สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน กายที่บานเป็นกรวย.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์243 KB
วันที่แก้ไข23 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน กายที่บานเป็นกรวย ที่อาตมาพูดนี้ ไม่ใช่เป็นการประชดประชันอะไร แต่เป็นการพยายามใช้ภาษา ให้สื่อความหมาย ตรงสภาพที่สุด ให้ตรงสภาวธรรมทุกชนิด ถึงจุดแท้ เท่านั้นเอง เพื่อการศึกษา ตั้งใจศึกษากันดีๆ [อาตมาต้องขออภัย ต่อผู้ที่ติดใจ ในการใช้สรรพนาม เรียกขานเขาว่า “นายไชยบูลย์”เพราะเขาปาราชิก เป็น“สมี”แล้วจริง เขาไม่ใช่ภิกษุแล้ว อาตมาเลี่ยงความจริงนี้ไม่ได้ เพราะมันมีหลักฐาน ยืนยันถึง 2 กรณี คือ ปาราชิก ข้อโกงทรัพย์ 1 กับข้ออวดอุตตริมนุสสธรรม ที่ไม่มีในตนอีก 1] ที่อาตมาเรียก“ธรรมกรวย” ก็เพราะความเป็น“กรวย”นั้น มันไม่ใช่“กาย” มันตรงกันข้าม กับคำว่า“กาย” ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนกัน 360 องศา ชัดแท้ทีเดียว ทั้งรูปร่างของ ความเป็น“กรวย” มันก็แสดงรูปลักษณ์ มีปากบานยืดยาวออกไป และสามารถ ที่จะบานออกไป อย่างไม่มีที่สิ้นสุด อันตรงกันกับ พฤติลักษณะ ที่ชาวสำนักจานบินทั้งหลาย ปฏิบัติประพฤติกันอยู่อย่างยิ่ง และความเป็น“กรวย”ของชาวจานบินนั้น ไม่มี“นามธรรม” ที่เป็น“ธาตุรู้”เลยตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “จิตบ้าง,มโนบ้าง, วิญญาณบ้าง” อยู่ในความเป็น “กาย” แม้แต่สักนิดน้อยด้วย (พระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 230) กล่าวคือ สำนักจานบินนี้ ประพฤติปฏิบัติกัน อย่างมี“แต่สร้างรูปที่ไร้ความรู้” ลักษณะเข้าข่าย ความเป็น“กรวย”เท่านั้น ซึ่งภาษาที่ใช้คือ“กรวย”นี้ มันมีอักษร ก. เดียวกันกับ คำว่า“กาย”ด้วย จึงใช้นำมาให้เทียบได้ง่ายดี ว่า “กรวย”นั้นไม่ใช่“กาย” ดอกนะ “ธรรมกาย” จึงเป็นแค่ “ธรรมกรวย” เพราะสภาวะของความเป็น“กรวย” กับความเป็น“กาย” มันแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญ ที่จะใช้ชี้ให้เห็นได้ดี ว่ามันเกี่ยวกับ“รูป” ของความเป็น“กรวย” และมันเกี่ยวกับ“นาม” ความเป็น“กาย”ได้ชัดครบดีด้วย

อ่านต่อ

จะได้สำนึกสำเหนียกว่า จริงๆนั้น ที่สำนักจานบิน กำลังปฏิบัติตน และได้ผลเป็นอยู่คือ“กรวย” หรือคือ“กาย”กันแน่? ในความเป็น“กาย”ของชาวจานบิน ปฏิบัติอยู่นั้น เขาได้แค่วัตถุที่มีแต่“ร่าง” (สรีระ) อันประกอบด้วย ดินน้ำไฟลม ที่เป็น“มหาภูต 4” เท่านั้น มันไม่มีการเรียนรู้“กาย” ที่เป็น“นามธรรม”ร่วมอยู่ด้วยเลย ซ้ำมิหนำ ปู้ยำปู้ยี่“นามธรรม” ป่นปี้ให้เป็น “กรวย” ปากบานยื่นยาวไปกับดินน้ำไฟลมเสียอีก จึงเป็นได้แค่“อุตุนิยาม” อันเป็นองค์ประชุม ที่ไม่ใช่“กาย” จึงมิจฉาทิฏฐิ ไม่เป็นศาสนาพุทธเลย เพราะการปฏิบัติกับความเป็น“กาย” ของชาวจานบิน หรือของชาวพุทธสำนักอื่นๆทั้งหลาย ที่ยังมิจฉาทิฏฐิ ซึ่งเป็น“การทำใจในใจ” (มนสิการ) เบื้องต้นแท้ๆ ในการปฏิบัติของพุทธนั้น ยังมี“ชาติ” (การเกิดของจิตหยั่งลง เป็นภพอยู่) เนื่องจาก ยังหลงใหลความใหญ่ -ความรวย-ความมาก ไม่มีที่สุดอยู่ ซึ่งเต็มไปด้วย การหวังใน“ภพ” (สาเปกโข) ดังจะเห็นได้ว่า การศึกษา และปฏิบัติของชาวจานบิน และ สำนักชาวพุทธอื่นทั้งหลาย ที่มิจฉาทิฏฐิ ไม่มีการเรียนรู้ไปตาม“โพธิปักขิยธรรม 37”กันเลย ซึ่งการปฏิบัติธรรมของพุทธที่เป็น “โลกุตระ”นั้น ต้องมีทั้ง“วิตก-วิจาร-วิจัย” (analyze)กันเป็น“3 เส้า”ที่เริ่มตั้งแต่“กายในกาย”เป็นขั้นต้นไป เป็นข้อแรก จึงจะแยกกายในกายได้ ว่าภาวะอาการอย่างไรเป็นกาย -ภาวะอาการอย่างไรเป็นจิต วิตก คือ จิตที่เริ่มก่อ เริ่มดำหริขึ้นมา วิจาร คือ พฤติหรืออาการที่จิตเป็นอยู่ วิจัย คือ แยกแยะอาการของจิตให้ได้ ดูกันให้ดีเถิด สำนักจานบิน และชาวพุทธยุคนี้ทั้งหลาย ไม่มีดังว่านั้น แต่อย่างใด เพราะการปฏิบัติ ที่จะให้เกิดความเป็น “สมาธิ”ของสำนักจานบิน“ธรรมกรวย” หรือในสำนักชาวพุทธทั้งหลาย แม้ในเมืองไทย ก็ปฏิบัติแบบ“สะกดจิต” (hypnotize) กันถ่ายเดียวทั้งนั้น ไม่เรียน“กาย” ซ้ำมิหนำ เข้าใจผิดความเป็น“กาย”เป็นแค่“อุตุนิยาม”เสียอีก รายละเอียดของ“รูป 28”ก็ไม่เรียนรู้ จึงไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ ในความเป็นรูป 28” อย่างละเอียดบริบูรณ์ ครบครันก่อน ซึ่งเป็นภายนอก เบื้องต้น เพราะสอบตกตั้งแต่ปฏิบัติอย่าง “ไม่มีสัมผัสภายนอก”มาแต่ต้น เห็น“ความมหัศจรรย์” ของความเป็นลำดับ ที่ราบเรียบ ลาดลุ่ม เหมือนฝั่งทะเล ไม่ตะปุ่มตะป่ำ ไม่โขลกเขลก ไม่ขรุขระ ไม่โด่ไม่เด่ ไม่สูงไม่ต่ำ ไม่สะดุด ไม่เหลือจุด ไม่เหลือเศษละอองธุลี สีสัน หม่นมัวใดเลย ขาวผ่อง สะอาดสนิท ใสสว่างวามประกาย สยายราสี มีฉัพพัณณ์ ครันครบ 6 นั่นคือ “สะอาด-สว่าง-สงบ-สุภาพ-สามัคคี-สัมบูรณ์” เห็นได้ ปรากฏจริง ส่วน“กาย”คือ การมีทั้ง“รูป”ทั้ง“นาม” เป็น“ธรรมะ 2” ที่พระพุทธเจ้า ทรงเน้นเจาะเข้าที่ “จิตบ้าง-มโนบ้าง-วิญญาณบ้าง” เป็นสำคัญในการปฏิบัติ (พระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 230) แล้วปฏิบัติกันตามแบบ“ระบบวิจัย” (analysis system) อันมี “3 เส้า” ของ“สติปัฏฐาน 4 -สัมมัปปธาน 4 -อิทธิบาท 4” ซึ่งปฏิบัติสะสม กระบวนการ ทั้งหลายด้วย“สติสัมปชัญญะ” (อันมีสัมปชานะ -สัมปาเทติ -สัมปชลติ ฯลฯ) ต่อเนื่องกันไปให้เต็มครบ โดยมีสำรวมอินทรีย์ 6-และมีฉันทะ, วิริยะ,จิตตะ,วิมังสา ร่วมเต็มขบวน จึงจะเป็นไป ตามที่พระพุทธองค์ตรัสว่า “แต่ตถาคต เรียก‘ร่างกาย’ อันเป็นที่ประชุม แห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง” นั้นต้องปฏิบัติให้ถูกตรง ฉะนี้เอง การปฏิบัติธรรม ที่ผู้อบรมฝึกฝนเรียนรู้ เข้าไปที่“กาย”นั้น จะต้องหมายเอา “ในภายใน” ของความเป็น“กาย” หรือธรรมะ 2 จะต้องเรียนรู้ “ใน”องค์ประชุมของรูปกับนาม ที่เรียกว่า“กาย” ให้รู้จักรู้แจ้งรู้จริง ลึกละเอียด “ใน”ความเป็น“รูป 28” กับ“นาม 5” ก็ต้องเรียนรู้กันที่“จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง” ซึ่งการพิจารณา“รูป 28”นี้หมายถึง สภาวะที่“ถูกรู้”(object)และมี“ตัวธาตุรู้”(sub-ject)อันเป็น“ธรรมะ 2” ผู้กำลังปฏิบัตินั้น จะต้องเรียนรู้ปฏิบัติด้วย“นาม 5” อันได้แก่ “เวทนา-สัญญา-เจตนา-ผัสสะ-มนสิการ” จึงจะสามารถปฏิบัติได้ครบครัน “เวทนา”คือ อาการของความรู้สึก ซึ่งเป็น“ตัวกรรมฐาน”ที่จะเรียนรู้ไปตลอดตั้ง แต่ต้นจนจบ และต้องมี“ผัสสะ”เสมอในการปฏิบัติ เว้นผัสสะแล้วไม่มีฐานให้ปฏิบัติ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม 9 ตั้งแต่ข้อ 77 จนถึงข้อ 89 ว่า “เว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้” ต้องมี“ผัสสะ”เสมอในการปฏิบัติ ซึ่ง“ผัสสะ”นี้เป็น“ต้นเหตุ”(สมุทัย) จึงจะเกิด“เวทนา”คือ มี“ความรู้สึก”ได้ “ผัสสะ”จึงเป็น“สมุทัย”(เหตุ)ก่อนจะเกิด “เวทนา”ให้อ่านรู้ปฏิบัติ ต้องปฏิบัติเช่นนี้ จึงจะมี“ฐานหรือที่ตั้ง”ให้ปฏิบัติ มียืนยันในพระไตรปิฎก ทั่วไป เล่ม 24 ข้อ 58 “มูลสูตร”มียืนยัน “ผัสสะเป็นสมุทัย”..เป็น“เหตุ” เห็นมั้ย?) จึงจะ“จัดการกับใจในใจ (อภิสังขาร) หรือทำใจในใจ (มนสิกโรติ)”นี่คือ “มนสิการ”(การทำใจในใจ) ตามแบบพุทธ โดยใช้“สัญญา” คือ ธาตุกำหนดรู้ เป็นตัวอ่าน“รูป” อ่าน“นาม”ทั้งหลาย แล้วจัดการกับ“เจตนา”ที่มีกิเลส ตัณหา ได้แก่ เจตนา 3 คือ กามตัณหา-ภวตัณหา-วิภวตัณหา หากมีสัมมาทิฏฐิ ก็จะสัมมาปฏิบัติได้ ง่าย-ลึก-รอบดี ด้วย“นาม 5”นี้ เพราะฉะนั้น การปฏิบัติ“หลับตา”เข้าไปอยู่ในภายใน ไม่มี“ผัสสะ”จึงไม่ใช่การปฏิบัติแบบพุทธ ไม่ว่าสำนักปฏิบัติไหน ที่ปฏิบัติแบบพุทธ ต้องมี“ผัสสะ”เป็นปัจจัยจึงจะถูก หากไม่มี“ผัสสะ 6”อยู่ในการปฏิบัติ การปฏิบัตินั้น“โมฆะ” เป็น“มิจฉาทิฏฐิ”ในศาสนาพุทธ อย่างสำคัญยิ่งยวดที่สุด โดยเฉพาะ“มิจฉาทิฏฐิ” อย่างสำนักจานบิน ที่มีแต่ภาวะ “หมุนรอบเชิงซ้อน” เป็น“ปากกรวย” ซึ่งหมุนรอบเชิงซ้อนเกินกว่า 360 องศา ที่ปากบานออกไปๆๆๆๆๆๆๆ และ 360 นี้มันหมายถึง ยิ่งกว่า 180 องศา อย่างซับซ้อนนะ คือมันมี“ความหมุนวนไปอีก”รอบ หลายทบหลายรอบยิ่งๆๆๆ ความตรงกันข้ามที่เรียกว่า 360 องศา จึงหมายความว่า มันตรงกันข้าม ชนิดที่“หมุนรอบเชิงซ้อน”(ปฏินิสสัคคะ = ความหลงผิด ว่าสวรรค์ แต่ไม่ใช่สวรรค์อย่างวนกลับไปกลับมา) กันกลับมากลับไปอีก รอบแล้วรอบเล่า หลายรอบมาก วนไปกลับไปกลับมา จนคนจับ“จุดที่ถูกต้องตรงแท้” ไม่ได้ง่ายๆเลย และยิ่งหมุนวน บานขยายปากกรวยออกไปๆๆ ดิ่งลงทิศต่ำ ผิดยิ่งๆ เสื่อมยิ่งๆ ความเป็น“กรวย”นี้แหละ คือภาวะแท้ๆทั้งหมดประดามี ของทั้ง“ความรู้และความจริง” ที่“สมีไชยบูลย์” เขาพยายามเผยแพร่ ครอบงำสังคม เขาตั้งใจครอบงำโลกทั้งโลก ปานนั้นเลย เขาประพฤติปฏิบัติจริงๆ เพื่อให้เกิดให้เป็น ตามที่เขามุ่งหมาย “มักใหญ่” นายไชยบูลย์เขา“มักใหญ่”(มหิจฉะ) ชนิดที่ไม่มีสิ้นสุด ไม่มีประมาณเป็น “กรวย” ปากบานไป ไม่มีที่สิ้นสุด-หาที่สุดมิได้ (อัปปมัญญา) จึงขอนำคำว่า“กรวย” นี้มาใช้แทนคำว่า “กาย” เพื่อชี้ให้ชัดเจนขึ้น ในการศึกษานี้ ซึ่ง“ความรู้และความจริง”ทั้งหมดของ “ธรรมกรวย”นี้ มันตรงกันข้ามกับความเป็น “ธรรมกาย” ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ธรรมกาย”นั้น เป็นชื่อของพระองค์ ซึ่ง“เป็นกาย-เป็นธรรม” ของพระองค์ครบ“ธรรมะ 2”(รูป+นาม) เป็นต้นว่า สมีไชยบูลย์เขาเห็น “ภพเทวดา 6” เป็น“สวรรค์” อย่างมั่นจิตปักใจ แต่โดยสัจจะ มันคือ“นรก”จริงๆ คือ“ของเก๊”แท้ๆ เขาไม่รู้ตัวเลยว่า เขาเป็นคนมี“โทษสมบัติ” ถึงขั้นครบ 6 ประการ คือคน“ไม่มีวรรณะ 6 ประการ” (อวัณณัง ซึ่งได้แก่ ความเป็นคนเลี้ยงยาก -ความเป็นคนบำรุงยาก -ความเป็นคนมักมาก -ความเป็นคนไม่สันโดษ -ความเกี่ยวเกาะ -ความเกียจคร้าน) “ความเป็นคนเลี้ยงยาก”(ทุพภระ) หมายถึง เป็นคนกินยาก อยู่ยาก ไปยาก มายาก นั่งยาก นอนยาก มียาก เป็นยาก เรื่องมาก ยึดตัวเองเป็นใหญ่ ไม่เอาตามใคร ไม่เห็นตามใคร เห็นแต่ของตัวเอง ดื้อดึง ดันทุรัง ไม่ลงให้ใครเด็ดขาด อัตตาจัดหนักมาก ดังที่ นายไชยบูลย์กำลังดื้อด้านดึงดันต่อกฏหมาย ต่อศาล อยู่ขณะนี้ นี่เลยแหละ

พ่อครูว่า...เราเองได้กระหน่ำผู้ที่ผิด เพื่อให้เกิดความถูกต้อง ตามความเห็นของเรา อย่างบริสุทธิ์ใจ ไม่แฝงซ้อน อย่างจริงใจ ทำด้วยสงสาร อาจจะเรียกว่า พูดพยากรณ์ก็ได้ คือเขาตายไปจากชาตินี้ แล้วจะเกิดในที่ดีพอสมควร จะมีรูปดีได้ แต่ละลดลงไปกว่าเก่า แต่วิบากบาป ก็จะตามมามากกว่าเก่า ชาตินี้มีวิบากตีนโตเน่า ก็ยังไม่เห็นว่าจริงๆเป็นอย่างไร ถ้าชาตินี้เขาเป็นจริง ชาติหน้าก็จะเบาลง แต่ถ้าเขาหลอกซ้ำซ้อนต่อไป เขาจะทรมานยิ่งกว่าเก่า หนักกว่านี้อีกนัก ดูๆแล้ว เขาคงต้องโกหกซับซ้อน ให้ตนเองได้รับวิบากเพิ่มทวี ต้องวนเวียนในภพภูมิ ที่ต้องทุกข์ทรมานต่อ ในอัตราส่วนการใช้วิบากหนัก

ลักษณะที่ธัมมชโยทำนี้ คือให้คนมองตัวเขา และสาวก อย่างบำเรอด้วยโลกีย์หยาบๆ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสฟุ้งเฟ้อ คนเราที่ไม่รู้ ก็จะมองผลเลิศ ว่าต้องยิ่งใหญ่หรูหรา เหมือนธัมมชโยและพวกกฏุมพี ร่ำรวยต่างๆ ที่เป็นบริวารตัวโชว์ของเขา แต่พวกที่ได้นี้มีจำนวนน้อย ที่จะมาส่งเสริมเขาอยู่ นั่นคือพวกที่ยากจน พวกที่เป็นคนงมงาย เหมือนพวกกองสลาก หวย เขามองแต่คนถูกรางวัลที่ 1 แล้วคนที่เป็นกองสลาก หรือได้รางวัลที่ 1 ได้เงินมาจากไหน ก็ได้มาจากคนจนยาก ที่เสียเงินให้เขาอีกมากมาย ก็ไม่รู้ว่าตนอยู่ทางไหน แล้วมองผลเลิศทั้งนั้น ที่มีนิดเดียว เขาก็ใช้วิชามารอันนี้สำเร็จ หลอกคนที่โง่ แต่อาตมาขอยืนยันว่า ในประเทศไทย คนฉลาดและปัญญา ไม่ใช่เฉโกอย่างมวลธรรมกาย ตอนนี้ก็เหลือมวลอยู่แค่นั้น เขาก็ฉลอง ประเทศไทยก็ฉลองเช่นกัน แต่เห็นแล้ว แม้แต่ในรูปธรรมที่ปรากฏว่า ประชาชนคนไทยมีมวลมากกว่า ธรรมกายมีมวลเล็กกว่า แล้วยังมีอาญา ผูกคออยู่ด้วย แต่ถ้าเขาเบ่งเต็มที่ แล้วมวลของเขา มากกว่าประชาชนไทย เขาก็จะยิ้มได้ แต่ตอนนี้ ยิ้มไม่ออกแน่นอน เพราะสิ่งที่ตัดสินเป็นจริง เพราะฉะนั้น มวลคนไทยมีปัญญาแล้ว เป็นการสู้กัน ของธรรมาธรรมะสงคราม เหตุการณ์ในวันที่ 1 มกราคม 2560 ยังอยู่ในวาระ ของสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอยู่ continue ขณะปัจจุบันเลย ยังไม่พ้นวันที่ 1 เลย คนจะเพิ่มหรือลดลง ก็ดูต่อไปอีก สิ่งที่เป็นจริงเหล่านั้น มาจาก มโนปุพพังคมา ธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา เกิดจาก จิตวิญญาณเป็นประธาน น้ำก็ไหลไปหาน้ำ น้ำมันก็ไหลไปหาน้ำมัน จะมีปรากฏการณ์นี้ให้เห็น สิ่งนี้เกิดขึ้นในโลกเป็น Bomb of love ที่ขยายความกันมาก เป็นพลังงานระเบิดของจิตใจ ที่แสดงให้เห็น แล้วมารวมกัน เป็นนิวเคลียร์ Fusion ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น มารวมกัน โดยธรรมชาติของพลังงาน ที่มีสองฝ่าย พลังงานสูงสุด แยกแล้วจะมี 2 ฝ่ายที่ต่างกัน ที่เป็นพลังงานฟิชชัน ก็หนีไป ที่เป็นฟิวชั่น ก็มารวมกัน มวลของธาตุที่มีความรัก รักอะไร?

คนไทยมีปัญญา รักพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ได้ทรงพาทำ พาสอน ทรงปฏิบัติประพฤติ ทั้งนั้นเลย อาตมาว่า อีกหลายกัปป์หลายกัลป์ ที่พระเจ้าแผ่นดิน จะมีไร่นานี่แปลงกสิกรรม เหมือนกับของชาวบ้าน มีสิ่งเหล่านั้นจริง ทำจริงทดสอบจริง แล้วเอาความจริงแล้วนั้น มาขยายต่อมนุษยชาติ เพราะฉะนั้น จึงเกิดสัมมาชีพ ตามหลักธรรม ของพระพุทธเจ้า พ้นจากมิจฉาชีพ กุหนา ลปนา เนมิตตกตา ก็คืออาชีพที่กำลังพัฒนาตน จนถึงไม่มอบตนในทางผิด นิปเปสิกตา จนถึงพ้นลาภแลกลาภ พ้น ลาเภน ลาภัง นิชิคิงสนตา เหตุการณ์ที่สนามหลวง เป็นเหตุการณ์ที่ทุกคนมาให้ โดยไม่ต้องการอะไรตอบแทน พ้นจาก ลาภแลกลาภ พ้น ลาเภน ลาภัง นิชิคิงสนตา เป็นพฤติกรรมที่บางคน ก็ทำอย่างชั่วคราว บางคนก็จะทำให้ได้มากๆ ที่สุด บางคนก็ทำได้ถาวร อย่างเช่นชาวอโศก แล้วทำได้อย่างเป็นกลุ่ม เป็นวัฒนธรรมสังคม นี่คือสัมมาอาชีพ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ เป็นสูตรที่วิเศษ แก่มนุษยชาติ ให้เลี้ยงชีพอย่างคนมิจฉาชีพ ที่เป็นมิจฉาอาชีวะ 5 ชาวอโศกอยู่อย่างสาธารณโภคี กินใช้ร่วมกับส่วนกลาง จะใช้อะไรก็ไปเบิกส่วนกลาง บางทีเขาอาจจะไม่ให้ เราก็ทำใจอยู่ได้ มักน้อยสันโดษ ที่ทำได้นี้ ยังจะเจริญขึ้นไปอีก สี่ร้อยกว่าปี ถึงจะถึงจุดสูงสุด peak สุด แล้วก็ค่อยเสื่อมลงไป ตอนนี้ เป็นอัตราก้าวหน้าที่คูณ ยกกำลัง จนสูงสุด แล้วค่อยเสื่อมลงไป เพราะมันเต็มสุดแล้ว จะค่อยเสื่อม อาตมายืนยันมั่นใจว่า จะเป็นเช่นนี้ โดยมีประเทศไทยเป็นหลัก ในสองร้อยกว่าประเทศ ตอนนี้ต่างประเทศ ก็ยังฆ่ากันอยู่เลย แต่เมืองไทย อบอุ่นชื่นใจ อาชญากรหนีไปไหนไม่รู้หมด เป็นเรื่องจริง ที่สัมผัสได้พิสูจน์ได้ ไม่ใช่เพ้อฝัน เป็นอนุบาลฝันในฝัน ตื่นมาหาวสองที เป็นครูไม่ใหญ่ ดูอ่อนน้อมถ่อมตน อะไรอย่างนี้ เขาประมวลคำศัพท์ได้เก่งมาก แต่ชั่วหนัก สิ่งที่เป็นจริงเกิดในประเทศไทย แล้วคนต่างประเทศ อยากจะดูก็เชิญ ดูพฤติกรรมสังคม ที่ไม่ได้บังคับเขาเลย เป็นจริงจากใจของเขา นี่คือพฤติกรรมที่ปรึกษา กำลังก่อรูปร่าง ปีนี้เป็นปีเริ่มต้น มีรูปธรรมที่เห็นได้ ปีหน้า ปีต่อไป จะอบอุ่นหนาแน่น จะร่วมมือกัน ได้ดียิ่งกว่านี้ เพราะมันเป็นของดี แล้วคนไทยก็มีปัญญา แล้วเขาจะทำไหม เมื่อของดีมีปัญญาร่วมกัน ก็จะมีน้ำหนักให้ทำ ก็จะมีสามเส้า เกิด หมุนเวียนสังเคราะห์ สังขารภายใน cytoplasm มีเปลือกคือ protoplasm หุ้ม อธิบายโลโก้ของบ.เดินหน้าฝ่ามหาสมุทรต่อ

แล้วพอหมดศาสนาพุทธ จะเกิดกลียุค คนก็จะถูกฆ่าตาย จนหมดไปเลย สิ้น 5,000 ปี ก็เท่ากับล้างโลก อย่าคิดว่า ถูกฆ่าตายนี้ไม่ดี คือเราไม่ได้ไปทำร้ายใครเขามาทำร้าย มาฆ่าเรา ก็ตามวิบาก จากนั้นจะเป็นยุค ที่มีแต่มนุษย์ที่ดีมาเกิด จากนั้น ก็จะค่อยๆเสื่อมไปช้าๆ จากดีก็จะมาหาเสื่อม จากเสื่อมก็จะมาหาดี สัจจะเหล่านี้ หมุนเวียนในกัปป์ มองในมุมดีของธัมมชโยคือ เขาไม่พาไปอบายมุขหยาบ คือไม่พาไปหาความรุนแรง ความรุนแรงเขาน้อยกว่าชาวอโศก ชาวอโศกพูดก็แรง น้ำหนักอะไรก็แรง เพราะต้องใช้แรง กระทุ้งกระแทกบ้าง แต่ของเขา จะเอางามอย่างเดียว หลงสุดโต่งว่า อนูปวาโท อนูปฆาโต มันจะไม่เป็นไปได้หรอก ถ้าจะไม่มีอะไรกระทบกัน การพูดดี ก็จะกระทบคนดี การพูดสิ่งที่ชั่ว ก็จะกระทบกับคนชั่ว มันเลี่ยงไม่ได้หรอก ถ้าทำอะไรออกไปแล้ว ไม่กระทบกระเทือน ก็จะไม่เกิดอะไร มันก็หายไปเป็นไอโซโทป เป็นนิวเคลียร์ fission แต่จะเกิดผล ต้องมีการกระทบ แล้วเกิดองศา พอเกิดองศา ก็เกิดแรงเหวี่ยงเป็นวงวน องศาน้อยก็จะเป็นวงรีมาก วนไปไกลมาก จนกลมดิกก็จะเป็น 0 แล้วก็เกิดองศาใหม่ เราเป็นผู้มีจิตนิยาม แล้วก็เกิดอัตภาพ เกิดมาเป็นหน่วยแห่งชีวะ เป็นสัตว์โลก ตั้งแต่ 3 เซลล์ขึ้นมา เป็นสามเส้าที่เกิดวงวน มีองศาแล้ว ถ้า 2 ตัว ก็มีแต่แนวระนาบ ไม่เกิดองศา กระทบกันเอง ไม่วุ่นวายใคร จนกว่าจะมี 3 ก็จะมีแรงดูด แรงเหวี่ยงวน ในอัตตาของตน จนมีแรงออกไปเป็น 4 เป็น 5 เป็น 6 ก็จะมี 2 วง ขยายเป็น 7 8 9 เป็น 3 วง ก็จะขยายไปอีก จนกว่าจะเป็น 10 เต็ม ก็แล้วแต่กัปป์ไหน จะยาวนานแค่ไหน กัปป์นี้ 999 ล้านปี กัปป์นี้ 666 ปี เป็นต้น

600101_วิถีอาริยธรรม รับปีใหม่ 2560 สันติอโศก https://youtu.be/pA1yLqHRsOM

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน