รักร่วมเพศผิดด้วยหรือทำไมเป็นไม่ได้ในยุคนี้.docx
เนื้อหาในไฟล์
รักร่วมเพศผิดด้วยหรือทำไมเป็นไม่ได้ในยุคนี้ _สมณะเด่นตะวัน ส่งบันทึกเด็กมาให้ช่วยให้สัมมาทิฎฐิ..ข้อความมีว่า .....เห็นหลวงปู่ไม่ค่อยเทศน์ถึงพวกชูสามนิ้วเท่าไหร่ ด้วยความที่เขาว่าแค่เด็ก เรียกร้องอะไรอาจไม่ได้มาก เพราะมันเป็นความคิดเด็ก ๆนั้นล่ะ ลุงตู่ก็บอกว่าไม่เอาผิดเด็กหรอก แต่ระวังพวกที่อยู่เบื้องหลังมากกว่า... ทุกวันนี้สังคมเปิดกว้างมากขึ้น แต่ว่าทำไมผู้ใหญ่หรือคนส่วนน้อย ถึงยังไม่สามารถรับพวกเพศที่สาม หรือรักร่วมเพศล่ะ ตามจริงมันอาจจะแปลก ๆ ที่มีเพศที่สามหรือรักในเพศเดียวกัน ก็อาจใช่ที่วิบากเขาอาจแรง แต่เรื่องนี้ลูกอาจจะคิดต่างจากหลวงพ่อน่ะ ในมุมมองของลูกนะ โปรดได้เข้าใจด้วยเหตุฉะนี้ว่า รักร่วมเพศเนี่ยในมุมของลูกก็คือความรักปกติของคนทั่วไปนั้นแหละ แต่เป็นเพศเดียวกันก็แค่นั้น ใจมักรักคน ๆนั้น ให้ทำอย่างไรเล่า ก็พอเป็นคนเช่นกันนั่นล่ะ เขาก็มีสิทธิที่จะรักในความรู้สึก ลูกเลยคิดว่ารักร่วมเพศอย่างไรก็ไม่ได้ผิดอะไร ถึงมันอาจจะดูแปลก ๆไปสำหรับบางคน เช่น หลวงพ่ออ่านของลูกก็คงจะไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง แต่ความคิดของแต่ละคนใช่ว่าเหมือนกัน ตัวของลูกให้คิดแบบหลวงพ่อก็คงคิด แต่ยังเชื่อมั่นในความคิดของตัวลูกอยู่ ให้หลวงพ่อคิดแบบลูก หลวงพ่อก็คิด แต่ก็เชื่อมั่นในความคิดของหลวงพ่ออยู่ ทุกวันนี้สังคมเปิดกว้าง คนก็ต้องเปิดใจขึ้นด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่ลูกคิด เป็นเพียงความคิดส่วนตัว โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน แล้ววิเคราะห์ด้วยค่ะ ได้แรงบันดาลใจจากไหนไม่รู้ ให้วันนี้หยิบประเด็นนี้มาพูด อาจเพราะลูกอินกับสิ่งพวกนี้ และสงสัยว่าทำไมคนบางส่วนถึงรับไม่ได้? แต่ละคนความคิดไม่เหมือนกันหรอกค่ะ ไม่เชื่อหลวงพ่อก็ลองถามเพื่อนๆม.๑ดูว่า “คิดอย่างไรกับรักร่วมเพศ?” ลูกก็อยากรู้
อ่านต่อ
ความคิดของเพื่อน ๆเหมือนกันนะ แต่สุดท้ายนี้ ไม่มีนั้นแหละถูกที่สุดแล้ว ชิมิล่ะ! : P555+ กราบนมัสการค่ะ พ่อครูว่า…เขาลงท้ายว่า ไม่มีนี่แหละถูกที่สุดแล้ว เขาก็ยังมีน้ำหนักความเข้าใจความเชื่อว่าไม่มีดีกว่า ถ้ามันมีมันก็พิลึก มันไม่เหมือนสามัญไม่เป็นสามัญ จับประเด็นตรงที่ว่ามันไม่เป็นสามัญ มันวิสามัญ หรือพูดให้หนักว่ามันวิตถาร ออกไปนอกเรื่องนอกทางนอกรีต วิตถารพิสดาร แปลกกว่าธรรมดา ไม่ใช่เรื่องปกติธรรมชาติไม่ใช่เรื่องสามัญ เป็นคนผิดปกติ คำว่าผิดปกตินี่ก็ชัดเจนเหมือนกันนะ เพราะฉะนั้นอย่าอยากเป็น อย่าไปคิดเข้าข้าง อย่ามาให้คะแนนของความผิดปกติ อย่าไปให้คะแนนของความผิดปกติของสามัญธรรมชาติธรรมดาของมนุษย์ สัตว์ก็แล้วแต่ แต่เราไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องสัตว์ เราพูดถึงเรื่องมนุษย์ มันมีเรื่องปกติสามัญของมนุษย์ธรรมดา เป็นอย่างปกติธรรมดาสามัญของมนุษย์ก็แสนถูกแล้ว ในความเกิดแล้วเกิดเล่าในความเป็นมนุษย์ กว่าจะล้างกิเลสความผิดในความเป็นมนุษย์ที่เราติดยึดสารพัด ติดยึดตั้งแต่วัตถุโลกข้างนอกและภายในถึงรูปภพ อรูปภพ กว่าจะล้างหมดเกลี้ยงเป็นนิพพาน มันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนั่นก็คือ ตรัสรู้ถึงการล้างอัตภาพ ล้างจิตนิยามที่มันยึดอยู่ เป็นธาตุจิตที่มันจับตัวมาตั้งแต่เป็น พีชนิยาม มาเป็นจิตนิยาม มันยึดติด มันมีอวิชชาหลงยึดติดมานานแสนนาน นาน ไม่ใช่เรื่องแค่ 5 ชาติ 10 ชาติแต่มันล้านล้านชาติ มันเกินกว่าที่จะคิดได้ อาตมาพูดไปนี้ไม่ได้หมายความว่าอาตมาคิดไปเอง มันไม่ใช่ความรู้ที่คิดเอาเองคิดง่ายๆ คิดเอาไม่ใช่ มันเป็นความรู้ที่อาตมาอาศัยการศึกษาการประพฤติปฏิบัติ จนมาเป็นโพธิสัตว์กว่าจะรู้เรื่องทำลายได้ ก็คือของเรา อัตภาพของเราที่มันติด แล้วที่จะพูดได้อย่างกว้างขวางอย่างที่อาตมาพูด มาเป็นโพธิสัตว์ และก็จะต้องเรียนรู้ของคนอื่นของเขาแล้วพิสดารแตกต่างกันไปอีก ของแต่ละคนก็แตกต่างกันไม่เหมือนใครทั้งนั้น ไม่มีใครเลยที่จะมีระบบของชีวิตเกิดในแต่ละชาติมาแล้วมีกรรมมีวิบาก เหมือนกันเป๊ะหมดเลยไม่มี แต่ท่านก็ศึกษา แล้วก็พูดเข้าไปแล้วมันจะมาเหมือนกันตรงที่จะมาล้างจากมีความหลากหลาย ที่ไปติดหลากหลาย ก็มาหาน้อยลงน้อยลง และจะมาเหมือนกันเข้าใกล้กันก็คือน้อยลงน้อยลง ที่สุดมาเหลือ 2 หน่วย ก็จะใกล้กันที่สุดเหมือนกันที่สุด ใกล้กันที่สุด คล้ายกันที่สุด ลงตัวเป็นหนึ่งเดียวที่จะเหมือนกันที่สุด และเหมือนที่สุด สุดๆแห่งที่จะเหมือนก็คือศูนย์ไปเลย ศูนย์ไปเลยนี่ เหมือนจนไม่มีอะไรไม่เหมือน ถ้ายังมี 1 ก็ต้องมี 2 ถ้ามี1ก็ต้องมี2 มี 1 ขึ้นมาแล้วไม่มี 2 ก็คือ อุตุธาตุ ถ้ามี 1 ไม่มี 2 คือไม่มีธาตุรู้ คืออุตุ ที่จริง อุตุ มันก็มีดินน้ำไฟลมอีกเยอะแยะ แต่มันไม่รู้ มันไม่มีธาตุรู้ ไม่มีชีวธาตุเลย มีเหตุปัจจัยพลังงานในโลกที่มันผลักกันไปกระทบกันมาไปตามแรง ไม่เป็นตัวตนของตน แต่มันมีตัวมัน แต่ไม่มีตัวตนของตน คำว่าตัวตนของตน หมายถึงสภาพที่มีถ้ารู้เข้าไปในจิต เป็นจิตวิญญาณเลยนี่แหละ เป็นตัวตนที่แท้ เป็นพีชะ เริ่มจะมีธาตุรู้ในตัวเอง ISH สามธาตุรู้ มีบวกมีลบและมีประธานควบคุม ISH ของตน อย่างพืชนี้ ดอกไม้นี้ชื่อรักแรกพบ มี 2 สี สีชมพูกับสีขาวล้วน มีรูปทรงของดอกแปลกดีและเหมือนกัน ชื่อรู้สึกว่าหวานจ๋อยเลยนะ พืชมันเปรียบเทียบแต่ในตัวมันเอง มันมีแต่สัญญากับสังขาร ไม่มีวิญญาณ ไม่มีเวทนา _สู่แดนธรรม...ประเด็นปัญหาคือเรื่องรักร่วมเพศ มันกลายเป็นยุทธศาสตร์การค้าไปแล้ว พ่อครูว่า..ผู้ใดที่ไปหลงใหล เด็กๆเขาเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาแล้วไม่อยากเลิก ไม่คิดจะเลิก คุณจะติดแล้วตกเป็นทาสของลูกค้าเบี้ยในกระดานของพวกทุนนิยม เขาจะใช้คุณเป็นเหยื่อ ในชีวิตคนต่อไป ขอใช้ภาษาง่ายๆว่า กะเทยหรือพวกผิดเพศคือพวกที่เป็นเหยื่อของนายทุน ถูกหลอกปักหัวใช้ มันสุดยอดเลย จะกลายเป็นทาสอยู่ในกระดานหมากรุกโลก หรืออยู่ในสังคมโลกไปเลยทีเดียว ต้องดูตัวให้ดี จะกลายเป็นตกเป็นทาสที่ปล่อยไม่ไป หนักหนาสาหัส อย่านึกผยองในอัตตาตัวเอง หลงติดในความเป็นเพศ เป็นเพศไม่ปกตินี้ รักร่วมเพศพวกนี้ _สู่แดนธรรม...ใน Facebook ถ้าใครมีทัศนคติเหยียดหยามเพศที่สามเขาก็จะถูกแบนอย่างนี้เป็นต้น พ่อครูว่า...ที่ทำอยู่นี้จะเป็นวิบากข้ามชาติ จะบอกให้ ประเด็นสำคัญตรงนี้ คนที่มีรักร่วมเพศหรือเป็นกะเทยข้ามชาติมาถึงมาเป็นคน ได้เป็นกะเทยนี้ มันไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นการสะสมในชาติเดียว มันสะสมเรื่องของกามวิตถาร เป็นการเสพสมสุขสมสัมผัสเสียดสี พูดลึกลงไปจะหยาบ มันเกินธรรมชาติมากวิตถาร ตามธรรมชาติ ในสัตว์หลายประเภทมากเลยมันจะต้องสืบพันธุ์ เพื่อที่จะรักษาเผ่าพันธ์ตระกูลสัตว์นั้นๆ เอาไว้เท่านั้นเอง มันไม่มีความรักความชังมันไม่มีกิเลสตัณหา มันไม่รู้จัก แต่มันจะมีสัญชาตญาณต้องรักษาเผ่าพันธุ์สืบพันธุ์ เพราะฉะนั้นตัวสำคัญคือตัวเพศผู้ จะต้องเป็นเจ้ารักษาเผ่าพันธุ์ เพราะฉะนั้นมันจะเป็นตัวบังคับเพศเมีย เพศเมียจะถูกบังคับ หรือชัดๆก็คือถูกข่มขืน(เพศเมีย) สัตว์เดรัจฉานหลายประเภท มันจะหนีมันจะไม่ให้ง่ายๆ จะเห็นได้ บางทีมันจะต้องไล่ทำร้ายแรงๆ กดขี่ข่มเหงกัน เพราะฉะนั้นเมื่อมีสัญชาตญาณที่เกิดมาเป็นกิเลสตัณหาขึ้นมาได้ ที่มันพัฒนาขึ้นมา ที่จริงไม่ควรเรียกว่า พัฒนา มันเป็นหายนะ แต่มันเป็นสัตว์ที่จะต้องพัฒนาขึ้นมาจนกว่าจะมาเป็นมนุษย์ มาเป็นมนุษย์สามัญ เพศก็รู้เพศสามัญ พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ เพศก็รู้เพศสามัญ แต่เป็นเรื่องที่ต้องวนเวียนในวัฏสงสารยาวนาน พระพุทธเจ้าก็ให้เรียนรู้เหตุปัจจัยของจิต เจตสิก ตัวนี้เป็นตัวที่จะต้องติดยึดก็ล้างความติดยึดออกไป จนมันจางคลาย จนมันดับไปได้ก็เลิก เลิกที่จะมีเรื่องของการร่วมเพศ มีเรื่องของกาม เลิกได้จบ อันนี้จึงจะมาหานิพพาน เพราะฉะนั้นอาตมาอธิบายสั้นๆย่อๆ แค่ที่พูดนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เป็นเรื่องเยอะ ผู้ที่จะบอกว่าไปนิพพานง่ายๆพูดอย่างชุ่ยๆ ตื้นๆ ยกตัวอย่างสายนั่งหลับตาขออภัยอีกที อย่างมหาบัว มหาบัวดีนะ ที่ยังมาบวชเป็นพระ ไม่ได้เป็นฆราวาส ถ้ามหาบัวไม่มีเพศเป็นพระ มหาบัวนี้จะสำส่อนมหาศาลเลย เพราะมหาบัว ไม่รู้จักโทษของกาม ยกตัวอย่าง ขออธิบายเป็นวิชาการ มหาบัวติดกามคุณ 5 อย่างไม่ถอดถอน กามคุณ 5 อย่างตื้นเลย เช่น ติดหมากพลู อยู่ในหมากพลูคือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เป็นกามคุณ 5 ครบ อยู่ในหมากพลู รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ติด จนตายเลย คำหมากยังคาปาก ขออภัยพูดไปสุดท้าย เคยจะเลิกหลายทีแล้ว แต่เลิกไม่ได้ โกหกโลกเขา จะเลิกหลายทีแต่เลิกไม่ได้ ก็เลยโกหกต่อว่ามันไม่ใช่สิ่งเสพติด มหาบัวพูดอย่างนี้เลย ปฏิภาณสามัญก็เข้าใจได้แล้วว่าจริงๆตัวเองโกหกให้แก่ตัวเอง เพราะตัวเองก็รู้ว่าเป็นสิ่งเสพติด แต่ตัวเองเลิกไม่ได้ก็เลยโกหกต่อว่า ไม่ใช่สิ่งเสพติด ก็เลยติดจนตายไม่รู้โทษภัยของกาม เพราะไม่รู้จักโทษของกาม กามาทีนวะ ตัวนี้ตัวเดียวเป็นตัวยืนยันว่ามหาบัวหลอกโลกซ้ำ จึงมีความผิดอนันตริยกรรม นี่เป็นโทษหนักระดับอนันตริยกรรม เป็นการอวดอุตตริมนุสสธรรมที่ไม่มีในตนแท้ๆ ไม่บรรลุก็บอกว่าบรรลุ แล้วก็โกหก รู้ว่ามันเป็นกามแต่โกหกต่ออีก พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ที่รู้โกหกทั้งๆที่รู้ว่าตัวเองโกหก เป็นคนที่ไม่มีอะไรที่ชั่วที่ทำไม่ได้ ฟังดีๆนะลึกซึ้งมาก ไม่มีความชั่วใดที่คนที่โกหกทั้งๆ ที่รู้ว่าตัวเองโกหกจะทำไม่ได้ คิดดูสิว่าคนคนนี้จะคบไหวไหม ขออภัยที่อาตมาต้องยกเอาของมหาบัวมาพูด เพราะมันเป็นเรื่องจริงที่เขาประพฤติอยู่ ไม่ได้ไปเจตนาข่มดูถูก อยากให้ลูกศิษย์ของมหาบัวฟังด้วยใจไม่อคติ อาตมาไม่ได้ไปโกรธท่าน อาตมาถ้าหากมีความโกรธอยู่นิดนึงก็โง่มาก อาตมาศึกษาไปสู่นิพพานแล้วบอกว่าโกรธนิดนึงก็ยังไม่รู้ อาการโกรธในจิตก็ยังไม่รู้ ก็ยังทำออก แล้วจะมาพูดว่าคุณเป็นพระอรหันต์คุณก็ยิ่งโกหก อาตมาย่อมไม่ทำอย่างนั้นเป็นอันขาด _สู่แดนธรรม...มีคนจองคิวจะอธิบายเรื่องนี้จากต่างประเทศ ผมมีความเห็นว่า ในบรรดาสิ่งมีชีวิต สัตว์เดรัจฉานจะไม่มีรักร่วมเพศ ต่างชาติเรียกร้องให้มีสิทธิเสรีภาพ พ่อครูว่า...มันเป็นเรื่องของความผิดธรรมดา อย่าไปสั่งสมความผิดธรรมดา วิตถารเพิ่มขึ้นมันซวย เพราะมันสั่งสมมันก็จะยิ่งหนักเข้าไปอีก หนักเข้าไปอีก คุณก็จมเข้าไป กรรมวิบากมีจริง เริ่มคิดเริ่มพูดก็ทำก็ครบเลย กายกรรมวจีกรรมมโนกรรม มันก็ตกเป็นขี้ปากที่คุณจะพูดเข้าไปเท่าไหร่ๆ ก็ยิ่งสะสมเป็นวิบาก คุณต้องรู้จัก โทษภัยของกรรมวิบากที่สั่งสม อย่าไปสั่งสมกรรมวิบากที่เป็นอกุศลที่ไม่ดี มันชั่ว มันผิด มันไม่ดี สิทธิเสรีภาพเป็นการแก้ตัวอย่างง่ายๆเท่านั้น
630928_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 10