การสวดมนต์ ของพุทธศาสนา.pdf
เนื้อหาในไฟล์
1 2การสวดมนต์คืออะไร......๓รูปแบบของการสวดมนต์......๙รูปแบบการสวดอื่นๆก็มี......๑๓ผิดด้วยหรือที่สวดใส่ท�านอง......๑๗การสวดสรภัญญะ ที่ถูกต้องเป็นอย่างไรแน่......๒๓สวดมนต์ผิดๆ เป็นการท�าลายพุทธศาสนา......๔๓สวดอย่างไร จึงเป็นการสืบทอดพระศาสนา......๕๑aaaaaaa 3ค�ำว่า สวด เป็นค�าในภาษาไทย ความหมายที่ถูกต้องคือ ยื่นออกไป การสาธยายหรืออธิบายให้ยาวออกไป เพื่อให้รู้ให้เข้าใจยิ่งๆขึ้น หรือการท่องทบทวนค�าสอนเพื่อจ�าไว้ปฏิบัติมนต์ คือพระธรรมบท คือ ค�าสั่งสอนจากพระโอษฐ์พระพุทธเจ้าแท้ๆโดยตรง ส่วนอีกอย่างหนึ่ง คือ ค�าส�าหรับสวดสรรเสริญคุณพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์นั้น เป็นของสาวก เรียกว่า ประณามคาถาดังนั้นประณามคาถาจะสวดอย่างไร? แบบไหน? ก็ไม่มีค�าห้าม หรือ ค�าอนุญาตของพระพุทธเจ้า เพราะไม่ใช่ธรรมบทของพระองค์ หรือไม่ใช่ธรรมค�าสอนของพระพุทธเจ้า การสวดมนต์ คือการน�าพุทธพจน์ น�าธรรมบทของพระพุทธเจ้ามาสังวัธยาย เอามาบรรยาย อธิบาย มาบอกให้รู้ จะได้เข้าใจ แล้วเอาไปปฏิบัติ จะได้เกิดมรรคผลอย่างนี้ ตรงกัน 4เท่านั้นเอง ส่วน“ประณามคาถา”นั้น คือ ค�าประพันธ์ขึ้นมาโดยใครๆก็ได้ เพื่อสวดสรรเสริญคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์การสวดมนต์ต่อหน้าผู้คนสาธารณะนั้น ไม่ใช่ลัทธิของพุทธ การเอาบทมนต์ไปสวดพร้อมกันต่อหน้าผู้คนสาธารณะอย่างที่ท�ากันนั้น ไม่ใช่ลัทธิของพุทธ พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้เอาธรรมบทไปสวดพร้อมกันตั้งแต่ ๒ คนต่อหน้าฆราวาส หรืออนุปสัมบัน(คนผู้ยังไม่มีภูมิรู้โลกุตระ) แต่การสวดอย่างประณามคาถานั้นสวดได้ เพราะเป็นบทที่เขาแต่งขึ้นใหม่ ไม่ใช่ธรรมบทของพระพุทธเจ้า เป็นบทที่เขาแต่งขึ้นสรรเสริญพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ แล้วเอาไปท่องให้คนศรัทธาเลื่อมใสพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ อย่างนี้เรียกว่าประณามคาถา ถ้าอย่างนี้จะสวดพร้อมกันกี่ค
อ่านต่อ
นก็ได้ไม่เป็นไร 5เช่น พาหุง ๘ หรือ มหากาฯ หรือภวตุสัพพฯ เป็นต้น ส่วนยะถาสัพพีฯนั้น มีทั้งธรรมบทของพระพุทธเจ้ากับประณามคาถาที่แต่งกันเอง คือ ช่วงต้นเป็นธรรมบท ช่วงท้ายเป็นประณามคาถาตั้งแต่ ยะถาวรีวหา...ไปจนจบ มณิโชติรโสยะถา ก็สวดคนเดียว เพราะเป็นธรรมบท โบราณาจารย์ท�าไว้ถูกต้อง ตามธรรมวินัย แต่ถ้าเริ่มสัพพีติโย วิวัชชันตุ อันนี้เป็นประณามคาถาแล้ว พระท่านก็สวดพร้อมกันแบบนักร้องหมู่(choir) ได้แล้ว ไม่ผิดธรรมวินัยดังนั้น การเอาธัมมจักกัปปวัตตนสูตรซึ่งเป็นธรรมบท ไปสวดล้านเที่ยวอย่างที่ธรรมกายท�านั้นบาปกินหัว สวดพร้อมกันด้วย มันผิดไปหมด แม้จะไม่รู้ ท�าแล้วก็เป็นบาปใส่ตัวเอง เป็น อาบัติส�านักอโศกไม่เคยท�ากันอย่างนี้เลย เราไม่ละเมิดอาบัติอย่างนี้ ทุกวันนี้อาตมายังภูมิใจในสมณะอโศกที่ยังเข้าใจธรรมวินัย ปฏิบัติตามธรรมวินัยได้ ไม่มีเงินทองของตัวเองที่จะ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ เป็นต้น อาบัติเรื่องการสวดมนต์ก็ไม่มี แต่ในส่วนของพระกระแสหลักนั้นมีพระต้องอาบัติเรื่อง การสวดมนต์กันเละเทะไปหมดเลย ขออภัยที่ต้องพูดมากพูดชัดและพูดความจริงเพราะบทมนต์หรือมนตราหรือค�าสอนที่น�ามาสวดกันนั้น สูงสุดได้มาจากค�าสอนของพระพุทธเจ้าโดยตรง ถัดมาก็เป็น ค�าสอนของอาจารย์ สุดท้ายก็เป็นของคนใดคนหนึ่งหรือนักบวชรูป 6ใดรูปหนึ่งแต่งขึ้นมา ก็มีเท่านั้นเอง แต่เดิมมาที่ต้องมีการท่องการสวด เพราะว่าบทมนต์คือค�าสอนพระพุทธเจ้า ที่จ�าเป็นต้องท่องเป็นการรักษาไว้ เพราะในสมัยโบราณไม่มีเครื่องมือบันทึกอะไร แม้แต่ตัวหนังสือก็ไม่มี จึงต้องอาศัยการท่องจ�า สวดไว้เป็นประจ�าจนถ่ายทอดไว้ถึง ทุกวันนี้ได้ การท่องจ�าไว้เรียกว่า สังคีติ มีการสวดเป็นหมู่เพื่อ ช่วยกันท่องช่วยกันจ�า เหมือนท่องสูตรคูณท่องบทอาขยาน เป็น ต้น โดยธรรมชาติมันก็จะมีท�านอง มีจังหวะเกิดขึ้นมาเองจน ได้ จึงต้องระวังอย่าให้มีอยู่เสมอ จึงจะส�าเร็จ ส่วนการท่องเพื่อ ตรวจสอบอย่าให้ผิดนั้น ผู้สวดจะสวดคนเดียว แล้วมีหมู่ใหญ่ช่วยกันฟัง หากมีค�าใดความใดผิด ก็ทักท้วงขึ้น แล้วช่วยกันตรวจแก้ให้ถูกต้องไว้เสมอ การสวดแบบนี้ เรียกว่า สังคายนาแต่ปัจจุบันคุณจ�าแค่ที่คุณต้องใช้ก็พอแล้ว ถ้าคุณ รับผิดชอบจะต้องจ�าปาฏิโมกข์ให้หมด ก็ต้องท่องให้ได้ แล้วก็ใช้ แค่ปาฏิโมกข์ อย่างอาตมา จ�าธรรมะไว้เพื่อที่จะใช้ประโยชน์ก็จ�า ยิ่งใครจ�าได้เป็นพระสูตรเลยก็ยิ่งดี อาตมาเองจ�าได้เป็นส่วนๆ จ�าทั้งพระสูตรที่ยาวๆยังไม่ได้ จ�าได้แต่สูตรสั้นๆ เช่น มูลสูตร ๑๐ ข้อ สัมมาทิฏฐิ ๑๐ ข้อ หรือ รูป ๒๘ นาม ๕ เวทนา ๑๐๘ ยังงี้พอ จ�าได้ เพราะใช้อธิบายบ่อย เป็นต้น แม้แต่มงคล ๓๘ ยังจ�าไม่ได้ทั้งหมด ก็จ�าแต่พอใช้ได้ เป็นต้นเพราะฉะนั้น การสวดมนต์ ทุกวันนี้ จ�าได้ก็ดี หรือจะใช้เครื่องมือช่วยจ�าก็มีเยอะไป เรื่องสวดมนต์จึงไม่ใช่เรื่องยุ่งยากแล้วแต่ทุกวันนี้เขาสวดกันอย่างเสียหายโง่เง่า สวดอย่าง 7หลงผิด อย่างที่พาสวดธัมมจักรกัปปวัตนสูตรล้านจบนี่ โง่ที่สุด เลย แน่นอน ใครท่องล้านจบนี้ก็ต้องจ�าได้แน่ ว่าแต่ถ้าจ�าได้แล้ว จะเสียเวลาไปท่องพร�่าเพรื่ออวดเก่งกันอีกท�าไม นอกจาก“โง่” ก็เลยท่องเสียแรง เสียเวลา เสียทุนรอนกัน งมงายไม่เสร็จ แถม หลงยึดมั่นถือมั่นความงมงายนี้กันหนักอีกด้วยหากท่องแล้วไม่มีประโยชน์จะท่องไปท�าไม ท่องจ�าก็ เพื่อเอาไปใช้ได้ สวดเพื่อจ�าบทมนต์ของพระพุทธเจ้าแล้วเอาไปใช้ให้เป็นประโยชน์ ให้เหมาะสมกับเราด้วย บทมนต์อันใดที่ไม่เหมาะสมกับเรา ก็ยังไม่ต้องท่อง เพราะใช้อะไรไม่ได้ บางคนท่องไว้ เพื่อสอนเขาก็ดีเพื่อประโยชน์สอนกัน แต่ถ้าสวดเป็นเรื่องของ การอวดเก่งอวดขลังอวดโอ่นั้น มันก็ไม่ถูกต้องแล้ว 8 9 พูดถึงเรื่องรูปแบบการสวดมนต์ อาตมาขอถือโอกาสนี้อธิบายความรู้ ในมุสาวาทวรรค ๑ สิกขาบทข้อที่ ๔ ภิกษุสอนธรรม(สวด) สงฆ์หรือภิกษุรูปใด จะเอาค�าสอนพระพุทธเจ้า มาพูดกับประชาชน ก็ต้องเอามาพูดเองทีละคน คนเดียวเอามาพูด จะเป็นพระสูตรคือธรรมบท ก็ได้ อย่างอาตมาพูดอยู่นี้บ่อยไป อาตมาก็สาธยายคนเดียว อย่างนี้เรียก สังวัธยาย อธิบาย ไปให้คนคนเดียวเข้าใจ ให้คนรู้เรื่อง อย่างนี้ได้แต่ถ้าเอามาสวดพร้อมกันตั้งแต่สององค์ขึ้นไป ถ้าว่าพร้อมกัน มันจะสอนธรรมอธิบายธรรมพร้อมกันท�าอย่างไร จะอธิบายใช้ภาษาพูดอธิบายไปพร้อมกันให้ตรงกันทั้งคู่ทั้งหมู่ มันก็ต้องซ้อมมาก่อนใช่มั้ย? มันจึงจะพูดออกมาตรงค�าความเดียวกันพร้อมกันได้ แล้วจะเรียกว่าอธิบายได้อย่างไร เพราะมันไม่ใช่การอธิบายแน่ นั่นมันคือ ค�าสวดท่องให้ตรงกันมาก่อน ใช่มั้ย? การอธิบายหรือการสาธยายไม่ใช่ค�าท่องสวดเป็นหมู่ 10แยกแยะกันให้ชัดๆ นี่พยายามแปลค�าสอนจากบาลีนะ เพราะเขาสะดุด เหมือนกันว่า อย่าเอาธรรมบทของพระพุทธเจ้ามาสวดพร้อมกัน ต่อหน้าอนุปสัมบัน(ฆราวาสผู้ยังไม่มีภูมิรู้โลกุตระ) ไม่งั้นจะต้องอาบัติปาจิตตีย์ทุกค�า เขาก็สะดุดนะ ว่าพระสวดพร้อมกันตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไปเป็นหมู่ต่อหน้าอนุสัมบันนั้นอาบัติ มุสาวาทวรรค ข้อ ๔ แต่เมื่อเข้าใจผิดก็ไปสวดธรรมบทพร้อมกันต่อหน้า อนุสัมบัน คือมันเสื่อม มันท�าให้คนหลงผิดงมงาย จนไม่เข้าใจว่า ในศาสนาพุทธเรื่องสวดเป็นเรื่องส�าคัญ มีพระวินัยห้ามไว้ว่าอย่าท�าอย่างนั้น แม้ว่ามันจะเป็นวัฒนธรรมประเพณีของศาสนาอื่นๆศาสนาไหนเขาก็ท�ากันอยู่ดาษดื่นทั่วไป แต่พระพุทธเจ้าทรงออกวินัยห้ามท�าในศาสนาของท่าน เพราะท่านทรงรู้ภัยรู้โทษเรื่องนี้ โดยทั่วไปการสวดนั้นมีอยู่ ๒ อย่างใหญ่ๆ เรียกว่าสวด 11สังคีติ กับสวดสังคายนา ในวินัยของศาสนาพุทธ นอกจากนั้นก็มีสวดประณามคาถา พุทธไม่มีการสวดลากเสียงอันยาว หรือสวดมีท�านอง เพราะเป็น“ค�าห้าม”ในวินัย ไม่ใช่ค�าอนุญาตสวดสังคีติ คือสวดเพื่อจดจ�าธรรมบทหรือค�าสอนของพระพุทธเจ้าเอาไว้ แต่ก่อนไม่มีสิ่งที่บันทึก ก็ต้องใช้คนท่องจ�ารักษาสืบทอดกันมา สวดเพื่อรักษาค�าสอนไว้ เหมือนกับเด็กท่อง บทอาขยาน ท่องสูตรคูณให้จ�าได้ สวดเป็นหมู่ได้เพื่อช่วยจ�า ได้ดี แต่อย่าสวดต่อหน้าญาติโยมอนุสัมบันไง สวดเฉพาะหมู่ภิกษุด้วยกัน ระวังตรงนี้ ที่จะผิดวินัย ส�าคัญตรงนี้้ให้ดีแต่สวดสังคีตินั้นภิกษุจะต้องมานั่งสวดพร้อมกัน และต้องสวดในเฉพาะที่ ไม่ใช่ไปสวดต่อหน้าธารก�านัล สวดในที่ของ ตนเฉพาะนักบวชสมัยพระพุทธเจ้าจ�าเป็นต้องท�าเพราะไม่มีสิ่งบันทึก สมัยนี้มีการบันทึกด้วยเครื่องและตัวหนังสือเยอะแยะแล้ว อยากจะดูก็เปิดเลย อย่างเช่น อาตมา อันไหนจ�าได้ก็พูดขึ้นมา อันไหนจ�าไม่ได้ก็เปิดดูสวดสังคายนา คือสวดธรรมบท ธรรมวินัย ของพระพุทธเจ้าขึ้นมาเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง เป็นการสวดรูป เดียว อย่างลงปาติโมกข์ก็สวดคนเดียว หมู่พระสงฆ์ก็ฟังและตรวจสอบว่าธรรมบทที่ผู้นั้นท่องมามันผิดหรือถูก ถ้าคนสวดคนเดียวนี้ สวดผิด คนอื่นๆที่จ�าได้ถูกต้อง ก็ท้วงว่ามันผิด ที่ถูกต้องจะต้องเป็นอย่างนี้ๆ 12หรือ ถ้ามีใครท้วงมาอีกว่าผิด ก็ต้องถามความเห็นตรวจสอบกัน ถ้าหมู่ส่วนใหญ่ถือว่าอย่างนี้ถูก ก็ต้องเอาตามเสียงส่วนใหญ่(เยภุยสิกา) คือถือความรู้ของคนส่วนใหญ่เป็นหลัก เกณฑ์ แล้วหมู่ต้องช่วยกันจ�า เนื่องจากแต่ก่อนไม่มีการบันทึก ก็ต้องอาศัยจดจ�าไว้ หรือถ้าท้วงมาคนเดียวแต่หมู่เขาว่าถูกหมดคุณก็หน้าแหกคนเดียว(ถ้ายุคเสื่อมมากๆ หมู่ใหญ่จะผิด สัตบุรุษจะถูก)การสวดสังคายนาจึงเป็นการสวดเพื่อรักษาสิ่งที่ ถูกต้องเอาไว้ ทุกวันนี้ ก็ยังอาศัยกันอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ควรให้ผิดหลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้า เช่น พากันสวดด้วยเสียงอันยาวหรือ ใส่ท�านองหรือสวดพร้อมกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปต่อหน้าญาติโยมฆราวาส 13สังสาธยาย อย่างที่อาตมาสวดนี้ก็สวดเพื่อสาธยายหรือสาธยายอธิบายความนั่นเอง ซึ่งก็ต้องสวดคนเดียว เพราะเป็นการสวดที่อธิบายค�าสอนของพระพุทธเจ้า ด้วยการขยายความให้ผู้ฟังเข้าใจขึ้น เป็นประโยชน์ที่จะได้ซาบซึ้ง และน�าไปปฏิบัติ เป็นมรรคเป็นผลมากขึ้นสังวัธยาย เป็นการท่องบ่นดังๆเพื่อให้เข้าหูตนอีกทีหนึ่ง ก็ต้องคนเดียวนั่นแหละ เพื่อเสริมความจ�าของตน ท่องแล้วเสียง มันจะสะท้อนเข้าหูตัวเอง แต่เสียงมันเร็วนะ ท่องจากปากปั๊บ มัน มาได้ยินที่หูเลยสรภัญญะ “สร” คือ สระ(มีรัสสะกับทีฆะ) ภัญญะ คือลักษณะการออกเสียง เปล่งค�าความ หรือ ความเป็นแห่งการกล่าว การสวดสรภัญญะ จึงคือ ความเป็นแห่งการกล่าวตามสระนั้นๆ ผู้สวดสรภัญญะก็ต้องใช้เสียงสระอันพอเหมาะตามเสียงสระ อะ อา อิ อี อุ อู โอะ โอ อย่างถูกต้อง ไม่ใช่ลากเสียงยาวเกินจริง เช่น 14อาก็ต้องอา แต่นี่ อาาาาาาาาาาา.....ยาวไปถึงไหนกันสระ อิ ก็อ่าน อิ สระอีก็อ่าน อี อุก็อุ อูก็พอสมควร มันไม่ดังมากไม่ยาวเยิ่นเย้อหรอก เอ โอ ก็ยาวหน่อย ไปสวดเสียงสระอันพอเหมาะ ต้องเข้าใจ แต่ถ้าไปลากเสียงอันยาวท่านปรับ อาบัติทุกกฏทุกวันนี้ สวดกันด้วยเสียงอันยาว เช่น นามัวตัสสาอาอาอา จึงเป็นอาบัติทุกค�า เพราะไม่ใช่สวดสรภัญญะ มันไม่ตรงตามสระสังคหะ คือการสวดอย่างย่อ สังคหะคือการช่วยเหลือ การได้ สังคหะคืออันย่อเข้าแล้ว แต่เขาก็สวดกันยาวๆ ยานคางไป เป็นความผิดเพี้ยนไปไกลจากศาสนาพุทธสวดสังคหะ สังคหะ คือ การเติม การให้ช่วยเหลือ การท�าให้พอเหมาะพอดี เป็นการได้ ซึ่งท่านก็แปลตามบาลี หมายความว่าอันนั้นแหละ อันใด ค�าว่า นะโม เป็นต้น ก็สวดว่า นะโม อย่าสวดว่า.... นาาาามัววววว ไม่ใช่ ค�าว่านะโมก็คือย่อ มาแล้ว สังเขปเข้ามาแล้ว สวดสังคหะหมายถึงเช่นนั้นแต่ทุกวันนี้สวดสังคหะ เป็นอย่างไร บางที เอิงเอยโหย หวนไปใหญ่ เหมือนกับประชดแดกดัน สวดยืดไป บ่งบอก สภาวะจริงว่าไม่เข้าใจศาสนา จึงกลับตาลปัตรไปหมด ที่ถูกก็เห็นเป็นผิด ที่ผิดกลับเห็นเป็นถูก ให้สั้นดันยาว แต่ให้ยาวดันสั้น เป็นต้นส่วน ประณามคาถาซึ่งคือค�าที่คนรุ่นใหม่แต่ง ยกตัวอย่าง ยะถาสัพพี ซึ่งผู้รู้สมัยโบราณท่านก็สวดถูกต้อง ยะถา วาริวะหา ปูรา ปะริปูเรนติ สาคะรัง เอวะ เมวะ อิโต ทินนัง... 15คุณสวดคนเดียวถูกแล้วแม้จะสวดต่อหน้าสาธารณะก็ไม่ผิด เพราะเป็นธรรมบทของพระพุทธเจ้า แต่ถ้าเป็น สัพพีติโย วิวัชชันตุฯ นี้สวดพร้อมกันเป็น หมู่ได้ เพราะว่าเป็นค�าสวดที่คนรุ่นใหม่แต่งขึ้น แต่เอาของพระพุทธเจ้ามาปะหน้าไว้ สรุปว่า การสวดยะถาสัพพีนั้น ถ้าสวดพร้อมกันต่อหน้าประชาชนตั้งแต่ ยะถา วาริวะหาฯก็ผิดแน่ ให้สวดพร้อมกัน ได้ตั้งแต่ สัพพีติโยฯ แต่ถ้าสวดยานคางก็ผิดอีกสังคีติ คือสวดเพื่อจดจ�า สวดเป็นหมู่เฉพาะในหมู่ภิกษุ จะจัดจังหวะ มีส�าเนียงเล็กน้อย เพื่อช่วยจ�าง่ายขึ้น ก็พอได้ แต่ไม่ใช่เพื่ออวดอ้าง เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยนิยมสวดกันแล้ว ก็เลยสวดแค่สังคายนา มีการสวดพระปาฏิโมกข์ที่ปฏิบัติต่อๆกันมา ศีลปาติโมกข์ จริงๆแล้วก็คือจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล แต่ต่อมามันเสื่อมลง เท่าที่เห็นนั้นพระกระแสหลักเขาไม่มีศีล ไม่รู้จัก จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เขามีแค่วินัย ๒๒๗ ข้อ ก็เอาแค่วินัยมาเป็นปาฏิโมกข์ ก็สวดกันแต่วินัยทุกปักษ์ ส่วนสมณะอโศกนั้น เราเน้นทั้งศีลและวินัย ตอนบวชก็ให้จุลศีล มัชฌิมศีล และมหาศีลเป็นข้อปฏิบัติ ส่วนวินัย ๒๒๗ ก็สวดทบทวนกันทุกปักษ์ 16 17พระพุทธเจ้าทรงตั้งระเบียบ ตั้งวินัยไว้ เพราะ ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาสวดท่องหากินเลี้ยงชีพเหมือนเดียรถีย์ ให้เลิกเสีย ถ้าจะสวดก็ให้เป็นการสาธยาย ให้เข้าใจ ชัดเจนในเรื่องนั้นเรื่องนั้น อย่าเอามาสวดพร้อมกันหรือสวดใส่ ท�านอง สวดมีประโยชน์ ๑. เพื่อจ�า ๒. เพื่อสาธยายหรืออธิบายท่านได้ตั้งระเบียบ ออกพระวินัยห้ามไว้ว่าอย่าท�า เพราะการสวดอย่างนั้น ๑. มันไม่รู้เรื่อง ๒. มันจะเข้าใจผิดว่า สวดแล้วจะได้สิริมงคล ได้คุณงามความดี เป็นบุญกุศล พากันสวดแต่ไม่รู้เรื่องว่า พระพุทธเจ้า สอนอะไร เอาไปปฏิบัติอย่างไรไม่รู้เรื่อง กลายเป็นเรื่องไสยศาสตร์ หรือกลายเป็นสวดให้เก่ง อวดอ้างกัน ให้ยิ่งใหญ่ เป็นเรื่อง magical บันดาลให้ได้ตามที่ปรารถนา เป็นเรื่อง“หลงขลัง” 18การสวดมนต์ซึ่งกลายเป็นเครื่องมือท�ามาหากินของพระ ไม่มีอะไรจะท�าแล้ว พระทุกวันนี้ ก็เลยท่องแต่บทสวดมนต์ ไม่ว่า เจ็ดต�านาน สิบสองต�านาน ท่องได้มากก็ถือว่าเป็นพระดี ได้ไปสวดในงานต่างๆ สวดให้เจ้าภาพดีใจว่า จะช่วยบันดาลให้ได้ลาภยศสรรเสริญสุข ซึ่งมันไม่เป็นความจริง มันไม่มีประโยชน์อย่างนั้น มันท�าให้หลงผิดงมงาย มีแต่โทษ ท�าให้ คนเข้าใจเพ้อๆฝันๆ เสียเวลา แรงงาน ทุนรอน งมงายเข้าใจผิด ไม่คุ้มกันเลย พระธรรมค�าสอนกลายเป็น“ของขลัง”เพ้อพกพระวินัยที่สอนเรื่องนี้นั้นอยู่ในพระวินัยเล่มที่ ๗ ตั้งแต่ข้อ ๒๐-๒๑ เรื่องสวดพระธรรมด้วยท�านองข้อ ๒๐ เป็นค�าห้าม มิให้สวดด้วยเสียงอันยาว หรือใส่ท�านอง ส่วนข้อ ๒๑ อนุญาตให้ 19ท�าให้ตรงด้วยสระและพยัญชนะว่าเราอนุญาตให้สวดสรภัญญะ [๒๐] สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์ (พระหกรูปที่เป็นตัว nuisance ตัวรวนมาก ท�าผิดๆหลายอย่าง) สวดพระธรรมด้วยท�านองยาวคล้ายเพลงขับ ชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ สวดพระธรรมด้วยท�านองยาวคล้ายเพลงขับ เหมือนพวกเราขับ ภิกษุทั้งหลายได้ยินพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ...ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระฉัพพัคคีย์จึงได้สวดพระธรรม ด้วยท�านองยาวคล้ายเพลงขับ แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคพระผู้มีพระภาค ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ... จริงหรือภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้าพระพุทธเจ้าท่านตรัสพระวินัยข้อที่ ๒๐ ทรงปรับอาบัติทุกกฏข้อนี้ชัดเจนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสวดพระธรรมด้วยท�านอง ยาวคล้ายเพลงขับ มีโทษ ๕ ประการนี้ คือ :๑. ตนยินดีในเสียงนั้น๒. คนอื่นก็ยินดีในเสียงนั้น๓. ชาวบ้านติเตียน๔. สมาธิของผู้พอใจการท�าเสียงย่อมเสียไป(อวิชชาเข้า จิตก็เสพติด เมื่อเสพติด จิตก็ติดในรสนั้น กิเลสก็ยิ่งยึดมั่น 20กลายเป็นกิเลสาสวะสะสมใส่อนุสัย อนุสัยก็ตั้งมั่น สัมมาสมาธิเสีย ไปเป็นมิจฉาสมาธิ ถ้ากิเลสไม่เข้า สมาธิจะตั้งมั่น เป็นสัมมาสมาธิ ตกผลึกความแข็งแรง แต่ถ้ากิเลสสะสมตกผลึก ก็กิเลสยิ่งตั้งมั่น ก็ยิ่งเป็นมิจฉาสมาธิแข็งแรง)๕. ภิกษุชั้นหลังจะถือเป็นเยี่ยงอย่าง (มีอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองในตอนนี้เห็นกันดาษดื่น) ภิกษุจะถือเป็นเยี่ยงอย่าง เพราะโง่แล้วไม่เข้าใจจึงสวดกันเป็นหมู่ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษ ๕ ประการนี้แล ของภิกษุผู้สวดพระธรรมด้วยท�านองยาวคล้ายเพลงขับดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสวดพระธรรมด้วยท�านองยาวคล้ายเพลงขับ รูปใดสวดต้องอาบัติทุกกฏฯวินัยข้อที่ ๒๐ นี้ คือ “ค�าห้าม” ไม่ให้ท�าผิดตามที่ห้ามนี้สวดยาวเกิน ฑีฆสระ(สระเสียงยาว) แต่คุณเอื้อนเกินเสียงยาวไปอีก รัสสระก็เป็นเสียงสั้น ถ้าเสียงหนักก็คุรุ ถ้าเบาก็ ลหุ แต่ถ้าออกเสียงเกินกว่าที่ควรก็ผิดลากเสียงยาวก็ผิด ใส่ท�านองก็ผิด ยาวคือ ยาวะ ยามะคือขนาด ที่เขาเอามาเถียงกันในเรื่องอาบัติ สะสมยาว อาบัติยามะหรือยาวะข้อ ๒๐ ท่านก็จบแค่อาบัติทุกกฏ ถ้าไปขับร้องก็ผิด ทุกวันนี้ไม่สวดตามสระสั้น-ยาวที่ก�ากับ พยัญชนะ เรียกว่า สรภัญญะ จบอันที่ ๑ อาบัติทุกกฏในข้อที่ผิด ไปสวด อย่างนี้ให้เกิด โทษ ๕ ประการดังกล่าวนี้ 21ที่จริงนักบวชพวกเราก็สวด ทั้งฆราวาสทั้งนักบวช ก็สวด แต่เราสวดประณามคาถาซึ่งสวดพร้อมกันได้ และสวดเป็นสรภัญญะ ไม่ใส่ท�านอง ถ้าสวดธรรมบทที่ต้องสวดเพื่อจ�า ได้ ก็สวดในหมู่ตัวเอง อาตมาก็ไม่ให้เอามาสวดนอกต่อหน้า อนุปสัมบัน เพราะจะกลายเป็นนักร้องหมู่ไปนักร้องหมู่นี้ภาษาอังกฤษเรียกว่า choir(ไควเออร์) ซึ่งเสียงมันพ้องเสียงกับค�าว่า ควาย คือหมู่สัตว์ชนิดหนึ่ง เขาก็เลยหาว่าอาตมาว่าพระเขาเป็นควาย แต่ไม่ใช่ นักร้องหมู่ที่เขาเป็น choir (ไคว-เออร์) เป็นการร้องหมู่กัน จะประสานเสียงหรือ ไม่ประสานเสียงก็อีกนัยหนึ่ง เขาเรียกว่านักร้องหมู่ ไม่ใช่ Solo singer คือนักร้องเดี่ยว 22 23ส่วนข้อ ๒๑ เป็นเรื่องของการสวดสรภัญญะ[๒๑] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายรังเกียจในการสวดสรภัญญะ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคพระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สวดเป็น ท�านองสรภัญญะได้ ฯ(ก็มีหมู่ภิกษุไปสวดใส่เสียงเอื้อน หรือมีท�านองจะเล็ก น้อยก็ผิดแล้ว เรียกการสวดแบบนี้ว่า สรภัญญะ) ข้อที่ ๒๐ เป็นค�าห้ามไม่ให้ท�า ถ้าท�าตามที่“ห้าม”นั้นผิด ส่วนข้อที่ ๒๑ อนุญาตให้ท�าได้ นั่นคือ อนุญาตให้สวดตาม พยัญชนะที่มีสระสั้น-สระยาวอยู่ในตัวแล้วเท่านั้น มิใช่ให้ลากเสียงหรือใส่ท�านองว่าเราอนุญาตให้สวด สรภัญญะ วินัยข้อที่ ๒๑ นี้คือ “ค�าอนุญาต” จงท�าตามที่ให้ท�าได้นี้แต่ค�าว่าท�านองนี้เขาเอามาใส่เอง ที่จริงค�าบาลีมีแค่ 24สรภัญญะ (เตนโข ปน สมเยน ภิกขู สรภ กุกกุจจายนตฯ อถโข เต ภิกขู ภควโต เอเตมตถ อาโรเจสุฯ อนุชานามิ ภิกขเว สรภนติ ฯ) แต่ผู้แปลใส่ค�าว่าท�านอง หน้าสรภัญญะเอง ที่จริงค�าว่าท�านอง คือ คีตะนั้นไม่มี เขาก็เติมว่า“ท�านองสรภัญญะ”เข้า ไปเอาเอง ท�านองคือเสียงเพลง ท�านองเพลง เพลงมีท�านอง “อนุชานามิ ภิกฺขเว สรภนติ” เห็นมั้ย? ค�าตรัสสุดท้ายก็มีแค่ “เราอนุญาตสรภัญญะ” ในพระบาลีไม่มีท�านองเลย มีแค่สรภัญญะ คือ มีแต่ สระ ซึ่งมีสระสั้น-สระยาว กับ ภัญญะ คือความเป็นแห่งการกล่าวถ้าเข้าใจ“อะไรห้าม-อะไรอนุญาต” สองค�านี้ก็จบ แต่ ถ้าไม่เข้าใจหรือเจตนาไม่เข้าใจ จะใส่ท�านองหรือลากเสียงให้ยาว เกินสระสั้น-สระยาว(พอดี)ก็อาบัติ ก็ตัวใครตัวมัน ก็รับวิบากกรรมกันไป ส�าหรับผู้ท�าผิดจริง ก็อาบัติจริงวงการศาสนาของพระกระแสหลักทุกวันนี้ มีการสวดมนต์ใส่ท�านองกันทั้งนั้น อาตมาขอพูดด้วยใจจริง ศาสนาพุทธที่แท้นั้น ไม่มีการสวดท�านองเลยชาวอโศกก็สวดมนต์ แต่ไม่ได้ใส่ท�านอง อย่างสวดบท พาหุงฯ ก็ออกเสียงตามพยัญชนะตามสระธรรมดาว่า พาหุงสะหัส สะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง อย่างนี้เรียกว่า สวดสรภัญญะที่ถูกต้อง เพราะ สรภัญญะ คือความเป็นแห่งการกล่าวตามเสียงของสระนั้นๆ ค�าว่า สระ มันมี รัสสระกับทีฆะสระ คือสระเสียงสั้นกับสระเสียงยาว เมื่อสะกดกับพยัญชนะก็เป็นค�าๆให้ออกเสียงออกมา 25เป็น“การกล่าว” ซึ่งไม่ใช่“ร้องมีท�านองเป็นเพลง” หรือลากเสียงให้ยาวเกินกว่าสระนั้นๆก�ากับอยู่ ตามรัสสะ ตามทีฆะ ไม่ผิดอะ เสียงสั้น อา เสียงยาว อิ อี อุ อู ก็มีเสียงสั้นเสียงยาว ออกเสียงตามสระที่ก�าหนดพยัญชนะนั้น เท่านั้นเองและไม่ควร ลากเสียงยาวเกิน เช่น อะก็อะ-อิก็อิ-อาก็อา ไม่ใช่อาาาาาา นี่ผิด เรียกว่าลากด้วยเสียงอันยาว เป็น อายามะ ถ้าคีตะก็คือเสียงเพลง สรภัญญะไม่มีท�านอง ไม่เป็นเพลงสวดลากเสียงยาวไม่ได้ ใส่ท�านองไม่ได้ แต่เขาก็โมเม ว่า การสวดสรภัญญะคือการสวดใส่ท�านอง นี่คือความเข้าใจผิด ที่มีมาอย่างยาวนาน ขอยืนยันว่าที่ถูกต้องคือไม่มีท�านองเลยสรภัญญะ ไม่มีค�าบอกเลยว่าให้เป็นท�านอง แม้แต่กล่าว 26ยาวเกินกว่า ทีฆะสระก็ยังผิดเลย ที่ท�าผิดๆกันมาก็เพราะ ความเข้าใจที่ไม่คมแม่นชัดพอที่จริง สรภัญญะคือค�ากล่าวที่ไม่ได้มีท�านองเลยประณามคาถาคือค�ากล่าวที่แต่งขึ้นใหม่ส�าหรับสรรเสริญคุณพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ค�าสอนของพระพุทธเจ้าสรภัญญะคือ “ค�ากล่าว”ที่เป็น“ค�าสอน” ไม่ใช่“เพลง” เด็ดขาดแน่ๆส่วน“การกล่าว”ค�าสอนนั้น บาลีว่า “สรภัญญะ”ค�าพูดไม่ใช่“คีตะ”แน่ๆ “คีตะ”กับ“สังคีติ”ก็มีนัยแตกต่างกัน ยิ่งค�าว่า “สรภัญญะ”ไม่ใช่“เพลง”เลย ใส่ท�านองไม่ได้ แม้เอื้อนด้วยเสียงอันยาว เกิน“ทีฆสระ” ก็ผิด“วินัย”แล้ว ถ้าเป็นท�านองมันก็ยิ่งผิดกันไปใหญ่แน่นอน ฟังดีๆ อาตมาก�าลังอธิบายให้มันชัดๆ“คีตะ”นั้นคือ เพลง ที่เป็นเพลงที่มีท�านองหลากหลายหากสวด นะโมตัสสะ เป็น นามัววววตาสสาา นี้ผิดไปเลย เพราะลากยาว แต่ประณามคาถาก็จะมีค�าบาลีแต่งผสมไปด้วย แต่ถ้าเผื่อว่า นะโมตัสสะ ภควโต แบบค�าพระพุทธเจ้า นะโมแปลว่าความนอบน้อม นอบน้อมต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นต้นส�าหรับ“สังคีติ”นั้น อนุโลมมีท�านองได้นิดหน่อย พอช่วยให้“ท่องจ�า”เรียกว่า“ท่องสังคีติ(ท่องจ�าไว้)” จะท่องเป็นหมู่พร้อมกันก็ได้ แต่ต้องท่องในที่ลับตาฆราวาสนะ ไม่ใช่การ“ท่องโชว์”ฆราวาส จึงเรียกว่า สังคีติ อนุโลมให้บ้าง แต่ไม่ใช่ให้เลยเถิด 27ไปใหญ่ยิ่งน�ามาสวดโชว์ฆราวาส ไม่แค่“ท่อง”แต่“ร้องเป็นเพลงหากิน”นั้นผิดแน่นอน เป็น“วณิพกหรือคณิกา”เลย “การกล่าวค�าสอน” ของพระพุทธเจ้าเรียกว่า “กล่าวธรรมบท” จึงน�ามา“กล่าวพร้อมกัน ๒ คนขึ้นไป”ต่อหน้า สาธารณะ หรือต่อหน้าฆราวาสไม่ได้ เป็น“การห้าม”ธรรมบท คือค�าสอนก็กล่าวเป็นค�าสอน แล้วอธิบายค�าสอนนั้นๆไป ผู้สอนก็ต้องสอนอธิบายได้ทีละคนสอน“ธรรมบท”โดยกล่าวสอนสาธยาย ขยายค�าอธิบายมีพลความประกอบได้ ธรรมบทอย่าเอามาสวดสอนพร้อมกันตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป ธรรมบทใช้น�ามาสอนทีละคนได้ เพราะมันสอน“ธรรมบท”พร้อมกันตามพระวจนะนั้นๆ มันท�าไม่ได้ จึงสอน“ธรรมบท”พร้อมกันไม่ได้ สอนได้ทีละคน และห้ามน�าค�าสอนมาสวดโชว์พร้อมกันซึ่งก็มี“วินัย”ห้าม”แล้ว ขืนท�าก็ “อาบัติ”ทุกค�ากล่าว กล่าวหนึ่งค�า อาบัติหนึ่งตัว กล่าวมากขึ้นไปกี่ค�า ก็อาบัติไป ตามจริง กล่าวเท่าใด ก็อาบัติเท่านั้น ยิ่งกล่าวมากก็ยิ่งอาบัติมาก สวดมนต์ของภิกษุทุกวันนี้จึงคือการท�าอาบัติด้วยการสวดธรรมบทอยู่ตลอดเวลา ด้วยมิจฉาทิฏฐิ อวิชชาน่าสงสารคนสมัยนี้ ท�าผิดอาบัติแล้วไม่รู้ตัว ใครติงเตือนก็เฉย เหมือนม้าตดเสียงดัง แต่ท�าหน้าเฉยๆขอย�้าว่า “การกล่าว” สรภัญญะนี้ไม่ใช่เพลงเด็ดขาด ไม่มีท�านอง แม้แต่การกล่าวลากเสียงยาวเกิน‘ทีฆสระ(สระเสียงยาว) 28ก็เป็น‘อายตเกน(เจตนาลากเสียงให้ยาวเกินความเป็น“สระเสียงยาว”นั้น)’ก็ผิดแล้ว ก็อาบัติแล้ว“การกล่าว”คือ “สรภัญญะ”นี้เป็นเรื่องที่เป็นทั้ง“กุศล(สิ่งที่เป็นธรรม = สมบัติที่นับว่าเจริญ)” ที่สุด เป็นทั้งอุปกรณ์ที่พาไปสู่ “บุญ(พลังงานที่เป็นอธรรม = วิบัติ[คือฆ่ากิเลส]ที่ท�าให้เจริญสู่นิพพาน)” ยิ่งสวดแบบ“คีตัสสเรนะ”ก็เป็นเพลงแล้วส่วน“เพลง”ที่เป็น“ศิลปะ”ก็อีกอย่างหนึ่ง คือ“ภาษาที่มีท�านอง”บาลีว่า “คีตะ”(ซึ่งยังมีนัยที่แตกต่างจาก“สังคีติ”อีกนะ) พระพุทธเจ้าท่านอนุญาตสรภัญญะ ท่านห้ามการสวด ที่มีท�านอง หรือห้ามการสวดที่ลากเสียงอันยาวแต่บางท่านยังลากยาวสวดเป็น นาโมอัว….ผิดทั้งท�านองและลากยาว หากลากเป็น นามัว....ก็ผิดท�านองอีก ภควโต 29ถ้าออกเสียง ภะคะวะโต อย่างนี้เป็นสรภัญญะ แต่ถ้า นะโมโอโอ....ตัสสะ ภะคะวะโตโอโอ..... หรือรัสสะก็ออกเสียงยาวเป็น น้า.....โม.....ตาด.....ซาาาาา..... มันไม่ใช่แล้วมันลากยาว มันเกินรัสสระแล้วลากยาวเป็นทีฆสระที่ลากยาวอาตมาอยู่ในยุคพระพุทธเจ้าก็ไม่เคยสวดอย่างที่เป็นแบบนี้ ที่เขาสวดกันนี้ ชาวอโศกก็สวดมนต์ แต่ไม่สวดอย่างผิดๆนี้ อาตมาพาชาวอโศกสวดแบบสรภัญญะที่ออกเสียงค�าตามเสียงสระที่ก�ากับอยู่ ถ้าสระเสียงสั้น ก็ออกสั้น สระเสียงยาวก็จะออกยาว เช่นสวดว่า นะโมตัสสะภะคะวะโตอะระหะโตสัมมา สัมพุทธัสสะ ซึ่งมันเป็นแบบสรภัญญะที่ถูกต้อง มีรัสสระกับ ทีฆสระที่ถูกต้อง ใครออกเสียงยาวเป็น นามัวตาสสาาาาา ซึ่งเลยขีดการสวดสรภัญญะ ก็เป็นอาบัติทุกค�าหากไม่เข้าใจก็จะลากเสียงอันยาวและใ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive