660213 พ่อครูเทศน์งานอัฏฐาริยสัจจายุ ประชาธิปไตยแบบไทยโดยเฉพาะ ตอนที่ 3.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์33 KB
วันที่แก้ไข20 กุมภาพันธ์ 2566

เนื้อหาในไฟล์

660213 พ่อครูเทศน์งานอัฏฐาริยสัจจายุ ประชาธิปไตยแบบไทยโดยเฉพาะ ตอนที่ 3 https://www.boonniyom.net/53025.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1shuH_tCgB7uJ8YaaxyRsieKwHQJd-s1Ckq9VKYAW2Os/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1kegdHOpSkw5RPPenGSblT_mViYr69omd/view?usp=share_link

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/DcUZ9hkGjJs และ https://fb.watch/iFXpOTG_vD/

พ่อครูว่า... วันนี้วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 ที่บวรราชธานีอโศก แรม 8 ค่ำ เดือน 3 ปีเถาะ อาตมาเกิดวันอังคาร วันอังคารก็เลข 3 ถึงวันนี้อายุ 88 ปี 8 เดือน 8 วัน อาตมาก็เกิด 8 ค่ำ และอาตมาก็ทำงานมาได้ 53 ปี เลข 5 + 3 ก็ 8 อีกด้วย มันก็ลงตัวกันหมดดีนะ _กวีจากหายโง่ Loving kindness is the great Love Born to serve Mankind ไม่หน่ายแหนง เป็นความรัก - เมตตา สุดใจ สุดแรง คือรักแห่ง นิยตโพธิสัตว์ ชัดจริงๆ ศีรษะจรดแทบเท้าประณมนบ ด้วยศรัทธาและเคารพอย่างสูงยิ่ง ขอตามรอยเท้าพอ่ไปไม่ประวิง โปรดเป็นมิ่งขวัญ ลูกๆนานนานเทอญ กราบมาด้วยศรัทธาและเคารพอย่างสูงยิ่ง ....หายโง่แลเราโน่ 13 ก.พ.66

_ขวัญดิน สิงห์คำ…ขอบูชาพ่อครูด้วยการปฏิบัติธรรมให้ยิ่งขึ้น 44 ปี สำหรับการปฏิบัติจริงในเส้นทางปฏิบัติธรรม ได้ค้นพบความจริงที่พัฒนาตนเองให้พ้นทุกข์ได้มากขึ้น กราบขอบพระคุณพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ที่เป็นแบบอย่างที่สำคัญยิ่งในเรื่องความกล้าที่จะพิสูจน์ความจริง แม้ยากลำบากพ่อครูก็เพียรทำ ก่อให้เกิดกำลังใจและเป็นแบบอย่างให้ดิฉันที่จะเผชิญกับผัสสะอย่างไม่ย่อท้อ ผัสสะที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งยาก พ่อท่านสอนในสิ่งที่ถูกต้องให้กับลูกหลานและประชาชนทั่วไป สิ่งที่ได้ประโยชน์สูงสุดที่

อ่านต่อ

พ่อครูให้ทำคือการเป็นหัวหน้าพรรค เป็นสิ่งที่ไม่ชอบเลย แต่ทำได้ 15 ปี และสิ่งที่ไม่ชอบมากกว่าหัวหน้าพรรคคือการไปประท้วงไม่ชอบยิ่งกว่า ตั้งใจจะไม่ไป แต่ไปทุกครั้งและกลับเป็นคนสุดท้ายทุกครั้ง ประโยชน์ที่ได้รับมากมายมหาศาล ได้ฝืนใจตนเองอย่างยิ่งยวด การประท้วงเหมือนการจำลองการดูแลประเทศมีคนทุกรูปแบบ คนอดอยาก คนขโมย คนเห็นแก่ตัว คนมีน้ำใจ คนเสียสละ คนกล้าหาญและที่สำคัญเห็นความจริงที่พ่อท่านมีเหนือคนอื่น และสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองคือศรัทธามั่นคงกับสังคมอโศก เชื่อมั่นในสังคมอโศกจะนำพาสังคมไปสู่เส้นทางที่ถูกต้องและก้าวหน้าต่อไป ประเด็นที่ 2 สิ่งที่ฝืนใจคือการเรียนต่อปริญญาโท ปริญญาเอก ได้เห็นนิสัยตนเองชัดเจนคือการไม่ยอมคน สิ่งที่ได้ฝึกมากที่สุดคือการยอม เลยได้คิดว่าเรายอมอาจารย์ได้ ทำไมจะยอมชาวอโศกไม่ได้ ขณะนี้ทำใจ เข้าใจยอมรับวัฒนธรรมอโศกได้มากขึ้น 44 ปีที่ปฏิบัติธรรมตามแนวทางของอโศกไม่ผิดทาง มีแต่เจริญขึ้นทุกวัน รู้เท่าทันกิเลสได้เร็วขึ้น และเอากิเลสออกได้ไวขึ้น กราบขอบพระคุณพ่อครูที่เป็นแบบอย่าง ขอให้อายุยืนยาว ให้สัมมาทิฐิแก่ชาวโลกต่อไป กราบนมัสการด้วยความเคารพและบูชายิ่ง ขวัญดิน สิงห์คำ

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ประชาธิปไตยแบบไทยโดยเฉพาะ ตอนที่ 3 พ่อครูว่า... เราก็มาต่อ เรื่องราวประชาธิปไตยที่จะต้องอธิบายต่อ ประชาธิปไตยแบบไทยโดยเฉพาะ ประชาธิปไตยของไทยไม่เหมือนใครในโลก เป็นแบบไทยโดยเฉพาะ อาตมาได้กลับมาชัดเจนเหมือนกัน ว่านักธรรมะนี่แหละต้องยุ่งการเมือง นี่ก็พูดซ้ำพูดไปแล้ว นักธรรมที่ต้องยุ่งการเมืองโดยเฉพาะนักธรรมะที่มีภูมิอริยะ มีโลกุตรธรรมแท้ เพราะว่าจะเป็นคนผู้มีคุณธรรมที่บรรลุธรรมกันจริงๆ ตั้งแต่โสดาบันไปถึงอรหันต์ มีจริงๆ แล้วก็มีความจริงใจ เพราะว่าการบรรลุธรรมนี่คือใจมันเป็นจริง ใจมันบรรลุโสดาบัน ใจมันหลุดพ้นจริงๆ หลุดพ้นจากสิ่งที่แต่ก่อนนี้เราโง่ ไม่รู้ ไปหลงผิด ไปหลงเสพหลงติดอยู่ไปหลงเป็นทาสมัน มันหลุดพ้นออกมาเลย ความหลุดพ้นในจิต มันรู้เลยว่า ไอ้ที่ชัดๆก็คือมันยังต่ำ ไอ้นี่ยังต่ำ ไอ้นี่ไม่สูง ไอ้นี่ยังไม่น่าที่จะไปติดยึดอยู่เลย ไม่น่าไปคลุกคลีเกี่ยวข้อง ควรจะต้องละหน่ายคลาย หลุดพ้นออกมา เพราะฉะนั้นยิ่งมีสิ่งที่อยู่กับโลกเขาเป็นลำดับๆๆ เป็นลำดับลำดา ต่ำแล้วก็สูงขึ้นจากโลกต่ำแล้วก็สูงขึ้นแล้วก็โลกสูงขึ้นสูงขึ้นสูงขึ้น จะมีกี่ชั้นก็แล้วแต่ จะเป็นคนรู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็นโลก พอรู้จักรู้แจ้งรู้จริงในโลกแล้วก็หลุดพ้นออกจากโลกมาเรื่อยๆ คนที่หลุดพ้นออกมาจากโลกคือมีจิตที่เป็นโลกุตรจิตเป็นอุตระ เมื่อหลุดพ้นแล้วไม่ได้หนีออกไปนะแต่อยู่เหนือครอบงำ ครอบงำโลกอยู่เหนือโลกเหล่านั้น เช่นโลกอบาย อบายภูมิโลกต่ำสุด เราหลุดพ้นออกมาได้แล้วเราก็อยู่เหนือ มันอยู่ในโลกนี้แหละ ทุกวันนี้ในโลกอบายมุขหยาบคายในโลกต่ำๆลงเรื่อยๆในโลก มันใกล้กลียุค คนในโลกนี้มันต่ำลงต่ำลงต่ำลง มีเมืองไทยนี่คนไทยเจริญขึ้นเป็นลำดับ นอกจากคนที่อวิชชา คนที่ชั่ว คนไทยที่ชั่ว ยังเหลือเศษอยู่เท่านั้น เป็นพวกตกยุคความเป็นไท คือความเป็นอิสรเสรีภาพ คนพวกที่ยังนึกว่าตัวเองเป็นประชาธิปไตย นึกว่าตัวเองเป็นพวกประชาธิปไตย หลง ไม่เข้าใจคำว่าประชาธิปไตยคืออะไร ทั้งๆที่ตัวเองเป็นจอมเผด็จการ จอมตัวตน จอมครอบครัวตน จอมพวกของตน พวกไหนฟังเอา ในคนไทยเป็นจริงนะมีพฤติการณ์จริง มีปรากฏการณ์จริงไม่ใช่อาตมาใส่ความ ไม่ใช่พูดจินตนาการ แต่เป็นของจริงมีจริงตัวจริงเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่ขาด เดี๋ยวนี้เขาก็ยังแสดงนึกว่าตัวเองจะต้องเป็นผู้ชนะ ตัวเองจะยังใหญ่อยู่จะต้องยิ่งใหญ่อยู่ ยังไม่เชื่อว่าตัวเองนี้ ถูกคนไทยรู้ทันแล้วยังไม่เชื่อ ยังหลงว่าตัวเองเป็นอย่างนั้นอยู่ก็ยังดิ้นรนเป็นเฮือกสุดท้ายหรือเปล่า จริงๆไม่ได้ดิ้นเป็นเฮือกสุดท้ายหรอก มันขาดเฮือกไปจนกระทั่ง เหมือนคนจมน้ำแล้วสำลักน้ำอยู่เท่านั้นเหลือแต่จะตายเมื่อไหร่ก็เท่านั้นไม่รู้ ยังไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นคนที่เป็นอริยบุคคลตั้งแต่โสดาบันจนถึงอรหันต์แล้วจริงๆนี่เป็นกรอบแรกของความเจริญอาริยธรรม ระดับ 1 2 3 4 เป็นอริยบุคคลระดับ 1 2 3 4 เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าอย่างนั้นเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์พระพุทธเจ้าสมณโคดมท่านบอกว่าท่านเองท่านทำงานในปางที่ท่านเป็นพระสมณโคดมนี้ ท่านทำงานเพียงสอนเบื้องต้นให้พุทธรรมคือใบไม้กำมือเดียว ไม่ได้สอนใบไม้ทั้งป่า สอนใบไม้กำมือเดียวหมายความว่าเอาแค่ให้จบอรหันต์ ความรู้ระดับอรหันต์ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ แล้วท่านก็ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ไปแล้วเพราะท่านทำมามากแล้ว ท่านเป็นโพธิสัตว์มามากจนถึงใกล้กลียุค ท่านเป็นองค์สุดท้ายของภัทรกัปป์ สำหรับพระพุทธเจ้าสมณโคดม จบจากกัปนี้แล้ว พระพุทธเจ้าองค์ต่อไปจะเป็นพระศรีอาริย์ ที่จะมีอายุพุทธศาสนายาวนานที่สุด เป็นเหมือนเป็นแสนปีไม่ใช่แค่ 5,000 ปี 5,000 ปีนี้ต่ำสุดแล้วในความเป็นพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าสมณโคดมเป็นพระพุทธเจ้า จนกระทั่งมาเป็นปัจเจกพระพุทธเจ้ามานาน ทำงานมาอยู่ในโลกโดยไม่ประกาศตัว ท่านเป็นปัจเจกพุทธเจ้า ไม่แสดงตัวแต่ทำงาน ศึกษาภูมิสุดท้ายความเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้า นาน จนกว่าจะประกาศตนเองเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์พระสมณะโคดม เป็นองค์ที่ใกล้กลียุคสุดท้าย เป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ก่อนถึงกลียุค หลังจากนี้ก็เป็นกลียุคไม่มีพระพุทธเจ้ามาเกิดและอีกนานจนกว่าจะเกิดพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ก็คือพระศรีอริยเมตไตรย เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของวัฏสงสารเป็นเรื่องของโลกทางการเกิดการตายการตายการเกิดของมนุษยชาติเป็นไปตามกรรมวิบากเป็น อจินไตย อาตมาพูดได้เพราะว่าอาตมาเป็นโพธิสัตว์ตัวจริงจึงรู้ความจริงพวกนี้โดยไม่ได้เอามาจากตำรา โดยเฉพาะตำรามหายานเขาว่าเป็นพระโพธิสัตว์กันเยอะ ตำราพระไตรปิฎกมหายานมีเยอะ แต่สายเถรวาทของไทยไม่มีหรอก โพธิสัตว์ไม่รู้จัก แต่อาตมาต้องเอามาตราลงไป เอาไว้ก่อนจะถึงกลียุค หรือหน้าที่ของอาตมาเป็นโพธิสัตว์จะต้องสืบทอดความรู้โพธิสัตว์เอาไว้ตลอด เพราะฉะนั้นคนที่ไม่รู้จะหาว่า เก่งนะ พระพุทธเจ้ายังไม่อธิบายโพธิสัตว์เลย ก็คือไม่ใช่หน้าที่ของท่านไม่ใช่เรื่องของท่าน พระสมณะโคดมองค์สุดท้าย ท่านก็ไม่ได้อธิบายเพราะว่าไม่ใช่เรื่องของท่าน แต่อาตมามาต่อภพภูมินี้ อาตมาเป็นหน้าที่ของอาตมา เป็นไก่ตัวพี่ในยุคนี้ที่ทำ เพราะฉะนั้นคุณธรรมในระดับ อาริยบุคคล เป็นความรู้ความฉลาดที่รู้แจ้งรู้จริงในประชาธิปไตยที่เป็นโลกุตระ หรือ ประชาธิปไตยแบบธรรมะ ประชาธิปไตยแบบธรรมะของพระพุทธเจ้าจะเรียกอย่างนี้ก็ได้ เรียกว่าประชาธิปไตยที่เป็นแบบธรรมะของพระพุทธเจ้า มันไม่มีในของใครหรอก ประชาธิปไตยทุกวันนี้ในโลกคือประชาธิปไตยโลก หรือประชาธิปไตยเทวนิยม ประชาธิปไตยตะวันตก ประชาธิปไตยสหรัฐ ประชาธิปไตยยุโรปอะไรพวกนี้เป็นประชาธิปไตยอยู่ในกรอบเทวนิยม อยู่ในกรอบโลกียะทั้งนั้น ยังไม่ออกมาหาโลกุตระ เพราะฉะนั้นตำราหรือความรู้ที่ในหลวง ร. 9 ท่านตรัสไว้ ว่าตำราที่เขาว่าเป็นผู้เจริญก้าวหน้าแล้วก้าวหน้าอย่างมาก ก็ก้าวหน้าอย่างที่โลกตะวันตกที่โลกเทวนิยมเขารู้ก็มีตำราเท่าที่มันมี ในหลวงท่านเรียนจากตำราอันนั้นอย่างที่พวกนักบริหารทั้งหลายเรียน ตำรามีเท่านี้เล่มสุดท้ายพอหน้าสุดท้ายแล้ว มันก็มีเท่าที่มีกัน แต่ท่านมาตรัสกับคนที่เรื่องของความจน เรื่องของขาดทุนคือกำไรของเรา กับพวกนักบริหารของประเทศอื่นกับชาวเกาหลี พวกรัฐมนตรีเกาหลี เขาก็ไม่รู้เรื่อง เพราะเขาไม่รู้โลกุตรธรรม ท่านก็ถึงได้ตรัสสั้นๆตามประสาของท่านตามภูมิของท่านในหลวง ท่านก็บอก พูดไปเขาก็ได้แต่งงๆ แล้วตำราที่โลกมีก็มีเท่านี้ เรียนกันในตำรานี้เสร็จแล้วสุดท้ายมันก็เอามาใช้ได้เท่าที่มันมีตำรา มันก็หน้าสุดท้าย ก็เปิดดูอีกใหม่มันก็มีอยู่เท่าที่มีในตำรา ไม่มาเรียนตำราของพระพุทธเจ้า ซึ่งลึกซึ้งซับซ้อนมาก ไม่มีตำราพระพุทธเจ้าก็เลยไม่รู้เรื่อง ผู้ที่เก็บกักเงินคงคลังของตัวเองมากๆเป็นพวกทำลายเศรษฐกิจพวกคนรวยนี้เป็นพวกชิบหายทำลายเศรษฐกิจ ในหลวง ร.9 ตรัสว่า เราเลยบอกว่าถ้าจะแนะนำได้ต้องทำแบบคนจน “เราเลยบอกว่า ถ้าจะแนะนำได้ ต้องทำ “แบบคนจน” เราไม่เป็นประเทศร่ำรวย เรามีพอสมควร พออยู่ได้ แต่.. ไม่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก เพราะถ้าเราเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก ก็ จ ะ มี แ ต่ ถ อ ย ห ลั ง ! ประเทศเหล่านั้นที่เป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมก้าวหน้า จ ะ มี แ ต่ ถ อ ย ห ลั ง และถอยหลังอย่างน่ากลัว ! แต่ถ้าเริ่มมีการบริหารที่เรียกว่า “แบบคนจน” แบบที่ไม่ติดกับตํารามากเกินไป ทําอยางมีสามัคคีนี่แหละ คือ เมตตากัน ก็จะอยู่ได้ตลอดไป...”

พ่อครูว่า... คำว่าถอยหลังอย่างน่ากลัวเป็นจิตที่แสดงออกถึงความมีภูมิปัญญาของในหลวง ร. 9 เฮ้ย..ถอยหลังอย่างนี้มันเป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน เขาเข้าใจว่าเจริญแต่ว่ามันลงไปต่ำ ต่ำกับสูงมันวน เขาเข้าใจว่าเจริญก้าวหน้าอย่างมาก มันยิ่งเป็นอย่างต่ำอย่างต่ำ ต่ำมากต่ำมาก มันจะมีแต่ถอยหลัง มันไม่รู้ความซ้อนนี้ มันนึกว่าไปข้างหน้า เช่นเดียวกันกับสมีธัมมชโย หลอกสังคมเขาเดี๋ยวนี้ก็ยังหลอกต่อ ตอนนี้หล่อพระอะไรมาขายอีก คือเขานึกว่าเขาฉลาดซับซ้อนแต่เขาโง่ซับซ้อนแล้ว เขาก็มาหลอกคนที่โง่ให้โง่ซับซ้อนตามไปด้วยอีกซ้อนไปอีก น่าสงสารคน สายธัมมชโย อย่างคนสายมหาบัว สายอาจารย์มั่น ยังไม่ได้ใช้ความหลอกล่อ บาปยังไม่หนักหนาเท่าธัมมชโย เพราะเขาไม่ใช่นักฟุ้งซ่านเท่ากับนักฟุ้งซ่านอย่างธัมมชโยสายฟุ้งซ่าน มันเหมือนปัญญามันกว้าง มันฉลาด มันรอบรู้กระจายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆนะ แต่นี่นึกว่าความกระจายฟุ้งซ่านเป็นความฉลาด มันก็เลยยิ่งซับซ้อนรู้ยากตกต่ำฟังไว้ก่อน

มาเข้าถึงเรื่องประชาธิปไตย ประชาธิปไตยโลกุตระหรือแบบธรรมะของพระพุทธเจ้าที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงอธิปไตย 3 โลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย และ ธรรมาธิปไตย นี่คือคำว่าอธิปไตย ที่มีของโลก และอธิปไตยของตน โลกาธิปไตย โลกาธิปไตยอำนาจของโลกที่เขาพยายามสร้างอำนาจมาครองโลก ศัพท์ว่า อยู่เหนือโลกแต่ไม่ พวกนี้เบ่งจะข่มโลก ไม่ใช่อยู่เหนือโลก เขาจะเบ่งทับโลก ที่เขาบอกว่าจะเป็นเจ้าโลก เป็นมหาอำนาจเจ้าโลก สหรัฐที่เขาจะเป็นหรือประเทศทางตะวันตกเขาเคยเป็นมา ฝรั่งเศส เยอรมันก็เคยเป็นมา อิตาลีก็เคยเป็นมา แล้วมันเที่ยงที่ไหนล่ะเดี๋ยวนี้ทุกวันนี้ สหรัฐก็ยังเป็นอย่างนั้นหมุนอยู่ในโลกียะแบบเดียวกันหมด แต่คนไทยไม่ไปเป็น คนไทยเจริญมาเรื่อยๆตั้งแต่ประเทศเหล่านั้นเขาหมุนเวียนกันเป็นเจ้าโลก ไทยก็นึกว่าตอนนั้นเป็นทาสเขา หรือเป็นพวกที่ด้อยพัฒนาไม่เหมือนพวกเขา ไทยนึกว่าเป็นอย่างนั้น แต่ไม่ ไทยสร้างประเทศไทยมาตั้งแต่สุโขทัย ตั้งแต่พระเจ้ารามคำแหงมา มาถึงวันนี้เป็นพุทธศาสนาอยู่ใน DNA มีธาตุ มีสาร อัญญธาตุ ธาตุโลกุตระอยู่ในจิตวิญญาณแล้วค่อยๆแสดงออกมาพัฒนา เมื่อมาถึงยุคนี้ประชาธิปไตยเฟื่องฟู ในยุคพระพุทธเจ้าไม่ใช้เรียกคำว่า ประชาธิปไตย แต่อาตมาก็ต้องอธิบายสาระสภาวธรรม บัญญัติหรือภาษามันเรียกว่าประชาธิปไตย แต่สภาวะที่อาตมากำลังขยายความ คือมีโลกาธิปไตย 3 กับมี อายะ 3 พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) พหุชนะ นั่นแหละแปลว่าประชาชน มวลประชาชน พหุ แปลว่า มาก ชนก็คือประชาชน มวลคน พหุ คือ มวลคนจำนวนมาก เป็นประโยชน์เพื่อหมู่ชนมหาชนเป็นอันมาก หรือชนทั้งหลาย พหุชนสุขายะ ขอยืมคำว่าสุขมาใช้เป็นกลางๆเรียกว่า วูปสโมสุข หรืออุปสโมสุข เป็นเครื่องอาศัยที่จิตใจ ไม่ได้มีความยากลำบากยากเย็นอะไร ไม่มีความเดือดร้อนอะไรไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเป็นโลกุตระนั้นแม้แต่สุขก็ไม่ยึดไม่ติด เพราะฉะนั้นเขาก็แย่งสุขกันทั้งนั้นในโลกีย์ ส่วนโลกุตระนั้นรู้ลำดับว่าสุขอย่างเป็น อุปสมะ หรือสุขอย่าง วูปสมะ สุขอย่างที่ อย่าไปติดสุข เหนือสุขจนกระทั่งเป็นปรมังสุขังยิ่งกว่าสุข หรือสุดท้ายใช้ภาษาว่า อทุกขมสุข ไม่สุขไม่ทุกข์ เพราะสุขทุกข์อาตมาอธิบายไปแล้วว่าเป็นมายาคู่ที่แยกกันไม่ได้ เหมือนกระดาษ 1 แผ่น แยกไม่ได้มันมี 2 หน้า เพราะฉะนั้นจะทำลายต้องทำลายทั้งสุขและทุกข์เป็นคู่กันไปเลย เขาเข้าใจตรงนี้ไม่ได้แล้วก็ไปปฏิบัติจิตที่มีลักษณะสภาวะธรรมแบบนี้ อย่างที่อาตมาอธิบาย 1 ใน 2. 2 ใน 1 นี่เขาทำไม่ได้ โดยเฉพาะ 2 ใน 2 ที่เป็นสุขทุกข์ 2 เป็นเทวะ 2 เป็นภายนอกภายใน 2 เป็นดีเป็นชั่วอะไรก็แล้วแต่สิ้นสุดที่เทวะที่แปลว่า 2 บาลีคำว่าเท หรือว่า เทวฺ แปลว่าสองช เมื่อเขาไม่เข้าใจรายละเอียดของทั้งโลกและอัตตา อัตตาก็มี 2 โลกก็มีโลกเป็น 2 ได้ทั้งโลกภายนอกและภายใน โลกภายในก็คือจิตหรืออัตตา โลกภายนอกก็รวมองค์ประกอบไปทั้งหมดเลยทั้งดินน้ำไฟลม พืชพันธุ์ธัญญาหาร สัตว์ทั้งหลายจนกระทั่งมนุษยชาติ จนถึงพฤติกรรมของมนุษยชาติ พฤติกรรมละเอียดแล้วก็เปลี่ยนแปลงแก้ไขพฤติกรรมมนุษยชาติให้เจริญขึ้นจนกระทั่งอยู่เหนือความเจริญ แล้วก็รู้ว่าแม้สิ่งเหล่านี้จะเป็นมนุษยชาติจะเป็นความเจริญใดๆก็เป็นแค่สังขารธรรม แค่สิ่งที่ปรุงแต่งกันอยู่ในโลก มันไม่ใช่อัตตาตัวจริง มันเป็นอนัตตา รักษาให้มันอยู่ได้ อาตมาเป็นโพธิสัตว์ อาตมาจะทำ 0 เมื่อไหร่ก็ได้ จะตายสูญ เลิกเป็นดินน้ำไฟลมเลยก็อธิบายมาแล้วไม่รู้กี่ทีแล้ว เลิกเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เรายังไม่เลิกเพราะเรารู้ เรายังมีปณิธานไปสู่จิตของคนที่เจริญได้ ถ้าเจริญอย่างไปหาพระพุทธเจ้านี่สิ เป็นคนในโลกเกิดมาเป็นคนเท่ากันทุกคน เป็นคนมีอาการ 32 เท่ากันทุกคน ถ้าไม่พิการ แล้วก็เจริญไป ความเจริญสูงสุดในความเป็นมนุสโส เท่าที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ เป็นได้แล้วไม่มีใครไล่ทัน คนไล่ทันก็ไปเป็นพระพุทธเจ้าทั้งนั้น มีสัพพัญญูเท่ากัน เพราะฉะนั้นคุณสมบัติหรือคุณธรรมที่วิเศษพวกนี้ ที่เราเรียกด้วยศัพท์ว่าโลกุตรธรรม ซึ่งเป็นแบบของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่ค้นพบ จึงรู้จักอธิปไตย 3 รู้จักอายะ พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) ที่ลงท้ายด้วยคำว่า หิตายะ เช่น พหุชนสุขายะ คือ สุขะ +อายะ โลกานุกัมปา แปลว่ารับใช้โลกช่วยเหลือโลก อายะคือ ประโยชน์ สิ่งที่ดีสิ่งที่ได้ดี สิ่งที่เจริญขึ้นไปเป็นอายะ เพราะฉะนั้นทั้งสองนี้ อายะ 3 กับอธิปไตย 3 รวมกันแล้ว พหุชนะ ของประชาชนของโลกของตนของมวลประชาชนนี้รวมกันเลย ของโลกนี้รวมทั้งตนเองและประชาชน รวมแล้วก็เป็นสังขารคือมวลประชาชน เป็นรูปธรรมของสังขาร การปรุงแต่งของมนุษยชาติร่วมกันช่วยกันปรุงแต่งกันอยู่ บ้างก็ทำลาย บ้างก็ทำให้เจริญ บ้างก็อยู่เฉยๆกลางๆ เฉยๆอย่างมิจฉาทิฏฐิ เฉยๆอย่างสัมมาทิฏฐิ เฉยๆอย่างมิจฉาทิฏฐิคือ อยู่ไปอย่างนั้นแหละโลกจะเทไปอย่างไรก็ไปตามเขา ไม่เอาเรื่องเอาราว เอาเรื่องก็ไม่ได้เพราะว่าไม่มีภูมิปัญญาอะไร ก็ไปเป็นบริวารอยู่ในโลก ส่วนผู้ที่เป็นหัวหน้าเป็นผู้นำก็เป็นผู้ที่จัดการ เป็นนายหรือเป็นหัวหน้าเป็นผู้จัดการสังคมทุกอย่าง ทีนี้ในโลกุตตรธรรมแม้จะเป็นหัวหน้า แม้จะเป็นผู้จัดการมวลมนุษย์ก็ไม่หลงตนว่าตนใหญ่ ไม่หลงตนว่าเรามีอำนาจ ไม่หลงตนว่าเราจะต้องไปเอาของคนอื่นมา จะต้องเป็นผู้ที่มีมากกว่าความรู้มากกว่า สมรรถนะสูงกว่า ความเฉลียวฉลาดอะไรต่ออะไรที่จะบริหารสูงกว่าหมด แต่ไม่ไปเป็นนายคนหรอก มีแต่จะช่วยเหลือคนเหล่านั้น เสียสละช่วยคนเหล่านั้น ฟังให้ดีนะ มันลึกซ้อนนะ เห็นไหม ที่อาตมามาเรียกเรียง 6-7 คำสุดท้าย อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนเสียสละ เกษมหรือเขมัง มันเป็นคุณสมบัติของจิตที่มันไม่มีคำภาษาไทยที่จะขยายความได้แล้ว มันเป็นสุดแห่งมงคล 38 อโศกะ วิรชะหรือเขมัง ไม่มีความโศก ชาวอโศกยังอยู่ในระดับนี้ วิรชะ หมดเลยรสโลกเลย ที่เป็นรสโลกีย์ละเอียดไปจนเป็นตัวตนเป็นเพราะเป็นชาติ อย่าว่าแต่เรื่องโลกีย์รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสเลย แม้แต่เป็นโลกุตระที่ยังเป็นภพเป็นชาติก็ไม่ยึดติด รู้จักภพชาติที่ดี เกิดมาเป็นมนุษย์โสที่สูงสุด มีหน้าที่ช่วยโลก ช่วยมนุษยชาติก็ช่วยไป แล้วก็ทำตนให้เข้าใจเรื่องของโลก เรื่องของตน เรื่องของธรรมะ เลือกมาปรุงแต่งเข้าเป็น หิตประโยชน์ หรือมาเป็นคุณธรรมที่ โลกานุกัมปา คุณธรรมที่ช่วยมนุษย์โลกทั้งหลาย ช่วยมนุษย์ในโลกทั้งหลาย รวมแล้วเป็นคุณสมบัติครบถ้วนที่มาสรุปรวมใน ภาษากลางของคนในโลกที่เข้าใจกันคือประชาธิปไตย นี่อาตมาอธิบายรัฐศาสตร์ อธิบายความเป็นประชาธิปไตยแบบไทย รูปแบบของพระพุทธเจ้าโดยเฉพาะ ของตะวันตกไม่มีของพระพุทธเจ้า ของยุโรปสหรัฐไม่มีของพระพุทธเจ้า ของเทวนิยมโลกีย์ไม่มีของพระพุทธเจ้า ไม่มี ประชาธิปไตยแบบของพระพุทธเจ้าไม่มี แล้วประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้านั้นพึ่งตนเองรอดไหม.. รอด มันจะเป็นประชาธิปไตยที่แสดงความจริงที่ยิ่งใหญ่คือ เป็นประชาธิปไตยที่ไม่ต้องสร้างอาวุธ ไม่มีอาวุธป้องกันตัวและจะไม่ฆ่าใคร ใครฆ่าปล่อยให้เขาฆ่าได้เลย ใจถึงขนาดนั้นเพราะเข้าใจเรื่องเวียนว่ายตายเกิด เขาฆ่าก็คนเลวมาฆ่า เราไม่ได้ไปทำเลวกับเขา ตายแล้วมีแต่สูงกว่าเก่า คนที่มาฆ่าเราสิ เป็นหนี้วิบากไหม ร้ายแรงขึ้นไปอีก อย่างนี้เป็นต้น มันเข้าใจมันรู้จริงหมดแล้ว เพราะฉะนั้นมันไม่ไปทำในสิ่งที่ไม่ดี ยืนหยัดอยู่แต่สิ่งที่ดี เรื่องตายเรื่องเกิดเรื่องเล็กๆ เรื่องตายเรื่องเกิดมันไม่ใช่เรื่องปัญหาอะไรมันจะต้องเวียนตายเวียนเกิด อย่างโลกียะเขาจะไปรู้อะไรเรื่องตายเรื่องเกิด อย่างน้อยตายเขาก็ไปอั้นตู้อยู่ที่พระเจ้า แล้วไม่เห็นการศึกษาอยู่ในโลกพระเจ้าเลย พระเจ้ามีเท่าไหร่ความรู้ขยายมาหมด พระบุตรพระศาสดาก็เอามาขยายความ คนก็เรียนจบเป็นศาสดาได้ เพราะฉะนั้นพวกที่เรียนรู้โลกียะจบก็ได้เป็นพระศาสดาของเทวนิยมองค์ใดองค์หนึ่ง แล้วก็มีเยอะแยะที่แข่งกัน เห็นศาสนาเทวนิยมไหมมีตั้งไม่รู้เท่าไหร่ แต่ของพระพุทธเจ้าไม่มีแข่งกัน พระพุทธศาสนามีพระพุทธเจ้าองค์เดียวไม่มีใครแข่งกับพระพุทธเจ้า เพราะรู้ดีหมดเลยว่าภูมิธรรมที่สูงเป็นโพธิสัตว์แต่ละระดับ จะรู้ดีเลย รู้จักเคารพอย่างแรงกล้า รักอย่างแรงกล้า เคารพบูชาอย่างแรงกล้าจริงๆเลย ไม่ต้องเอาอะไรพวกคุณนี่เคารพอาตมาอย่างแรงกล้า พวกคุณจริงใจหรือเปล่า อาตมาไม่เคยไปให้ใครมาเคารพ พวกคุณมาเคารพเอง มาเอาเท้าอาตมาไปลูบหัวไปเหยียบหัว หรือเอาหัวมามุดเท้า ให้อาตมาเหยียบหัว อาตมาก็ไม่อยากทำเกรงใจ แต่เขาถือเป็นสิริมงคล อย่างนี้เป็นต้น ไม่ใช่คนเดียวมันเป็นความรู้ มันเป็นความจริงใจ มันเป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง มันเห็นคุณค่า เห็นความมีคุณค่าของคน อาตมาไม่ได้ไปยกตนยกตัว แต่อธิบายความจริง เขาก็หาว่ายกตนยกตัว ความจริงที่พูดมันก็เป็นของสูงของลึกซึ้ง และอาตมาเอาที่ไหนมาอธิบายหากไม่เอาของตนเอง ตำราอย่างที่อาตมาอธิบายจริงๆไม่มี มีแต่อาตมาเขียนเองไปอ่านสิ เขียนตั้งไม่รู้กี่เล่มแล้ว นี่ยังเขียนปัญญา 8 ยังไม่จบ ยังว่าจะเขียนประชาธิปไตยแบบไทยโดยเฉพาะให้มันจบ เขียนไปแล้วก่อนนี้ ก็ดีตอนนี้ยังไม่จบก็ดี ถ้าจบก่อนนี้มันจะเป็นประชาธิปไตยที่อาตมาเขียนความรู้ไว้ วนอยู่ เพราะฉะนั้นอาตมาจะมาเติมทีหลังไม่ออก เป็นประชาธิปไตยที่อาตมาเรียบเรียงเขียนเป็นประชาธิปไตยแบบไทยโดยเฉพาะพิมพ์ออกมา จะเป็นความรู้รัฐศาสตร์ที่พูดไปแล้วก็เหมือนยกตัวเอง ไม่ใช่เหมือนหรอก ยกจริงๆด้วยความไม่เกรงใจ ยกตัวเองด้วยความไม่ละอายไม่ได้เหนียม ไม่ได้มี มังกุ ไม่ได้เคอะเขินเพราะมั่นใจว่าในเป็นความจริงอาตมาพูดความจริง คนที่มีความจริงและพูดความจริงอย่างจริงใจ มันไม่มีความเก้อเขินคล้ายคนหน้าด้าน แต่ไม่ใช่ เป็นคนที่มีความจริงอย่างเดียว คนหน้าด้านอลัชชีมี 2 หน้า แต่คนที่มีความจริงมีหน้าเดียว พูดอย่างเดียวๆไม่มีอะไรซ่อนเลยไม่มีอะไรแฝงหนึ่งเดียวตรงๆ ถ้าคุณเข้าใจอันนี้ 1 คือหนึ่งเดียว เอกังสะ หนึ่งเดียวนิวเคลียร์ฟิชชั่นไม่มีโค้งไม่มีงอ ไม่มีนิวเคลียร์ฟิวชั่นเลยมีแต่ตรงออกไป หายไปเลย ถ้าเป็นพลังงานก็เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นผู้มีทั้งความรู้ในโลก 3 โลก 3 ขอเรียกรวมๆคือ อธิปไตย 3 โลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย และ ธรรมาธิปไตย จะเรียกว่า อธิปไตยคือรูป อายะ 3 คือนามก็ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อมีและรู้จนข้างตัวเองมีคุณธรรมนั้นหมด นอกจากจะเป็นประชาธิปไตยหรือ อายะ มีโลกมีตน ที่ไม่เห็นแก่ตนแล้วจริงๆ ไม่เห็นแม้แต่พรรคพวก แม้แต่คอมมิวนิสต์แปลงอย่างเมืองจีนก็เพื่อพวกทั้งนั้น พวกเขา เขายังมีความรักไม่ได้สูงส่งไปถึงระดับความรักมิติที่ 8 ที่ 9 ยัง ความรักของเขายังอยู่ต่ำกว่ามิติที่ 7 ยังไม่ถึงมิติที่ 7 เพราะฉะนั้นผู้ที่บรรลุจริงในโลกในตน อยู่เหนือโลกเหนือตน เหนือเรียก อุตระ อยู่เหนือโลกก็หมายความว่า เข้าใจโลกและก็อยู่กับโลก ไม่ได้ไปบังคับไม่ได้ไปข่มโลกนะ อยู่เหนือตนคือ เข้าใจตนอย่างสูงสุดเป็นอนัตตาแล้ว อ้อ ความเป็นตนเป็นเช่นนี้เองมีแค่นี้ และแท้จริงก็อยู่อย่างอาศัยตนเท่านั้น มีอัตตา อยู่อย่างอาศัยอัตตา ไม่ได้ยึดอัตตาเป็นเราเป็นของเรา ที่ท่านพุทธทาสใช้คำว่าไม่ใช่ตัวกูของกู ไม่ใช่ กูเป็นภาษาเอกพจน์ ถ้าเราเป็นพหูพจน์ ตัวกูของกูก็คือตัวเราเลยเป็นเอกพจน์ พอบอกว่าตัวเรา เราก็เลยเป็นวี WE แต่อันนี้เป็นมีหรือไอ Iเลยเป็นเอกพจน์ก็เข้าใจได้ชัดขึ้น ไม่เห็นแก่ตัวตน ไม่เห็นแก่พรรคพวก แต่ว่าเห็นแก่ธรรมะ ธรรมะคือสิ่งที่ทรงไว้ เอาไว้ มีไว้ ธรรมะที่เป็นของมวลประชาชน สิ่งที่ทรงไว้เป็นของมวลประชาชน ไม่จำกัดเฉพาะ 3 เฉพาะ อายะ 3 ทุกคนกระจาย 3 ออกจากกรอบ 3 คือสามเส้า ทั้งโลกตัวตนกับธรรม หรืออายะ 3 ก็เป็นสามเส้าทั้งนั้น อันนี้ เปิด cyclic order ออกเป็นอันที่ 4 3 คือตัวตนเต็มๆ 4 นี้ออกจากตัวตนไป เพราะฉะนั้นเป็น 4 เป็น 5 เป็น 6 ก็ยิ่งออกไปอีก ไปเป็น 7 ก็ยิ่งเป็นระดับที่หมดตัวตนไปอีกสูง 7 8 9 ไปหา 0 ท่านก็ใช้บัญญัติแทนสังขยาตัวเลข 1 2 3 สากลไหนๆก็รู้หมดเลยว่า 1 2 3 4 5 6 7 8 9 0 คือสากลของความเต็ม และความสูญ เพราะฉะนั้น 0 = นิรันดร 0 = Infinity ไม่มีที่สิ้นสุด นี่เป็นภาษาที่พูดได้ สภาวะก็เป็นเช่นนี้อยู่ เพราะฉะนั้นความรู้ความเป็นจริงเช่นนี้ใครมีจริงก็มาพามนุษยชาติเรียนรู้และปฏิบัติให้จริงอย่างชาวอโศกได้มา จึงเป็นหมู่กลุ่มประชาธิปไตย แบบของพระพุทธเจ้าหรือประชาธิปไตยแบบไทยโดยเฉพาะ ก่ออยู่ในกลุ่มคนไทยชาวอโศก มีได้มวลประมาณนี้แหละขณะนี้ ซึ่งอาตมาก็เคยพูดอยู่แล้วว่าอาตมาจะนำพาความรู้พวกนี้ไปถึง 5,000 ปีไหม จะสร้างความเป็นประชาธิปไตยแบบนี้ไปให้เจริญไปอีก เจริญแล้วมันก็จะเป็นโลกุตระ ก็คือประชาธิปไตยโลกุตระ จะเจริญขึ้นไป ถ้าไปถึง 5,000 ปีได้เนื้อแน่นแก่นของความเป็นประชาธิปไตย ก็จะกระจายให้แก่ชาวโลกต่อไป โลกในตะวันตก ในยุโรป อเมริกาจะได้

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน