สื่อธรรมะพ่อครู(เทวดา นรก สวรรค์) ตอน ภูมิอสุรกาย 4.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข2 ธันวาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(เทวดา นรก สวรรค์) ตอน ภูมิอสุรกาย 4 _คุณหายโง่ ให้ทบทวน ภูมิอสุรกาย 4 พ่อครูว่า...อสูรกาย 4 มี 1. อสูรกาย 2. เปรต 3. เดรัจฉาน 4. รวมหมดเลยคือรวมหมดเลย มาขยายความคำว่า อสุระ กับคำว่า กาย คืออะไร ถ้าไม่เข้าใจก็จะมั่ว ก็ต้องนิยามให้ชัดเจนว่า อสุรกายคือ อสุระคืออันหนึ่ง กายะคืออันหนึ่ง กายะ คือผู้ที่มีปัญญารู้จัก รูปกับนาม เป็นธรรมะ 2 จับคู่ไป ตั้งแต่คู่ที่ 1 คู่ที่ 2 คู่ที่ 3 คู่ที่ 4 คู่ที่ 5 ไปเรื่อยๆ เรียกว่ากาย กายคือธรรมะ 2 ธรรมะสองก็คือ หนึ่ง รูป, สอง นาม นามคือสิ่งที่เข้าไปรู้ รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ อสุระคือสิ่งที่ไม่กล้าไม่เต็ม เช่น เอารูปธรรมก่อน อสุรกายคือคนพิการ คนพิการคือคนที่อาการ 32 ไม่ครบ ภายนอก ยิ่งรู้ง่าย แขนขาเนื้อตัว ปัญจสาขาไม่เต็มเต็ง ก็พิการสุดแล้ว ยิ่งเอาสูงขึ้นไปอีก เป็นคนที่มีดินน้ำไฟลม รวมกันเข้า เป็นธาตุชีวะ ขั้นจิตนิยามไม่เต็มเต็ง ตาบอดเป็นต้น หูหนวกเป็นต้น แสดงว่าที่มันสมบูรณ์เป็นอาการ 32 สมบูรณ์ของคน ไม่ครบ ก็เรียกว่าพิการ แต่คนพิการพวกนี้ บางทีก็มีความสามารถ เท่าเทียมกับคนไม่พิการ ได้เหมือนกัน เป็นพิเศษ คนที่มีพิเศษนั้นเพราะว่า มีสัมประสิทธิ์ของเขา เป็น Coefficient สามารถมีอัตราเร่ง ตัวแปรพิเศษได้เท่าเทียมกับคนอื่น สามารถสร้างพลังงานนี้ คนที่ไม่พิการนี้ มันพิเศษตรงที่ สามารถสร้าง สัมประสิทธิ์ Coefficient เจริญขึ้นได้ จึงเป็นพลังงาน ที่เอามาใช้ก้าวหน้าคืบหน้า ยังไม่ยอมสูญ ยังไม่ยอมจบยอมเลิก ได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น อสุรกายคือ ผู้ไม่มี Coefficient ไม่มีสัมประสิทธิ์นั่นเอง สรุปแล้วนะ สุรกายคือเจ้าของนั้น สามารถสร้าง สัมประสิทธิ์ Coefficient จึงมีการก้าวหน้า อย่างไม่จบสิ้นสักที ถ้าหาก Coefficient ของคุณหยุดลง หรือค

อ่านต่อ

ุณตัดของคุณเอง แม้คุณจะสร้าง Coefficient นี้ไปได้อีก แต่คุณจะเลิก ก็เป็นสิทธิของคุณ อย่างพระพุทธเจ้า ยังไม่หมด Coefficient แต่ท่านพอแล้วจบ ให้ลูกๆรับผิดชอบศาสนาต่อ อาตมารับผิดชอบต่อ ก็หนักหนา Axiom เป็นตัวสมบูรณ์ของมันเอง เป็นฐาน Axiom คือ Static กับ Dynamic หนึ่งคู่จบในตัวมันเอง จนไม่ต้องอธิบายอะไรต่อ แม้มันจะมีสัมประสิทธิ์หรือไม่ แต่มันช่วยตัวมันเองได้สำเร็จแล้ว สมบูรณ์แล้ว Static กับ Dynamic แม้ไม่มีพลังงานตัวแปรพิเศษ กลายเป็น บวกกับลบ ที่ทำตัวเองได้สมดุล เพราะฉะนั้น จะไม่มี Coefficient สัมประสิทธิ์ที่เพิ่มก้าวหน้า เป็นอัตราคูณขึ้นไป แม้บวก ก็จะเสื่อม ก็จะชรตา แม้บวก แต่ถ้าหากฮึด สร้าง Coefficient ขึ้นมาอีก อัตราก้าวหน้าปฏิภาคทวี ก็สามารถเพิ่มตัวตนขึ้นมาได้อีก ไม่สูญ หากปล่อยชรตาไม่มี Coefficient ได้อีก ก็ไปหาศูนย์แน่นอน แม้จะแค่บวก แม้แค่บวก จึงไม่ใช่เครื่องรับประกัน ว่าคุณจะก้าวหน้าได้ แค่บวก ต้องคูณขึ้นไป จึงจะรับรองว่าก้าวหน้าแน่ ๆๆๆ ยิ่งยกกำลัง ยิ่งจะก้าวหน้าได้แน่นอน Axiom ที่ก้าวหน้าได้ แต่ถ้า Axiom นี้ไม่เพิ่ม Coefficient มันเต็มตัวมันแล้ว แล้วไม่ต่อ Axiom ที่ไม่ต่อ Coefficient ก็จะมีความเสื่อมลงไป ชรตา ไม่สันตติ ไม่ตัดสูญสันตติเลยไม่ต่อ ก็เสื่อมไป ตัดจบสันตติ ไม่ต่อพลังงาน เลิกเลย ระเบิดตัวเองเลยสูญ นั่นคือ ตัด สันตติ อุปจยะ สันตติ ชรตา สามเส้า สันตติเป็นตัวกลาง เป็นผู้ประธานสามารถจัดการอะไรได้ จะต่อหรือจะตัด ถ้าต่อก็อุปจยะ ถ้าทำอุปจยะให้เกิดขึ้นไป เป็นสัมประสิทธิ์ Coefficient ก็ก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่จบหรอก นิรันดร ไม่มีที่สิ้นสุด แต่ถ้าเผื่อว่า คุณเองไม่ต่อสันตติ ก็ชรตา อย่างน้อย เป็นโมเมนตัม ไปหาศูนย์ แม้คุณจะชรตา แต่ฮึดใหม่ ทำได้ มี Coefficient อย่างพระพุทธเจ้าสมณโคดม จะทำก็ได้ แต่ท่านไม่เอาแล้ว สมัยเดียวก็เลิกแล้ว อาตมาก็จะเอาอย่างท่าน เป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง ตอนนั้น จะชื่ออะไรก็ไม่รู้ อาตมาก็พอแล้ว ส่วนใครจะเอา 2 สมัย มันเรื่องของเขา ไม่ใช่อาตมา ใครก็ช่าง มันเหนื่อยนะ ไม่ใช่ไม่เหนื่อย จะไปทำอีก มันก็เหมือนอย่างนี้แหละ ไม่มีอะไรอื่นต่างจากนี้หรอก ซ้ำซากอยู่อย่างนี้ตลอดกาลนาน กว้างเกินกว่าคุณจะคิดถึง คนถึงแล้วจะพูดอย่างนี้ได้ เพราะอาตมาไม่มีความตั้งใจ จะเป็นพระพุทธเจ้า 2 สมัยเด็ดขาด พระอวโลกิเตศวร ท่านยังไม่ยอมจบ ก็เป็นหนึ่งอันไว้ เป็นอุดมการณ์ จะมีองค์จริงหรือไม่ก็ช่างเถอะ มันเป็นอุดมคติอุดมการณ์ ที่สร้างอันนี้เอาไว้ว่า จะช่วยคนทั้งหมดในมหาจักรวาลนี้ ให้นิพพานหมด จึงจะขอปรินิพพาน ก็นิมนต์ อาตมาไม่ไหว ก็อนุโมทนาสาธุเป็นสิ่งที่ประเสริฐสุดๆ ไม่มีอะไรเท่าแล้ว อวโลกิเตศวร จึงขยายไปเป็นมีทั้งระดับ ผู้หญิงผู้ชายอะไรอีกเยอะ มากมายมหาศาล ซึ่งมันเป็นความจริงด้วย ไม่มีปัญหา อาตมาจบ ไม่เอาอย่างนั้น มาเอาอย่างนี้ สุดท้ายมันก็อยู่ที่ความเชื่อ ของแต่ละคน เป็นความเห็นต่าง เป็นสิทธิส่วนตัวของแต่ละคน อันสุดท้ายคือ ความเห็นของคุณกับความเห็นของเรา ต่างกันแล้ว ต่างคนก็อยู่เป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าเบียดเบียนกันและกันเลย เท่านี้ก็จบ อาตมาทำอย่างที่ว่า ก็จบ ก็ไม่เบียดเบียนเขา ส่วนใครจะเบียดเบียนเรา เราก็เลี่ยงเอา เราเลี่ยงไม่ได้ ดีไม่ดีเขาเบียดเบียนจนเราตายเลย เหมือนพระโมคคัลลานะ ก็ต้องยอมตายเลย แต่คนที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ก็ทำไป เราหลีกเลี่ยงโดยไม่ได้เบียดเบียนใคร เป็นความเก่งของคุณ ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ก็มีความเจ็บปวดทรมานสุดทาง มันเป็นวิบาก เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ วิปากทุกข์ หนึ่งในทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ทั้ง 6 อย่าง พระโมคคัลลานะ ถ้าท่านยอมเสีย วิบากก็ลด ถ้าท่านจะปรินิพพาน เป็นปริโยสานก็จบ แต่ถ้าท่านจะเกิดมาอีก ชาติหน้าวิบากท่านก็ลด ท่านใช้วิบากหนักไปแล้ว ชาติต่อไปก็เบาขึ้น เหลืออีกก็ใช้ไปอีก จะไม่ทำอีก คุณทำเองคุณก็ต้องเจอ ถ้าคุณไม่ทำเอง มันก็ไม่มี ก็เท่านั้นเอง สมณะเดินดินว่า...Coefficient เป็นของพระโพธิสัตว์ พวกสาวกนี้ จะทำตามได้ไหม พ่อครูว่า...พยายามทำตาม ตามภูมิ พวกเรามีทำได้บ้าง ต้องคูณและยกกำลัง ก็จะไปลิ่ว แต่คูณนี่ก็ไม่ตกต่ำแล้ว อาตมาว่ายังไม่เก่ง ยังขยายความ Coefficient ยังไม่สมบูรณ์ มันไม่ใช่ว่า อยู่ดีๆเกิดนะ พระเจ้าประทานมาก็ไม่ใช่ มันต้องสร้างเอา พระเจ้าก็ไม่อธิบาย เพราะอธิบายไม่เป็น ศาสดาของสายเทวนิยม องค์ไหน จะอธิบายอย่างโพธิรักษ์ Coefficient ไปเอาตำราของศาสดาองค์ไหนมา ไปเอามาดูซิ มีความอยากแรงนะ ของพระศาสดาเทวนิยมองค์ไหนอธิบาย Coefficient เอามาดู ขออภัย พูดท้าทายสูงแรงไป แต่มันเป็นวิชาการ ในยุคนี้มันต้องใช้วิธีการ แสดงออกอย่างนี้ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร องค์ประกอบที่จะทำ Coefficient จะต้องมีพลัง สูระ แข็งกล้าตรงพอมากเต็ม เต็มที่ เป็นพลังงานที่มีความ สุ คือดี ระ คือพลังงาน ย ร ล ว ส ห ฬ อํ ร คือพลังงานที่จะต่อ ถ้าไม่ตอบก็ไม่ไป ต้อง ล เป็น ย ร ล สามเส้า จากนั้นเป็น ฬ ลอจุฬา รวมทั้ง ย ร ล ว ส ห ฬ ตัว ฬ เป็นตัวที่ 7 รวมสองเส้าสองอัน ว ส ห ฬ ทำงานเข้า ฬ เป็นประธานของอันนี้ ก็เกิดเป็น สก ก็เดินเป็นตัวเราตัวแท้ สก ตัวที่เป็นแค่พีชะก็เป็นพีชะ ส่วน สก ของจิตนิยาม ก็เดินต่อได้ ส่วน สก ของพีชะก็จบแค่นั้น สามเส้า ISH ตัวประธานกับ บวกลบ มีเพศหญิงเพศชาย และตัวประธาน ประธานก็เป็นตัวควบคุม

อสุรกาย ท่านเอามาไว้แค่ 4 สุรกาย คือ องค์ประกอบของตัวผู้ใด ก็แล้วแต่ สามารถมีครบ ตั้งแต่อาการ 32 ที่เป็นธาตุ ที่ทำอาการในตัว ผมขนเล็บฟันหนัง น้ำเลือดน้ำเหลือง น้ำเหลืองเป็นพิเศษ จะแยกเป็น น้ำเหลืองเสียกับน้ำเหลืองดี จะแยกเป็นพลังงานเม็ดเลือดขาว ไปทำงาน ภาษาศัพท์ของพระพุทธเจ้า ก็ค่อยๆขยายความ เม็ดเลือดขาว ก็คือพลังงานน้ำเหลืองที่ดี ถ้าเป็นน้ำเหลืองที่เสีย ก็เน่าเสีย ก็เป็นการทำลาย อย่างนี้เป็นต้น แล้วมันก็จะมีรวมตัวเข้าเป็นเสลด เป็นอะไรต่างๆนานา เสลดที่ยังไม่มีเชื้อ มันก็จะเป็น ล.15[803] "รูปนี้เป็นกลละก่อน จากกลละ เป็นอัพพุทะ จากอัพพุทะเกิดเป็นเปสิ จากเปสิเกิดเป็นฆนะ จากฆนะเกิดเป็น 5 ปุ่ม (ปัญจสาขา) ฆนะ เป็นตัวก้อน แล้วก็จะเป็นส่วนที่ช่วยตัวเองได้ เป็นปัญจสาขา มันคือเรื่องของธาตุตัวตนอวัยวะ เป็นรูปธรรม ส่วนนามธรรมซ้อนในนี้ เรียกว่าอาการ สุระคืออาการ 32 อาการของ ผมขนเล็บฟันหนัง ก็ทำงานเป็นเครื่องมือใช้ประโยชน์ ถ้ามันไม่ใช่กายของเราแล้ว มันก็ไม่มีเวทนา เป็นแค่ พีชะ ผม ขน เล็บ ฟัน หนังเป็นพีชะได้เลย มันไม่ใช่กายเราแล้ว เป็นพีชะหมด ถ้าตัดออกไปจากตัวเรา ก็เป็น อุตุไป ทีนี้ในส่วนของสูระ ที่ไม่ใช่ ผมขนเล็บฟันหนัง อีก 27 อย่าง ตั้งแต่อะไรต่างๆนานา ที่ไปไล่อาการ 32 มา มันก็จะทำงาน ต่างคนต่างมีหน้าที่ ถ้ามันไม่พิการมันก็คือ สูระ พวกนั้นแหละ แม้แต่ผมขนเล็บฟันหนัง ถ้าหากพิการก็ใช้ได้ไม่เต็มที่ หรือใช้ไม่ได้เลย เช่นกัน ที่เหลืออีก 27 อาการ ก็สูระ แข็งแรง ตับ ไต ลำไส้ ฯ ทุกอย่างที่เป็น ในร่างกายองคาพยพ อวัยวะ ชีวะ ในระดับมนุษย์ คน ต่างก็แข็งแรง สุรภาโว มันก็ทำงานได้สมบูรณ์ ของใครก็แล้วแต่ มีส่วนบกพร่องของแต่ละคน เป็นธรรมดา มันไม่เท่าเทียมกันหรอก ของใครของมัน อาตมามันไม่แข็งแรง ตรงที่คอ เส้นเสียงต่างๆ มีกระเปราะในลำคอ ก็ดัน ก็ค้างอะไรในคอ ก็ไอก็ไอ เมื่อไหร่ กระเปราะ จะฟีบหายไปก็ไม่รู้ มีผู้คอยระวังให้ว่า อย่าให้มันโต แต่มันก็รู้สึกว่าจะทรง ไม่โต ทุกวันนี้ก็พยายาม ระมัดระวังไม่ให้โต มันก็ไม่โตขึ้น แต่มันยังไม่ค่อยลดเท่าไหร่ เพราะฉะนั้น ต้องพยายามต่อไป ยังหวังอยู่ว่า สเต็มเซลล์จะมาช่วย เผื่อว่าจะเป็นไปได้ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ก็อย่าให้มันโตขึ้น เท่าที่เราจะเก่ง มันก็เป็นไป ที่ทำงานเดี๋ยวนี้ ก็ใช้คอใช้เส้นเสียงเป็นสำคัญ นอกนั้น ก็ไม่ได้มีอะไรมาก นอกนั้นก็ดีแข็งแรงอยู่ทุกอย่าง ในองคาพยพ กล้ามเนื้อ เนื้อหนังมังสา อะไรต่างๆนานา ตับไตไส้พุงส่วนอื่นๆก็ยังไม่มีอะไรมาก ยังไม่ถือว่าเป็นโรคในส่วนนั้นส่วนนี้อะไร ก็พอเป็นไป สรุปก็คือ สุรภาโว ที่อวัยวะของเราทุกอย่าง มันแข็งแรง ไม่พิการ บริบูรณ์ดี หรือแม้จะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ 90 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีปัญหาอะไร มันก็ต้องมีเสื่อมบ้าง คนเราอายุมากขึ้น ถ้าหากมันเสื่อมเกิน ทำงานไม่ไหวก็บกพร่อง สุดท้ายก็ตาย แล้วค่อยมาใหม่ ถ้ายังไม่ปรินิพพาน เป็นปริโยสาน สำหรับอรหันต์ที่นั่งอยู่นี่ ถ้าไม่อรหันต์ก็ต้องกลับมาเกิด แหง๋ ถ้าเป็นอรหันต์แล้ว จะไม่มาเกิดอีกก็แล้วแต่ แต่ถ้ายังเห็นใจมนุษย์ อยากจะมาช่วยมนุษย์ก็เชิญ อยากจะศึกษาต่อก็เชิญ เกิดมาอีกก็ช่วยกัน อาตมายังจะไม่จบ ยังจะเกิดอยู่ มันก็จะซับซ้อนอย่างนี้ เพราะฉะนั้น อสุระ คือความพิการไม่สมบูรณ์ แต่ถ้าสุรภาโว สติมันโต อิธ พรหมจริยวาโส สามชื่อนี้คือ มนุษย์ชมพูทวีป อวัยวะทั้งหลายแข็งแรงดี ครบสมบูรณ์ ไม่ดีอย่างน้อย 90 เปอร์เซ็นต์ก็เยี่ยมแล้ว อย่างอาตมา 80% 90% ก็ไปได้อยู่ ถ้ามี สุรภาโว สติมันโต อิธ พรหมจริยวาโส อิธ คือโลกนี้ที่เห็นหน้าเห็นตาพร้อมกันอยู่นี่แหละ แล้วทำพรหมจรรย์ให้สมบูรณ์ ทำศาสนาให้ดี ทำพระธรรมวินัยให้ดี กว่าจะได้เป็นประโยชน์ แก่คนอื่นแก่ตัวเราเอง อย่างนี้แหละ อิธ พรหมจริยวาโส สติมันโต...สติตัวนี้ฟังให้ดี คำว่าสตินี้ มีสติอยู่ 3 ประการ 1. สติของปุถุชน 2. สติของกัลยาณชน 3. สติของอาริยชน สติของปุถุชน อย่าไปเอานิยายกับมันเลย มันผีเข้าผีออกอวิชชา ไม่ต้องอธิบายมาก มันมีผีเข้าผีออกได้ มันก็จะวนเวียนในนรกสวรรค์ของมัน อยู่อย่างนี้ตลอดกาลนาน สติของปุถุชน ก็วนเวียนสุขทุกข์ สมบัติผลัดกันชม ตลอดกาลนาน กูยังไม่เบื่อก็มาต่อ กูเบื่อแล้วก็พยายามหาทางออก สมมุติว่าเกิดมาในยุคนี้ อยากจะรวยที่สุด ใครจะรวยเกินกว่า บิลเกตส์บ้าง วอร์เรนบัฟเฟตต์ สติ แปลว่า ร้อย มีการตื่นร้อย คือตื่นลืมตามา ไม่ใช่สติในภวังค์ รู้นอกและใน สติที่มีอยู่แต่ภายใน จะเก่งอย่างไรก็มีแต่ตัวเอง ไม่ครบธรรมะ 2 ทั้งภายนอกและภายใน คุณจะเก่งอยู่ในภายใน ก็ไม่ทำอะไรได้มาก ไม่มีดินน้ำไฟลม หรือจะอยู่เฉพาะดิน มันก็เรื่องของคุณ คุณก็ทำอยู่แต่ข้างใน อยู่กับแค่ดินน้ำไฟลม อย่างเก่งก็อยู่กับพืช คุณไม่ทำกับสัตว์กับคน ก็ศีรษะใครศีรษะมัน ถ้าใครเห็นว่าทำร่วมกัน ก็จะได้ประโยชน์ร่วมกัน ก็ทำกับคน กับคนที่คุณจะช่วยเขาเท่านั้น เขาช่วยคุณไม่ได้ก็ได้ หรือ คุณช่วยเขาได้ด้วย เขาก็ช่วยคุณได้ด้วยก็ยิ่งดี อย่างอาตมา ช่วยคนที่อาตมาช่วยเขาได้ และเขาก็ช่วยอาตมาได้ ก็เป็นอิสระเสรี อยากจะมาช่วยเท่าไหร่ ก็ไม่ได้กำหนด จะไม่ช่วยจะเป็นคนอกตัญญู ก็ไม่เป็นไร ไม่ได้รังเกียจหรอก จะอกตัญญู อาตมาก็ไม่ทำจิต ให้รังเกียจเขา ให้อาตมาเศร้าหมองหรอก ทำงานแบบนั้นไม่สร้างสรรค์ เราจะสร้างแต่พลังงานที่เป็นประโยชน์ ไม่ต้องรังเกียจ ไม่ต้องไม่ชอบ ไม่ต้องผลัก อาตมารับเท่าที่รับได้ ตามพลังงานที่เป็นกำแพงไร้สภาพ มีรังสีกั้นไว้เป็นอจินไตย อาตมาจะใช้ด้วยลีลา อาการต่างๆ อย่างอโศกนี้ คนร้ายๆเข้ามาทำงานได้ง่ายมาก แต่เขาไม่ทำ ถ้าพลังงานดีอันนั้น มีคุณสมบัติคุณภาพ พอที่จะทำให้เขาเกรงใจ เขาก็เลยไม่มาทำร้าย ถ้าเราดีต่อคนย่านนี้ให้มาก คนย่านอื่นที่จะไม่มารักมาชอบเราเท่าไหร่ เราก็ช่วยคนใกล้ให้มากที่สุด จนเขาไม่ทำกับเราอีกแล้ว เขาไม่ทำเอง เขาสำนึกเอง เราไม่บังคับใคร เราทำคุณงามความดี มากเท่าที่จะทำให้เขาได้ ก็พอแล้ว ถ้าเขาไม่พอจะทำร้ายเราเราก็ตายนะ แต่ถ้าเราตาย เขาก็ไม่ได้ประโยชน์ต่อ เขาก็มีปฏิภาณไม่ทำร้ายต่อ ถ้าเขาจะเอาอย่างแรง แย่งอย่างแรง คนอื่นก็แย่งแรงด้วย คนอื่นก็จะตีกับคุณเอง คนมีปฏิภาณก็ไม่ทำ คนที่ฉลาดแล้ว เขาจะไม่ทำร้ายคนที่ดี ที่เขาจำนนว่าคนนี้ดี ก็จบ หมดภาษาแล้ว เขาจะเอาเปรียบคนดีก็เอาไป แต่เขาจะไม่ทำร้ายคนดี ยิ่งฆ่าเลย ไม่โง่อย่างคนฆ่าห่านทองคำ ก็อดไข่ทองคำ คนเหล่านี้มีปัญญารู้ว่า ห่านนี้ไข่ทองคำให้ทุกวัน เขาไม่ฆ่าห่านตัวนี้ ห่านทำอะไรเขาไม่ได้ มีแต่จะไข่ทองคำให้ มันก็ได้แต่ร้อง

สมณะเดินดินว่า...พ่อครูเป็นตัวอย่าง และต้นคิดพลังสัมประสิทธิ์ เราก็คงต้องติดตาม ดูตัวอย่างจากพ่อครู มีคนที่มีอัตตามาก มิตรเขาจะไม่ค่อยมี มีแต่มิดจีรี พ่อครูไม่มีอัตตา จึงเป็นพลังงานของส่วนรวมของทุกคน เห็นประสิทธิภาพของพ่อครู ที่ทำคนเดียวให้เป็นหลายคน ทำหลายคนให้เป็นคนเดียว พาพวกเราไปแตะพระอาทิตย์ได้ ถ้ามีตัวอย่างที่พ่อครูทำจริงได้ แล้วพาพวกเราทำด้วย แต่ถ้าทั้งหมดนี้ อัตตาใหญ่ ก็ไร้มิตร ก็มิดจีรี บันไดขั้นแรก พ่อครูเน้นสุริยเปยยาล ก็ต้องมีมิตรดี สหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี เป็นทั้งหมดทั้งสิ้น ของพรหมจรรย์

601124_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สัมประสิทธิ์มิตรดีพาให้หนีพ้นอสุรกาย

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน