ความหมายของภาษามีอยู่จริงหรือไม่ จะรู้อรหันต์เป็นอย่างไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข12 ตุลาคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

ความหมายของภาษามีอยู่จริงหรือไม่ จะรู้อรหันต์เป็นอย่างไร พ่อครูว่า...เขาก็พูดก็ย้ำว่า อาจารย์แดงมักย้ำเสมอว่า ทุกครั้งที่พูดธรรมะจบ “ผมยืมภาษามาพูด อย่าเชื่อเรื่องที่พูด จงฟังและคิดตาม จนมันซึมเข้าไปในใจ ผมมิได้สอนอะไรให้คุณ-เข้าใจไหม? เพราะความหมายของภาษามันไม่มีอยู่จริง” คำว่าความหมายของภาษามันไม่มีอยู่จริง? คำว่าความหมาย คือ สิ่งที่มันจะต้องหมายถึง เอาอะไรสื่อก็แล้วแต่ มันต้องมีความหมายมีอยู่จริง ที่บอกว่าความหมายของภาษามันไม่มีอยู่จริงแค่นี้คุณก็ผิดแล้ว เพราะว่า เอาภาษามาพูดภาษา เขาก็สื่อภาษาให้มันมีความหมายให้คนอื่นเข้าใจ มันก็เลยเป็นภาษาอยู่ 2 สภาพที่คนรู้ไม่ทัน เป็นนักเล่นกลกลับไปกลับมา ก็หลอกได้เลย เขาเร็วไว ความเร็วไวของความหมาย กับสาระ คนฟังไม่มีสาระทันเขา เขาก็เลยเอาแต่ความหมายของภาษามาเล่นลิ้น คนนั้นก็เลยเห็นว่าจริงนะ เขาไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นอะไรเลย เขาไม่เอาแม้แต่ภาษาแม้แต่ความหมายแม้แต่สภาวะเขาไม่เอาอะไรเลย กลายเป็นอุจเฉททิฏฐิ ไม่มีอะไรเลยนะ ไม่มีอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยด้วย ซึ่งของพระพุทธเจ้ามีเหตุเป็นปัจจัยทั้งนั้น ความสูญก็มีเหตุปัจจัย คุณจะหมดศูนย์จริงๆได้นั้นก็ต้องปรินิพพานเป็นปริโยสาน ถ้าคุณยังไม่ตายเพราะพระอรหันต์ยังไม่ตายพระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่ก็ต้องมี 2 ไม่ใช่ 0 หรืออาศัย 1 อยู่ แต่ 0 นี้เป็นของท่าน ถ้าจะสูญอีกทีหนึ่งก็คือปรินิพพานเป็นปริโยสาน หรือท่านจะตาย สอุปาทิเสสนิพพาน แต่เรายังมีเศษเหลือจะเกิดอีกได้ พระอรหันต์ที่ใช้ สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ หากใช้อนุปาทิเสสนิพพาน ไม่เหลืออุปาทิอะไรเลยตายอย่างสลายธาตุ ก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไป แต่ถ้าพระอรหันต์พระโพธิสัตว์ที่ตายโดยไม่ทำปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็ยังเหลืออยู่เรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพาน เพราะฉะนั้นถ้า

อ่านต่อ

คุณยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน คุณยังมีอยู่อีกก็จะสูญไม่ได้ คุณจะพูด 0 โดยที่ไม่เห็นปัจจัย อย่างที่เขาพูดก็เล่นคารมโวหารเป็นนักเล่นกล แต่แท้จริงแล้วคนนี้ใช้ตรรกะ เอาภาษาเท่านั้นมาใช้ ต่างกันกับมหาบัว มหาบัวใช้นิรมาณกาย ใช้สัมโภคกาย ใช้อาทิสมาณกาย พูดภาษาแล้วให้คนอื่นรู้สึกว่า มีกาย แต่กายนั้นเป็นกายเก๊ กายของความว่าง กายว่างจิตว่าง พูดให้คนมีตัวตนของกาย แต่ อ.แดงที่ว่านี้ อรหันต์แดงที่ว่านี้ พูดแต่ตรรกะ แล้วไม่ให้คนยึดตรรกะ มีแต่ภาษาโวหาร ทั้งๆที่เขาใช้ความหมายของภาษาโวหารให้คนอื่นเข้าใจ คนอื่นก็เข้าใจแล้วก็หลอกให้คนอื่นเข้าใจว่า ที่จริงเขา 0 นะ เขาไม่มีแต่ภาษานะ คุณไม่ต้องเชื่อนะ คนที่ไม่รู้พอ เข้าใจว่า นิพพานหรือพระอรหันต์จะต้องมีจิตว่างอย่างนี้ ไม่มีอะไรอย่างนี้ ไม่มีอะไรเป็นที่เกาะเลย ไม่มีธรรมะเป็นที่เกาะ ไม่มีสาระอะไรเป็นที่เกาะเลย ที่จะมีความมี เพราะฉะนั้นสูงสุดที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 43 ที่บอกว่า คนนั้นอาศัยความมีกับความไม่มี ที่สื่อกัน เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าบอกว่าเราไม่เข้าไปยึดติดทั้งความมีและความไม่มี ก็รู้ว่าคนใช้ความมีและความไม่มีนั้นเอามาใช้ คนใช้ความไม่มีก็เหมือนอรหันต์แดง เช็คความไม่มีเป็นอุจเฉททิฏฐิเลย แม้แต่ภาษาตรรกะที่เขาใช้ก็บอกเรื่องสูญสนิทเลย เรายังไม่มีคนชื่อ สูญสนิท มีแต่คนชื่อศีลสนิทกับคนที่ชื่อ ซื่อสนิท สูญสนิทเลย จะสูญสนิทได้คือ ปรินิพพานเป็นปริโยสานแล้วไม่เหลืออะไรแล้วจิตวิญญาณที่จะเกิดอีกไม่มีแล้ว ถ้าไม่สามารถแตกสลายจิตนิยามของตนเองแยกให้เป็นอุตุธาตุ เป็นดินน้ำไฟลมไปเลย แม้แต่แค่พีชะก็ไม่ใช่ เพราะพีชะนั้นยีงมีชีวะอยู่ แต่นี่ไม่มีทั้งดินน้ำไฟลมเป็นอุตุธาตุเลย สลายจากจิตวิญญาณหรือจิตนิยาม ธาตุสภาพของสัตว์โลกทั้งหลาย แม้แต่ยังไม่ตายเป็นๆก็ทำจิตของตัวเองให้เกิดอุตุธาตุได้ เช่นโลกของอบายภูมิ มันมีอยู่เยอะแยะ ยกตัวอย่างตื้นๆ อย่างเช่นกีฬา การละเล่นที่เขามี เราไม่มีรสชาติกับเขา เราไม่อร่อยกับเขา เรา 0 แต่พูดกับคนข้างนอกเขาไม่เข้าใจ ก็ต้องพูดที่หยาบกว่านี้ ยกตัวอย่างเช่น คนเล่นไปไพ่ มันก็หยาบที่สุดแล้ว แต่ก่อนเราก็เคยตอนนี้เราก็ไม่มี เขาก็หลุดพ้นจากโลกของการเล่นไพ่ คนเลิกเหล้าได้ แต่ก่อนกินเหล้ามีรสชาติสนุกสนาน เดี๋ยวนี้มันก็เป็นรสแท้ เหล้านั้นจะเป็นรสอร่อยขี้หมาอะไร มันก็เฝื่อนแท้ๆ มันก็มีธาตุมีกรดมีด่างอะไรของมัน ไม่ใช่น้ำจืดเปล่า H 2 O ธรรมดา แล้วคุณก็ไปติดในรสนั้น รสของเรามันก็มีจริง ของมันอย่างนั้นแต่คนในติดยึด คนที่ไม่ติดยึดก็ไม่เห็นมีประโยชน์อะไรก็ไม่เห็นจะต้องกิน นอกจากจะต้องจำเป็นกินเหล้าเพราะเราใช้เป็นยาในบางครั้ง ใช้อย่างพอเหมาะพอควรไม่ใช่กินเพราะติดรสอะไร กินพอเอามาใช้รักษาโรค ก็ทำเท่านั้นเอง อย่างนี้เป็นต้น หรือผู้หญิงที่ไม่ติดลิปสติกแล้ว แต่ก่อนนี้ติด มันรู้สึกว่าไม่ได้ทาไม่สวย มันไม่มั่นใจมันไม่สวยอะไรต่ออะไรก็แล้วแต่ คุณก็ต้องทา ไม่ถ้าออกจากบ้านไม่ได้ ไม่มั่นใจ ถ้าคุณเห็นแล้วว่าโธ่เอ๋ย มันมีสิ่งที่ดีกว่า แค่ทาลิปสติก คุณก็ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้สิ่งเหล่านี้ จิตคุณเฉย ใครจะว่าอย่างไรก็เฉยไม่เห็นมีค่าอะไร โลกของการติดลิปสติกของคุณก็หายไป ไม่มาทาให้มันเปื้อนปากทำไม อย่างนี้เป็นต้น _สู่แดนธรรม...ผมคิดว่า ถ้าหากอาจารย์แดง กีตาร์ เข้ามาฟังคลิปนี้ เดี๋ยวเขาจะหาว่าพ่อท่านอยู่ตรงข้ามกับเขา ซึ่งการตรงข้ามนี้มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว เมื่อวานพ่อท่านอ่านเรื่องความมีกับความไม่มี อาจารย์แดงอยู่ในฝ่ายความไม่มีนี่แหละ สิ่งทั้งปวงไม่มี ซึ่งมันเป็นอุจเฉททิฏฐิ ขอฟังแล้วจะหาว่าพ่อท่านอยู่ตรงกันข้ามกับเขา พ่อท่านว่า...เรารู้ว่ามันมีอยู่ เราก็เข้าใจ คุณจะยืนยันว่า คุณถูกเราผิด ก็ไม่เป็นไรเราไม่ขัดแย้ง _สู่แดนธรรม...เดี๋ยวจะหาว่าพ่อท่าน ไปยึดฝ่ายมี อาจารย์แดงยึดฝ่ายไม่มี แต่แท้จริงแล้วพ่อท่านไม่ได้อยู่ทั้งสองฝ่าย คือไม่เข้าไปอยู่ทั้งสองฝ่าย พ่อท่านพร้อมจะคิดเห็นกับฝ่ายนี้ก็ได้หรือไม่เห็นกับฝ่ายนั้นก็ได้ นี่คือสิริมหามายา พ่อครูว่า...ศึกษาดีๆมันไม่ง่ายหรอกจนกว่ามันจะมีสภาวะตรงกัน อย่างอาตมาจะพูดอย่างไร สู่แดนธรรมกับอาตมาอธิบายจะเข้าใจกัน อย่างไรก็เข้าใจกัน สู่แดนธรรมเขามีสภาวะมีสิริมหามายา เขามีอรหัตตผลของเขาแล้ว ก็ไม่ได้แย้งอะไรก็เลยไม่มีปัญหา อาตมาก็อยากจะขยายความกันอีกนิด ของเขามีตรรกะแท้ๆ เหตุและผลและภาษาเท่านั้น แล้วเขาก็เข้าใจ เขาบอกว่าเขาไม่มีเหตุไม่มีผลอะไร ทั้งๆที่เขาใช้เหตุผลให้คนอื่นเข้าใจให้คนอื่นเชื่อตามเขา เสร็จแล้วเขาก็บอกว่าเขาไม่มี ก็ทั้งๆที่เขาต้องใช้อันนี้แล้วไม่มีได้อย่างไร เดี๋ยวจะบอกเขาว่ามีหรือไม่มี เขายังมีตัวตนยังมีการจะต้องสื่อ ต้องใช้ ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน เขาต้องรู้ว่ามีคือมี ไม่มีคือไม่มี รู้ว่ามีอะไรไม่มีอะไร คำว่า ไม่มี เขาก็ต้องอธิบายได้ว่า ไม่มีกิเลสหยาบ กลาง ละเอียด ก็ต้องอธิบายชี้หน้าฉีกหน้ากิเลสได้สิ เขาไม่ได้พูดถึงเลยว่ากิเลสเป็นรูปร่างลักษณะอย่างไร สู่แดนธรรม...เมืองไทยเราเดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่ สำนักที่ศึกษาอภิธรรม บอกว่า น้ำก็ไม่มีอยู่จริงอะไรก็ไม่มีอยู่จริง อัตตาก็ไม่มีอยู่จริง ดินน้ำลมไฟไม่มีอยู่จริง มีแต่ธรรมะ นี่ก็คือการยึดในสิ่งทั้งปวงไม่มี พ่อครูว่า..นี่ก็สายอภิธรรม มันก็แย้งกันเถียงกันได้ มันก็ใกล้จะรู้เหมือนกันนะ อาตมาขอจบตรงที่ว่า อย่างสายอรหันต์แดง กับสายอภิธรรมที่ว่า ก็ต่างกัน แล้วยังสายที่ไม่ใช่อภิธรรม เขาพูดถึงธรรมะของเขา วนในพยัญชนะอื่นๆ แล้วก็มาจบที่ธรรมะ ธรรมะก็คือภาษาที่เขาพูดเหตุผลแย้งกันไปมาทั้งหมดก็เป็นตรรกะ มันก็เป็นพวกหนึ่ง ใช้ภาษาเหตุผล อรหันต์แดงใช้คำว่า ไม่มี ส่วนธรรมะอรหันต์ อภิธรรมใช้คำว่า ธรรมะ จบด้วยพยัญชนะว่า ธรรมะ อีกพวกหนึ่งคือ พวกนิรมานกาย กาย 3 สัมโภคกาย และอทิสมานกาย นี่คือสายมหาบัว สายอาจารย์มั่น อาจารย์มั่นไม่ได้อธิบายมาก มหาบัวเป็นผู้ที่อธิบายมาก ก็เลยได้แต่ภาษาคารมทุกอย่างจากมหาบัวเป็นหลัก มีลูกศิษย์ลูกหาฟังเยอะ สายมหาบัวไม่รู้จักกาย 3 ซึ่งอาตมาก็บอกหลายที นิรมาณ แปลว่า สร้างสิ่งที่ไม่มีให้มีขึ้นมาเป็นอะไรก็แล้วแต่ เป็นอรูป ให้คนคิดตาม ยึดถือตาม เข้าใจตาม เชื่อถือตาม คนก็เชื่อตาม ไม่ใช่ไปติดที่เหตุผล แต่ติดในอะไรอันใดอันหนึ่งเป็นตัวตน เป็นอรูปภพ เป็นกาย ที่เป็นอรูปกาย เป็นสิ่งที่มันปรุงแต่งเป็นสภาพที่ รู้กันว่าใช่ๆๆอันนี้ ใช่อันนี้ เหมือนอย่างมหาบัว จะบอกว่ากิเลส แล้วก็ใช้ภาษาคำว่ากิเลส มันเก่งต้องเอามันให้ตายอย่างนี้ สู้มันตายเลย เอาให้มันตาย สู้มันตายเลย เอาให้มันตายเลย จนกระทั่งมันตายแล้วมหาบัวก็ชนะในวันกี่ค่ำอะไรพวกนี้ ใช้ภาษาคารมจำไม่หวาดไม่ไหวเลย ไม่ได้อยู่ในภาษาตามหลักปฏิจจสมุปบาทของพระพุทธเจ้าเลย หลักจรณะ 15 วิชชา 8 ก็ตาม โดยเฉพาะตามหลักของเวทนา 108 อันนี้แหละเป็นตัวกรรมฐาน ไม่เข้าเลย คนที่อธิบายเวทนา 108 ได้ มีสภาวะชัดเลย แยกเคหสิตเวทนากับเนกขัมสิตเวทนา ผู้นี้แหละ เนกขัมมะ ออกจากกิเลสได้ เคหสิตะคือผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่ ออกได้ ล้างได้ ตั้งแต่กาม หยาบ หมดกามเหลือรูปภพ อรูปภพ ก็ล้างอีกหมดรูปภพ เหลืออรูปภพก็ยังมี สิ่งที่เป็นเหตุปัจจัย ตาหูจมูกลิ้นกายสัมผัส ก็ยังมีอยู่ แต่กิเลสของผู้ไม่มีก็เหลือแต่ อรูป ล้างอรูปหมด ก็ 0 สูญแล้ว ตัวเองก็ยังดีอยู่จบด้วยวิชชา 8 สิ้นอาสวะ อาสวักขยญาณแล้วจิตใจก็ยิ่งบริบูรณ์ด้วยอาสวะสั่งสมธาตุของสมาธิ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ตกผลึกตั้งมั่นเป็นสมาธิเรียกว่า สมาหิโต ตกผลึกเข้า เป็นจิตตั้งมั่นเข้า จิตนี้จึงเรียกว่า สมาหิโต ถ้ามันยังไม่ก็เลย อสมาหิโต ตรวจสอบได้ตามหลักเจโตปริยญาณ 16 จิตตั้งมั่นเรียกว่าสมาธิ หลุดพ้นจากอะไรได้เรียกว่าวิมุต คู่สุดท้าย 2 คู่คือ อสมาหิโต สมาหิโต และวิมุติกับอวิมุติ ก็พิสูจน์อันนี้แหละจนกระทั่งมันไม่มีแล้ว มันเป็นจิตที่สะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีอะไรขึ้นมาอีกเลย มันหลุดพ้นแล้วจากโลกก็ยังอยู่กับโลก วิมุติจิตสะอาดแล้วหลุดพ้นจากโลกก็อยู่กับโลกแล้ว หลุดพ้นโลกก็อยู่กับโลก โลกทำอะไรไม่ได้ลอยตัว เป็นอุทธังโสโต เป็นความรู้ที่ลอยเหนือแล้ว จนกระทั่งสูงสุด อกนิฏฐคามินี ไม่เป็นน้องใครแล้ว สั่งสมจนสมบูรณ์แบบ นี่คือสภาวะจริงที่อาตมาเอาพยัญชนะภาษาบาลีที่เป็นภาษาหลักของพระพุทธเจ้ามาอธิบายไม่ใช่ภาษาของอาตมาเองคนเดียว แต่อาตมาใช้ภาษาไทย ภาษาสามัญให้คนฟังเข้าใจเอาไปแปลบาลีพวกนั้น ให้ความหมายของสภาวะ มันต้องมีทั้งความหมายมันต้องมีทั้งสภาวะ แล้วอะไรมันไม่มี กิเลสมันไม่มี หยาบกลางละเอียดมันไม่มี ไม่มีสภาวะไม่ได้ ทุกอย่างอะไรก็ไม่มีเลย อ้าว มันก็ไม่มีเหตุปัจจัยอะไรสิ อย่างอรหันต์แดงไม่ได้ไปไหนเลยอยู่ในพยัญชนะ ตรรกะ เหตุผลเท่านั้น มีเยอะนะเป็นอาจารย์อยู่ในเถรสมาคมก็มีเยอะ ตรรกะ ภาษา น่าสงสาร เขาหลงจริงๆนะไม่ใช่แกล้งเขาเชื่อมั่นจริงๆว่าเขาหลุดพ้น น่าสงสารแต่ก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไร ถ้าเขาฟังอาตมาแล้วก็เริ่มต้นตั้งแต่ปฏิบัติไป คุณหลุดพ้นตั้งแต่สัตว์ ไม่มีรักไม่มีชังกับสัตว์เลย สัตว์เดรัจฉานก็ไม่ค่อยยากเท่าไหร่ แต่เกี่ยวข้องกับคนนี่แหละ โดยเฉพาะคุณกับเรานี่แหละ คุณจะนับถือเราหรือคุณจะชังเรา ไม่เอารักหรอก คุณจะรักเราไม่ต้องรัก นับถือก็พอ หรือคุณจะไม่พอใจไม่ชอบใจ ชัง อย่างนี้ไม่ใช่ แค่นั้นก็ได้ คนนี่แหละ คุณจะหมดหรือเปล่า ถ้าคุณหมดแล้ว ก็จะไม่มีรักไม่มีชังจริงๆ แล้วคุณจะรู้ความจริงว่าคุณอยู่ในฐานะนี้นะ ฐานะนี้อยู่เหนือเราหรือไม่เหนือเรา จะรู้ด้วย จิตของผู้นั้นจึงจะสะอาด มีปรโตโฆษะ ผู้ใดยังไม่ปรโตโฆษะ ฟังผู้อื่นด้วยแล้วเข้าใจว่าคำของคนอื่นเหนือเราด้วย เมื่อคำของคนอื่นเหนือเรา ก็จะเอาคำของคนอื่นที่เรายอมรับว่าเหนือกว่าเรานี้เอาไปปฏิบัติ เช่นคำว่าโยนิโสมนสิการ การทำใจในใจ ทำใจในใจได้ ทำใจในใจบรรลุ ทำใจในใจได้บรรลุมรรคผลถ่องแท้ บรรลุผลได้เรียกว่า โยนิโสมนสิการ เพราะที่พูดนั้นส่วนมากไม่มีการทำใจในใจถูกต้อง อโยนิโส ไปทำแต่ตรรกะเหตุผล ส่วนมหาบัวก็ทำแต่นิรมาณกาย ให้คนเขาเข้าใจมาเชื่อตามกันเป็นสัมโภคกาย แล้วต่างคนก็ต่างไม่รู้ไม่เห็นช่วยกันเป็นอาทิสมาณกาย ไม่มีสภาวะจริงในตนเป็นอริยสัจ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) 631009_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คนไทยเลือดโลกุตระจะพาไทยชนะทั้งโลก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน