่อ

แปลว่าควรแก่การงานพอถึงประภัสสรก็แปลว่าผ่องแผ้ว มีคำว่าผุดผ่องกับผ่องแผ้ว ภาษาไทย อันไหนมันแน่กว่ากันนะ สู่แดนธรรม...พ่อท่านเคยบอกว่า มันเพิ่งผุดขึ้นมาก็เลยเพิ่งผ่อง พอผ่องแผ้วก็ดียิ่งกว่าอีก พ่อครูว่า...อาตมาอธิบายไปก็จะฟังได้ซ้ำๆขยายความไปเรื่อยๆแม้แต่คุณลักษณะพิเศษของอุเบกขา 5 ชนิดนี้ มันก็จะมีนัยยะละเอียดที่จะค่อยๆขยายความไป ซึ่งในพยัญชนะบาลีว่าแค่ 5 คำ แต่สภาวะมันมีอีก อาตมาก็จะค่อยขยายความโดยมีองค์ประกอบมีความแวดล้อมมีกาละเทศะสถานะต่างๆเอามาใช้ เพื่อชี้เข้าไปพวกคุณก็จะ อ๋อ สภาวะอรูปขนาดนี้มันไม่ง่าย มันเป็นอรูปต้องอาศัยอย่างอื่นไปประกอบ

คุณคนนี้ต่อไปบอกว่า. .. สภาวะสุข - ทุกข์ , โสมนัส- โทมนัส หรือธุลีหมอง - ธุลีเริง เหล่านี้ ล้วนเป็นภาษาที่บอกถึงความหนัก - เบาของสภาวะจิต และไม่เคยได้ยินครูบาอาจารย์สำนักไหนนำมาอธิบายเลย เพื่อความเข้าใจที่ถูกตรง ดิฉันขอเรียนถามพ่อครูดังนี้ 1. ในรูปฌานที่ 3 ยังมีสุข และมีโสมนัส - โทมนัส หรือ อวิมุติจร เป็นครั้งคราวใช้ไหมคะ (พ่อครูเรียกว่าอุเบกขาลำลอง) 2. ฌานที่ 4 หมดโศก - หมดทุกข์,หมดโสมนัส - โทมนัส หรือ อวิมุติจร เป็นอุเบกขา เป็นสมาธิที่แท้จริง และเป็นหนึ่งใช่ไหมคะ 3. โสมนัส - โทมนัส คือเศษเล็กเศษน้อยของอาสวะใช่ไหมคะ และอยากกว่าธุลีหมอง - ธุลีเริง ใช่ไหมคะ ? 4. ธุลีหมอง - ธุลีเริง คืออนุสัยใช่ไหมคะ ? กราบขอบพระคุณค่ะ “คนบ้านราช” พ่อครูว่า...อวิมุติจรหมายความว่ายังไม่วิมุติสมบูรณ์ มีอวิมุติแทรกมา ยังไม่แข็งแรงเต็มที่ ยังมีสิ่งไม่บริสุทธิ์ อวิมุติจร ที่จริงวิมุติก็บริสุทธิ์อยู่แล้ว แต่มีแวบๆเป็นเศษที่ไม่บริสุทธิ์ขึ้นมาก็เรียกว่า อวิมุติจร ใช่ตามที่ถามมา รูปฌาน 3 ไม่มีโทมนัสแล้ว โสมนัสก็ลดลงไป สุขลดลงไป เป็นอุเบกขาลำลอง พอฌาน 4 หมดสุขหมดทุกข์ หมดโสมนัสโทมนัส เป็นอุเบกขาเป็นสมาธิที่แท้จริง และเป็น1 ใช่ไหมค่ะ ใช่ ฌาน 4 เต็มรูปเต็มสภาพก็ได้สภาพเป็นอุเบกขา ตัวที่ 1 ในอุเบกขา 5 กระบวนการของอุเบกขา 5 ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา อาตมาอธิบายเสริมให้ฟังอีกว่าจิตสะอาดบริสุทธิ์ อธิบายคือฌาน 4 อธิบายอย่างสังโยชน์ก็จะต้องสิ้นอาสวะ สะอาดไม่มีอาสวะ แล้วจิตนั้นคือจิตที่สะอาดบริสุทธิ์ จิตที่บริสุทธิ์อันนี้แหละมาเริ่มต้นเป็นหน่วยของความบริสุทธิ์ เมื่อหน่วยของความบริสุทธิ์นี้ตกผลึก 1 หน่วย 2 หน่วย 3 หน่วย 4 หน่วย 5 หน่วยคุณทำไปก็จะได้ มันก็จะเป็นจิตที่สะสมลงตั้งมั่นเป็นจิตตั้งมั่น ตัวนี้แหละ เริ่มเรียกว่าสมาธิของศาสนาพุทธ ฟังให้ดีนะสมาธิของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ได้ง่ายๆ ไปนั่งหลับตาแล้วจิตนิ่งอยู่เรียกว่าสมาธิ อย่างนั้นเป็นโลกีย์โลกโลกเค้าใช้กันนั่งทำเล่นๆกันไปมันง่ายจะตาย สู่แดนธรรม ...ได้ความไม่ฟุ้งซ่านเท่านั้นเอง แต่มันไม่ใช่สมาธิของศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธไม่ต้องไปนั่งหลับตาไม่ต้องสะกดแต่รู้แจ้งโลกรู้จิตกิเลสของเรามันมีหรือไม่ จนกระทั่งทำให้อาสวะดับ เมื่ออาสวะดับแล้วจิตก็เริ่มต้นเป็นจิตสะอาด สะสม 1 หน่วยก็เป็นจิตตั้งมั่นเป็นอุเบกขา ปริสุทธา 1 หน่วย 2 หน่วย ปริโยทาตาก็เพิ่มขึ้น เมื่อเพิ่ม1หน่วยแล้วก็ต้องเพิ่มความควบแน่นด้วย ความแข็งแรงถาวรยั่งยืนด้วย เพราะฉะนั้นสมาธิ ตัวนี้พระพุทธเจ้าท่านเรียกด้วยศัพท์ว่า สมาหิตะหรือสมาหิโต เป็นความบริสุทธิ์ตั้งมั่นขึ้นมาแล้ว นี่เป็นพยัญชนะที่ใช้เรียกกัน เป็นสัมมาสมาธิ ไม่ใช่สมาธิ ดาษดื่นทั่วไปสามัญธรรมดา เป็นCommon ซึ่งมันไม่ใช่ อันนี้เป็น supra พิเศษ 631005_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 11

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน