จิตบริสุทธิ์หมดอาสวะตกผลึกตั้งมั่นจึงเรียกสมาธิของพุทธ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข1 ตุลาคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

จิตบริสุทธิ์หมดอาสวะตกผลึกตั้งมั่นจึงเรียกสมาธิของพุทธ _ดวงใจ เจี๊ยบ : พ่อครูบอกว่าไม่สุขไม่ทุกข์ยังไม่ใช่อุเบกขา เพราะจิตต้องบริสุทธิ์สะอาดด้วย_แล้วอะไรอยู่ระหว่างไม่สุขไม่ทุกข์และอุเบกขาค่ะ_มันคืออนุสัยกิเลสหรือเปล่าค่ะ_ถ้าใช่ เราจะขจัดมันยังไงค่ะ พ่อครูว่า...ให้ปฏิบัติตามที่เรียนรู้ที่ฟังอาตมาหรือพวกเราอธิบายไปแล้วก็พาปฏิบัติอย่างมีเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลาย แล้วคุณก็จะได้เป็นเอง เข้าใจว่ากิเลสมีเป็นขั้นๆเป็นอาสวะ 10 อนุสัย 7 อย่างนี้เป็นต้น มันจะซับซ้อน สังโยชน์ 10 จะล้างอาสวะ ก็เป็นพระอรหันต์ได้แล้ว สูงไปกว่านั้นหมดสิ้นทั้งอาสวะและอนุสัย เป็นอุภโตภาควิมุติ อนุสัยลึกจึงละเอียดลึกซึ้งกว่าอาสวะอีกชั้นหนึ่ง แต่หมด อาสวะก็เป็นพระอรหันต์ได้แล้ว พวกนี้ปรินิพพานเป็นปริโยสานได้แล้ว รู้จักธาตุจิตของตัวเอง แล้วก็สามารถตายอย่างไม่ต่อภพต่อภูมิ กายสเภทาปรัมรณา หลังจากแยกจิตเป็นอุตุธาตุได้แล้วหรือเป็นพีชะบ้าง หากเป็นพระอรหันต์ที่ยังไม่เก่ง แต่ก็เอามารวมกันเป็นจิตนิยามไม่ได้อีกแล้วจึงสลายอัตตา อย่าเพิ่งไปอยากรู้รายละเอียดจนกว่าฐานของตัวเองจะถึง

ไม่สุขไม่ทุกข์ เราก็ต้องดูอาการของจิตใจที่เป็นสุขเป็นอย่างไร เป็นทุกข์เป็นอย่างไร มันไม่มีแล้วมันเป็นสภาพคู่ มันไม่มีทั้งคู่ แต่ไม่มีทั้งคู่ คุณก็ไม่เข้าข้างสุขไม่เข้าข้างทุกข์ คุณก็เป็นกลางๆ นั่นเข้าข่ายอุเบกขาแล้ว ไม่สุขไม่ทุกข์ จะเป็นอุเบกขาจริงๆก็คือ เศษเสี้ยวของทุกข์ เศษเสี้ยวของความสุข มันก็จะเบาบางจางคลายลงเรื่อยๆ มันไม่มากมันก็ไม่มีฤทธิ์ทำให้ คุณเก่งกว่า คุณก็รู้สึกว่ามันนิดๆหน่อยๆเท่านั้น แต่มันยังไม่สะอาด แต่มันทำอะไรเราไม่ได้ มันไม่ถึงขั้น ปริสุทธา ของอุเบกขา พยัญชนะว่า ไม่สุขไม่ทุกข์ แสดงว่าสุขกับทุกข์มันยังเป็น 2 ถ้าปร

อ่านต่อ

ิสุทธา มันก็ไม่เป็น 2 แล้วไม่เป็น 2 แล้วมันเป็นอะไรก็เป็น1 ก็เป็นอุเบกขา เอาพยัญชนะมาสื่อสภาวะ อุเบกขา มันทิ้งสุข ทุกข์ เจตนาแม้มันจะเหลือก็มีน้อย จนกระทั่งเรียกว่าอุเบกขาได้ แต่ถ้ายังไม่น้อยหรือยังไม่หมดก็ไม่เรียกอุเบกขาได้ทีเดียว อุเบกขาเริ่มด้วย ปริสุทธา คือจิตสะอาด สะอาดจากสุข จากทุกข์ เรียกว่าไม่สุขไม่ทุกข์ก็คือ พอทนได้โดยไม่ยาก ทนได้โดยไม่ลำบากในฌานทั้ง 4 ใช่ไหม แม้ฌานที่ 4 อุเบกขาคือ Synonym ใช้แทนไม่สุขไม่ทุกข์ไปก่อน จนกว่าจะเป็นอุเบกขาแท้ ฌานที่ 3 ท่านก็ใช้สำนวนว่า ผู้รู้ท่านเรียกว่า เริ่มมีอุเบกขา มีความเป็นกลางขึ้นมาบ้างแล้ว ฌาน 3 มีสุข ฌาน 4 ลดสุข จะเหลือนิดหน่อยก็เรียกว่าไม่แข็งแรงเต็มที่จนมาเป็นอุเบกขาแข็งแรง สะอาดตกผลึก อาสวะสิ้นๆ พ้นฌาน 4 ไปแล้วถึงจะเรียกว่า จะเรียกว่าฌานที่ 5 เรียก อากาสานัญจายตนะ นิมนต์จิบน้ำ สมณะฟ้าไทว่า…เคยถามคนที่เขามีความรัก เขาบอกว่ามีความทุกข์เรื่องที่คนอื่นไม่เข้าใจเขา เขาไม่ได้มีความทุกข์เรื่องมีกิเลส อาตมาก็เลยบอกว่า สิ่งที่คุณอยากจะได้มันเป็นความทุกข์ทรมานในอนาคตแต่ตอนนี้ไม่เห็นทุกข์

สู่แดนธรรม...พ่อท่านเคยบอกว่า มันเป็นเรื่องของจิตที่มันพักยก มันอิ่มแล้วไม่สามารถที่จะมีความสุขได้อีก มันก็หยุดเสพพักยกชั่วคราว ก็เข้ากับที่คุณเจี๊ยบบอกมาได้ไหมครับ พ่อครูว่า...ได้ อย่างนั้นก็พอได้ หรือแม้แต่จะอธิบายความว่าเป็นกลาง อันนี้ก็ยาก ยิ่งไปแปลว่า ทางสายกลางนี่ โอ้โห หาทางออกไม่ได้เลย ไปแปลอย่างคนไม่มีความรู้ไม่มีสภาวะ ไปแปล มัชฌิมาปฏิปทาว่าทางสายกลาง มันอาจจะไม่ผิดพยัญชนะ มัชฌิมาแปลว่ากลาง เขาไปแปลรวบเลยว่า ทางสายกลาง มันเลยเป็นเน้นตัวปฏิปทา ทางมรรค จบที่ทาง แต่ตัวผลอยู่ที่ไหนไม่มี ไม่รู้เรื่องอธิบายไม่ออก อาตมาก็เลยค่อยๆขยายความว่า มัชฌิมาแปลว่า กลาง ท่ามกลาง สภาวะจบ สภาวะกลางหรืออุเบกขาเป็นสภาวะของปริสุทธา สะอาดบริสุทธิ์จากกิเลส 2 ข้าง คือ กาม กับ อัตตา ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นพระสูตรแรกของพระพุทธเจ้าเรียกว่าความสุดโต่ง 2 ข้าง ภาษาบาลีว่าอันตา ที่แปลว่าที่สุด แต่ที่สุดมันแยกกันสองด้าน เพราะฉะนั้นก็จะต้องให้เป็นที่สุด ไม่รู้จักสุดตรงไหน ก็ต้องไม่มีทั้งสองด้านคือกามหรืออัตตา จิตเราได้มีความประพฤติ ไม่เสพทางกาม ไม่เสพทางอัตตา “หมดความอยาก สิ้นความเสพ” แตะอยู่ก็ไม่เสพ สัมผัสอยู่ก็ไม่เสพติด จิตเลยไม่มีรส มีรูปไม่เสพรูป มีรสไม่เสพรส รสของมันเป็นอย่างไรก็รู้ความจริง รูปเป็นอย่างไรก็รู้รูปของมันตามจริง กลิ่นเป็นอย่างไรก็รู้เป็นอย่างนั้นไม่ได้ผลักไม่ได้ดูด เข้าใจด้วยปัญญาอันยิ่ง ต้องมีสภาวะของตัวเอง จิตมันมีลักษณะอุเบกขา ที่เป็นฐานของนิพพาน ป๋อง...มันมีเนกขัมมะกับเคหสิตอุเบกขา พ่อครูว่า...มันมีเคหสิตอุเบกขากับเนกขัมสิตอุเบกขา ในมโนปวิจาร 18 เนกขัมมะ 18 กับเคหสิตะ 28 เคหสิตะคือโลกีย์ เราก็ต้องออกจาก เคหสิตะ ไล่มาเป็นเนกขัมสิตะ ออกจากกามตัวแรก ไม่สุข เป็นภายนอก ต่อมาไม่สุขไม่ทุกข์ภายนอก ไม่ผลักไม่ดูดไม่ทุกข์ไม่สุข แล้วจิตก็สำเร็จลงมาเป็นกลาง เป็นกลางก็รู้ในผลของที่สัมผัสวัตถุภายนอก จนกว่าจะพ้นกาม ไม่ผลักไม่ดูด ไม่ติดในที่กลาง ไม่เอาแค่นี้ เพิ่มอีก เป็นภายใน ก็เรียกว่า โสมนัส โทมนัส แล้วก็ไม่สุขไม่ทุกข์ในใจนี่อีก หมดอาการทางภายใน โสมนัสก็ไม่มี โทมนัสก็ไม่มี ก็เป็นอุเบกขา พอเป็นอุเบกขา ก็ไม่ติดในอุเบกขาไม่ติดแป้นอยู่ในอุเบกขา ถ้ามันเคลื่อนไปไม่มีสุขไม่มีทุกข์ เรารู้แล้วอนุโลมตามเขา เหมือนกับคนข้างนอกนี้เขานึกว่าเราเสพ เรามีภายนอก เกี่ยวข้อง ดีไม่ดีก็สนองคำพูดเขาเลย อันนี้สวยอันนี้อร่อย แท้จริงไม่ได้มีรสอร่อย ไม่ได้มีสวยซาบซึ้งจิตอะไร ไม่ได้เอร็ดอร่อยจริง แต่ต้องพูดอันนั้นลงไปกับเขา เหมือนกับเล่นกับเด็กว่าอันนี้สนุกนะ เพราะเด็กเขายังเดียงสา ไม่สามารถรู้ความลึกละเอียดเข้าไปถึงสภาพที่จะอธิบายสวรรค์ให้เขาฟัง เดียงสา มาจากคำว่าติงสะ แปลว่า 33 เขายังมีภพสวรรค์ที่เป็นภพเก๊ ธรรมดาคนเรามีแค่ 32 อาการแต่อันนี้เป็นอาการที่ 33 อาการเก๊ เป็นสวรรค์ ซึ่งเป็นของเก๊ทั้งนั้นตั้งแต่จตุมหาราชดาวดึงส์ เริ่มเสพรส เพราะฉะนั้น คนที่เราอนุโลมกับเขา ใจของตัวเอง สุทธิ อสุทธิ ปัจจัตตัง คุณเสพ แต่คุณหลอกคนอื่นว่าไม่มี อวดอุตริมนุสธรรมหรือเปล่า เสพอยู่แต่บอกว่าไม่เสพไม่มี โกหกทั้งๆที่รู้ว่าตัวเองโกหก ปาราชิกนะ อย่าทำเป็นเล่นเชียวนะ กรรมวิบากเป็นเรื่องจริงนะ ไม่มีใครรู้กับคุณหรอก แต่คุณทำกรรมนั้นจริง เพราะฉะนั้นกรรมเป็นอันทำ เอายางลบลบก็ไม่ได้ เอาลิควิดลบก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่สามารถเข้าใจสภาวะนี้ไปจนกระทั่งถึงเนกขัมสิตอุเบกขาได้เป็นฐาน นี่แหละคือฐานที่จะสั่งสมตกผลึกลงเป็นนิพพ าน แล้วก็สะอาดมากยิ่งขึ้นๆ จิตที่สะอาดมากยิ่งขึ้นนั่นแหละคุณจะต้องรู้ได้ด้วยตนเป็นปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา คนที่แยกมโนปวิจาร 18 เยกเป็นเนกขัมสิตะ 18 เคหสิตะ 18 18 นี้มาจากไหน มาจากทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ 6 ทวาร คุณกระทบทางตาก็มีความสุข ความทุกข์ หรืออุเบกขาได้ อาการของจิตที่เป็นกิเลสกับอาการจิตที่ออกจากกิเลส เนกขัมมะ จากกามตัณหา หมดกามตัณหาก็เหลือภวตัณหา เหลือรูป คุณก็ยังสัมผัสกับรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และจิตใจคุณมีโลกุตรจิตอยู่เหนือได้แล้ว ก็ต้องล้างเหตุ ถ้าไม่มีเหตุให้กระทบ คุณก็จะไม่รู้จัก รูปกิเลสที่เป็นภวตัณหา คุณกระทบแล้วเกิดจริงไม่ใช่ไปนั่งหลับตา ปฏิบัติภวตัณหาก็ไปนั่งหลับตาอย่างนั้นไม่ใช่กิเลสจริงหรอก มันเป็นแค่สัญญา คุณต้องกระทบสัมผัสในปัจจุบัน และมันเกิดกิเลสในปัจจุบัน มีเหตุปัจจัยภายนอกภายในครบกายวาจาใจ ครบองค์ประกอบทั้งภายนอกภายใน กายมีกายธรรม มีทั้งกายทั้งใจ นี่ต่างหาก จึงจะเรียกว่าครบถ้วนของความจริง ความจริงต้องมีสองสภาพ ภายนอก ภายใน ต้องมีการเป็นอยู่ในปัจจุบันนั้น หลัดๆๆ เพราะฉะนั้นที่มีแต่จิต โมเมไป จิตคิดอยู่คนเดียว เสร็จแล้วมันเป็น นิรมาณกาย สัมโภคกาย ที่จริงไม่มีใครเห็นกับคุณด้วยเลย อาทิสมานกาย ปรุงแต่งเอง จะไปพูดกันว่ามันใช่มันใช่ เรียกสัมโภคกาย พูดกันแล้วเหมือนกับเห็นว่าตรงกันตรงกัน ก็เลยเสพร่วมกัน เหมือนนิพพานปลอม มันไม่มีนิพพานจริง เหมือนสายมหาบัว ถึงบอกว่าเป็นพระอรหันต์ไม่รู้กี่องค์แล้ว นิพพานเหมือนกันแต่ไม่เหมือนกันเพราะต่างคนของใครของมัน อาทิสมาณกาย ไม่ใช่เรื่องจริงที่ตรงกัน ที่เป็นสัจจะมีหนึ่งเดียวเท่านั้นคืออริยสัจ 4 ในจูฬวิยูหสูตร ไม่ง่ายเลยที่คนจะเดาหรือคาดคะเนเอา สัจจะมีหนึ่งเดียวเท่านั้นไม่มีสอง แล้วไม่มีอย่างอื่นเลย นอกจากอันนี้เท่านั้น หนึ่งในมหาจักรวาลนี้ นอกนั้น 2 ทั้งนั้น แต่เถียงกันได้เลย นอกจากผู้จะมีนิพพานตรงกันจริงๆเลย มายืนยันทั้งภายนอกภายในด้วยกันได้เลย คนเป็นๆด้วย หากคนตายแล้วยืนยันให้กันไม่ได้ ต้องยืนยันตอนเป็นๆ แล้วมีคนอื่นด้วยเป็นกายสักขีร่วมกัน มีกาย มีรูปนามภายนอกภายใน นี่เรียกว่า กายสักขี ตกลง สรุปว่า...มันยังไม่ใช่อนุสัยกิเลสนะ คุณดวงใจ เจี๊ยบ ก็ค่อยๆศึกษาไป ขอพูดเปิดไว้หน่อย จิตอนุสัยนี้เมื่อสุดแห่งที่สุดแล้ว จิตอนุสัยของพระอรหันต์พระโพธิสัตว์ ก็ต้องสะสม จิตที่จะตกลงก้นบึ้ง แต่เป็นจิตคุณวิเศษ ไม่ใช่กิเลสนะ อนุสยะ สยะคือตัวเรา อนุคือตัวเล็กๆ เหลือไว้น้อย ละเอียด นิดหน่อยเอาไว้ รักษาไว้ใช้งาน แล้วท่านรู้แล้วเราไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นอันนี้แล้ว ท่านจะทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้ไม่มีปัญหา

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน