สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน เศรษฐศาสตร์แบบคนจนวรรณะ 9_.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข28 มีนาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน เศรษฐศาสตร์แบบคนจนวรรณะ 9 พ่อครูว่า...วันนี้มีนักเรียนเป็นเยาวชนมานั่งฟังธรรมะด้วย ก็ยินดีต้อนรับ ถ้าไม่ถึงเวลาวาระที่หัวค่ำมานั่งฟังธรรม ก็ไม่เห็นนักเรียนคนไหนสนใจมาฟังเองโดยไม่ได้บังคับก็ไม่เห็น ก็น่าจะรู้ว่าการได้ฟังธรรมมันเป็นประโยชน์ต่อชีวิตจริงๆ อย่างหลวงปู่ มีชีวิตผ่านความเป็นเด็กเหมือนกับพวกเรามา โลดแล่นในทางโลกีย์ ได้เรียนหนังสือก็เพื่อไปทางโลกสนุกสนานได้ลาภยศสรรเสริญ ไปหาอะไรกิน ได้หาอะไรสัมผัสทางตาก็ชอบใจ สัมผัสทางหูได้ยินเสียงก็ชอบใจ ได้รสสัมผัสทางลิ้นก็ชอบใจ อะไรไม่ชอบใจเราก็หนีไปหาสิ่งที่ชอบใจก็ทำอยู่อย่างนั้นมาแต่ไหนแต่ไร จนกระทั่งทำงานไปก็สะสมลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ที่เป็นกามบ้าง โดยเฉพาะลึกๆท่านเรียกว่าอัตตา ยิ่งไม่รู้จักง่ายๆเลยอัตตา ความยึดถือเป็นตัวเราของเรา ภาษาง่ายๆ เป็นเรา เป็นของเรา ยึด คำว่าเป็นเราเป็นของๆเรานี่ ที่สุดของศาสนาพุทธถ้าผู้ใดไม่ยึดอะไรเลยเป็นของเราเป็นของของเราเลย ใจเราเรารู้ใจเรา ว่าอันนี้ก็เป็นของกลางๆ เรามีสิทธิ์จะใช้ มากหน่อย คนอื่นไม่มีสิทธิ์เรามีสิทธิ์ เด็ดขาดทางกฎหมาย หรือทางโลก เขาให้สิทธิ์ที่เราจะใช้แต่มันไม่ใช่ของเรา เช่น หนังไม่ใช่ของเราเนื้อไม่ใช่ของเรา ตับไตไส้พุงอะไรก็ตามในร่างกายเรามันไม่ใช่ของเราทั้งนั้น แต่เราก็ยืมใช้ อาศัยใช้ เพื่อที่จะดำเนินชีวิตไป ถ้าไม่มีเนื้อไม่มีหนัง ไม่มีตับไตไส้พุงอวัยวะ องคาพยพต่างๆ เราไม่มี มันก็บกพร่อง หรือไม่เป็นคน มันก็ตาย ไม่ได้มีชีวิต จะทำประโยชน์คุณค่าอะไรก็ไม่ได้ ถ้าเรายังมีชีวิต มีร่างกาย มีองคาพยพ มีอวัยวะ อาการต่างๆ ครบ 32 อยู่ เราอาศัยสิ่งเหล่านี้เรียนรู้ประพฤติ ประพฤติอะไร ประพฤติธรรมะที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ธรรมะมีเยอะ มีศาสดาศาสนาอื่นต่า

อ่านต่อ

งๆศาสนาคริสต์ศาสนาอิสลาม ศาสนาฮินดูศาสนาซิกข์ เยอะแยะ ศาสนาบาไฮ แต่ของพุทธ ก็ศึกษาตามพระพุทธเจ้าที่ท่านสอน ไม่เหมือนกัน ไม่เหมือนใคร พระพุทธเจ้าศึกษารู้ตั้งแต่ภายนอก สิ่งต่างๆที่เราสัมผัสภายนอก มันดูเหมือนง่ายๆมันไม่ใช่ของเรา เรารู้ได้ง่ายเลยมันไม่ใช่ของเรา มันเป็นของคนอื่น แม้เรามาอยู่ในที่นี้ ในอโศก อโศกไม่ได้ยึดว่าอะไรเป็นเราเป็นของเรา พวกนี้อยู่บนโต๊ะเต็มไปหมดนี้ มันไม่ใช่ของเรา แต่เราก็ถือว่า เราร่วมเป็นของเราได้ ของอโศก หรือของสาธารณโภคี การได้ความหมายหรือได้ความจริง ได้ความรู้ว่า ทุกอย่างเป็นของส่วนกลาง เราก็มีสิทธิ์ร่วมด้วย แต่ทุกๆอย่างก็ไม่ใช่ของเรา ทุกอย่างเรามีสิทธิ์ร่วม เห็นเด็กทุกคนมาอยู่ในนี้แผ่นดินนี้ เราก็ร่วมกันมีสิทธิ ที่นี่ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นว่าใครจะมีสิทธิไม่มีสิทธิ ดินน้ำไฟลมในที่นี้มีสิทธิเป็นเราเป็นของเรา แล้วเราสามารถที่จะร่วมทำประโยชน์ ร่วมทำสิ่งที่ดีได้ เช่นโรงปุ๋ย ก็เป็นของเรา เราร่วมสร้างร่วมทำ ทำประโยชน์ร่วมกันเกิดขึ้นมาเป็นสิ่งที่เจริญ ผู้ที่สามารถที่จะทำให้เกิดความไม่ยึดมั่นถือมั่น ว่า ทุกอย่างมันไม่ใช่ของเรา มันไม่ใช่ตัวเราไม่ใช่ของเรา ความรู้ที่รู้ว่าไม่ใช่ตัวเราไม่ใช่ของเรา เป็นความรู้ที่ศาสนาพุทธ เท่านั้น ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้ ความรู้ในศาสนาอื่นพระศาสดาอื่นๆ โดยเฉพาะในเทวนิยมไม่มี คิดอย่างนี้ไม่ออก คิดว่าไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา คิดไม่ออก ศาสนาพุทธนี้ คนศาสนาอื่น มาได้ฟังได้ยินคำสอนของศาสนาพุทธ ยิ่งเรียนศาสนาพุทธเลยว่าหัวใจศาสนาพุทธ ท่านสอนว่าไม่ยึดมั่น ทุกสิ่งทุกอย่างเลย สัพเพธัมมา ทุกอย่างมันไม่ใช่เราไม่ใช่ของๆเรา เขาก็เอาไปคิดไปนึก ผู้ที่มีปฏิภาณปัญญาก็พอเข้าใจได้ ก็ไปพูดตาม รวมด้วยไป ซึ่งจริงๆแล้วจิตใจของคนที่จะเกิด อัญญา เกิดธาตุรู้ที่จะเข้าใจจริง ว่าปัญญาอันเกิดเห็นว่าไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรามันลึกซึ้ง มันจะไม่ยึดว่าเป็นเราเป็นของเราได้จริงๆเลย จะไม่ยึด ว่าเป็นเราเป็นของเรา มันจะรู้ว่ามีสิทธิ์ร่วมใช้กัน สมควรถ้าเป็นสมาชิกร่วมกันดูแลร่วมกันในกรอบของสิทธิ ถ้าไม่อยู่ในกรอบของสิทธิก็ไม่น่าจะเป็นผู้ที่มาใช้ร่วมที่เดียว แต่เขาจะมาใช้บ้างก็ได้ อย่างหลวงปู่พยายามทำภายใน ข้าวของของเราทุกคนก็เห็นว่าพวกเราสร้าง แต่ส่วนใหญ่เลย พวกเราเข้าใจแล้วก็ไม่ได้ยึดเป็นของเรา คนนั้นจะแบ่งกินก็ได้ แม้แต่ผู้อื่นข้างนอกมา มากินบ้างก็ได้ แต่จะมาทำตะกละหอบหามไปก็เกินไป เราก็ไม่ค่อยจะยินดีจะให้ละ แต่ถ้ามาร่วมบ้าง เราก็ไม่หวง นี่คือจิตไม่ยึดเป็นเราเป็นของเราแล้ว ดินน้ำไฟลมที่เล่นน้ำท่าอาบน้ำท่า คนข้างนอกก็มาเล่นได้เขาก็ได้อาศัย ก็เป็นประโยชน์ ยิ่งหน้าร้อนหน้าแล้ง เขาจะได้ประโยชน์มาก ได้เล่นน้ำได้อาศัยต่างๆนานา ที่มันน่ารื่นรมย์น่าพักอาศัย หรือแม้แต่อาคารที่สร้างขึ้นใหญ่ๆเพื่อทำกิจธุระ โดยเฉพาะสร้างขึ้นเป็นอาคารตลาดเพื่อซื้อขาย คนข้างนอกก็เอาของมาขายได้ พูดไปคนก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ คือ คนไม่เชื่อว่าจะมาทำให้ฟรี สร้างโรงเรือนราคาเป็นร้อยล้าน เพื่อให้คนมาอาศัยเป็นตลาดขายได้ฟรี คนเขาก็ไม่เชื่อ เขานึกว่าไม่ได้หรอก เดี๋ยวจะถูกตลบหลัง กลัว พวกที่เข้าใจว่าตนเองฉลาด แต่เล่ห์เหลี่ยม ฉลาดเฉโก แต่หลวงปู่ไม่ได้ฉลาดแบบเฉโกแล้ว มีแต่ฉลาดอย่างปัญญาฉลาดซื่อตรง ทำให้ผู้อื่นได้พึ่งพาอาศัยอย่างพอเป็นไป พวกเรามีกินมีใช้ไม่ขาดแคลน อุดมสมบูรณ์ด้วย พวกเรามาฝึกฝนจนเป็นคนจน มีกินมีใช้สะพัดออกไป แบ่งแจกผู้อื่น ตนเองไม่ต้องหอบหามหวง คือตัดคำว่า เราจะต้องรวยจะต้องเป็นคนรวยทิ้งไปเลย ชีวิตทั้งชีวิตเราไม่จำเป็นจะต้องรวยเลย เพราะฉะนั้นไม่ต้องสะสมอะไรเลยที่จะมารวย รู้สิ่งที่ควรมีควรเป็นควรได้อะไรในปัจจัย 4 อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค หรือเครื่องใช้จำเป็นสำคัญที่เรียกว่าบริขาร เราก็พอมีพวกนี้ นอกนั้นก็เกินเฟ้อ เราไม่จำเป็นต้องใช้ก็ไม่ต้องใช้ไม่ต้องมี ไม่ต้องไปแสวงหา แม้มี เราไม่จำเป็นต้องใช้ ก็ให้คนอื่นไปไม่หวงแหน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของเศรษฐศาสตร์ เป็นเรื่องของคนมีจิตใจบรรลุความเป็นเศรษฐศาสตร์ ไม่ยึดเป็นเราเป็นของเรา มีแต่อาศัยใช้สอยส่วนเกินก็แบ่งแจก แบ่งอย่างขายบ้าง หรือไม่ต้องขาย ให้ได้ก็ให้ไปเลย คนที่หมดความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวเราของเรา ไม่เห็นแก่ของเรา รู้จักสะพัด แบ่งแจก เกื้อกูล ความอะลุ่มอล่วยอย่างนี้ ซึ่งหลวงปู่พาปฏิบัติธรรมได้จริงได้สำเร็จ เรามีแต่ความเกื้อกูล สังคมก็หมดความแย่งชิง หมดความยึดมั่นถือมั่นที่กระเหี้ยนกระหือรือ เอามาเป็นของตนมากมาย ขนาดรวยเท่าไหร่ก็ไม่เคยที่จะลดหย่อน ไม่เคยจะสะพัดออกไม่แจกหรอก ไม่กล้าเป็นคนมีน้อยเรียกว่า อัปปิจฉะ ไม่ต้องสะสมเรียกว่าอปจยะ ไม่เป็นคนมีคุณสมบัติพิเศษอย่างนี้ มักน้อย เป็นคนวิริยารัมภะ เป็นคนสร้างสรรขยันมีผลผลิตส่วนเกินเหลือ ไม่สะสม อปจยะ เป็นคนมีอาการน่าเลื่อมใส ปาสาธิกะ เป็นคนเอาศีลมาวัดมาเปรียบเทียบแล้วปฏิบัติตรงตามศีลพระพุทธเจ้า มีอาการที่น่าเลื่อมใสอยู่ในธรรมวินัย ธรรมวินัยตรวจสอบ เอาวินัยมาวัดก็ไม่ผิดวินัยไม่ผิดศีล คนอย่างนี้น่าเลื่อมใสน่าเคารพบูชา และก็เป็นคนที่สามารถที่จะ มีศีลเคร่ง ที่จริงศีลก็เป็นหลักให้ปฏิบัติ ผู้ปฏิบัติยังไม่ได้ก็ต้องเคร่งครัด ผู้ปฏิบัติได้แล้ว ศีลสูงๆยากๆก็ไม่เคร่ง เรียกว่าธูตะ ผู้มีศีลเคร่งได้แล้ว บรรลุก็สบาย เป็นผู้ขัดเกลาตนเองตลอด สัลเลขะ เป็นผู้พัฒนาตัวเองชีวิตก็เรียนรู้ขัดเกลากิเลส ฝึกตั้งแต่ไม่ยึดมั่นถือมั่นตั้งแต่ภายนอก ลาภ ยศ สรรเสริญ ดินน้ำไฟลมวัตถุต่างๆ ก็เรียนรู้ให้จิตไม่ยึด อยู่กับพวกนี้ก็ เราก็ไม่ยึด แม้แต่สิ่งที่เป็นได้ในใจเรา เราจะรู้ว่าใจเรามันยึดถือหรือไม่ เรายึดจัดแม้แต่หลักเกณฑ์ศีลวินัย คนที่ผิดศีลผิดวินัยก็ว่าเขาถล่มทลายเขาเป็นต้น ซึ่งเราศึกษาไปแล้วจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ พอมีสันโดษ มีความพอ ตัวเองไม่ต้องมีอะไรมาก ขยันหมั่นเพียรสร้างสรรมีผลผลิตก็อาศัยกินใช้ ส่วนเหลือเกินก็แบ่งแจกผู้อื่นไป โอ้โห ดูสิ่งที่เราสร้างอะไรต่างๆนานาไหม แต่พืชพันธุ์ธัญญาหาร นี่ของเราทั้งหมดหรือไม่ ปลูกอยู่ที่เราที่นี่ หัวบีทรูท อาตมาก็ไม่เคยเห็นหัวใหญ่ขนาดนี้ เคยเห็นแต่หัวเท่านิ้วเท้า แต่นี้โตกว่ากำปั้น อะไรต่างๆนานาที่นี่ อุดมสมบูรณ์ แสดงถึงสภาพที่มันแข็งแรงเต็มที่ บริบูรณ์สมบูรณ์ น่ากิน สิ่งเหล่านี้มันก็เกิดจากผู้ที่มีจิตใจทำงานเพื่องาน ไม่มีพลังงานไปฟุ้งซ่าน แลบเลียคิดถึงกาม คิดถึงห่วงหาอาวรณ์ ลาภ ยศ สรรเสริญ ห่วงหาอาวรณ์ ในรูป รส กลิ่น เสียงสัมผัส มันไม่ค่อยมี มันมีน้อย เพราะฉะนั้นเมื่อผู้ที่ทำงานก็เพื่องาน งานอะไรทำแล้วมันก็เลยเป็นงานที่เจริญทั้งนั้น เพราะมันมีจิตมุ่งพิจารณาสร้างสรรดีเต็มที่ แล้วมันก็ลึกซึ้ง ถ้าบอก สันโดษใจพอ มีไว้น้อยก็พอ สำหรับชีวิตเรามันอาศัยใช้ไม่มาก อาศัยเครื่องใช้สอยเป็นอุปกรณ์ สำหรับตนเองไม่ต้องไปมีอะไรมาก ใช้ร่วมกัน แบ่งแจกกันใช้ มันก็ไม่เกิดการรบราฆ่าฟันแย่งชิงตัวกูของกู มีมากเท่าไหร่ก็จะเอาเป็นของกู ไม่เอาออก เป็นเรื่องลึกซึ้งซับซ้อน ถ้าสามารถเข้าใจได้ผู้นั้นจะเป็นคนเจริญ สุโปสะ เป็นคนมีน้อยก็ได้ สร้างมากๆ เผื่อแผ่เจือจานผู้อื่น คนอย่างนี้เรียกว่าคนเจริญ สุโปสะ พูดก็เข้าใจง่าย สอนก็เข้าใจได้ พาประพฤติปฏิบัติก็ง่ายเรียกว่า บำรุงง่ายสุโปสะ เป็นคนเลี้ยงง่าย ไปอยู่กับใครก็ง่ายกินง่ายอยู่ง่ายไปง่ายมาง่าย ไม่เรื่องมาก เป็นคนสบาย เรียบง่ายมาก ติดดิน แต่บางคนกินก็ยากอยู่ก็ยากไปก็ยากมาก็ยากนอนยากนั่งยาก ก็ไม่ใช่ จะเป็นคนเจริญ อาตมาไล่วรรณะ 9 ให้ฟัง ไล่ตั้งแต่ยอดวิริยารัมภะจนถึงสุภระ ตั้งแต่ไม่สะสม คนวรรณะสูง คลาสสิค ยิ่งสูงยิ่งไม่สะสม เป็นคนจนไม่มีเงินทอง ยอดขยันแล้วไม่สะสม อปจยะ ปาสาธิกะ ก็เป็นคนอย่างพวกเราเป็น ไม่ยึดมั่นถือมั่น เป็นคนสร้างสรรขยันเพียรทำงานทำการ ไม่ไปแย่งชิง ไม่ริษยาใครไม่อะไรใคร อย่างพวกเราบางคน จะเห็นได้ว่าทำงานทั้งวันยิ้มแย้มแจ่มใสเบิกบานร่าเริง ใครไม่ทำก็ทำ คนเดียวก็ทำ อันโน้นน่าทำอันนี้น่าทำก็ทำ เห็นแล้วชื่นใจในพวกเราแต่ละคน พวกบางคนก็เห็นแล้วไม่น่าชื่นใจก็ตกต่ำไปเอง ที่นี่มีตัวอย่างผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แม้แต่เป็นสมณะสิกขมาตุ แม้สมณะบางท่านอยู่แล้วก็หลบหลบซ่อนๆไป ก็แล้วแต่ อาตมาไม่ได้บังคับ ให้อิสระ สร้างสำนึกเอง สร้างคนให้มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมเป็นตัวอย่างที่ดี แล้วก็จะสัมผัสแล้วสำนึก พยายามให้มาอยู่รวมกลุ่ม เข้าใจในหมู่กลุ่มเขามีอะไร เราควรไปช่วยไหม เราเป็นคนในหมู่กลุ่ม ไม่ใช่ปลีกเดี่ยว เราจะได้ละลดกิเลสไปเป็นลำดับ เรื่องของสัจธรรมพระพุทธเจ้า การบรรลุตั้งแต่ภพแรกเรียกว่ากามภพ อยู่เหนือกามภพ เรียกว่าอุตรจิต หรือโลกุตระ ท่านไม่ได้ให้หนีจากสิ่งที่บรรลุแล้วเหนือแล้ว เหลือรูปภพ อรูปภพ สัมผัสแล้วก็เหลือภายในเป็นอนาคามี ก็เรียนรู้ใจเรา จะเป็นรูปธรรม เป็นกิเลสในรูปภพ เป็นรูปตัณหาข้างใน มันก็ไม่ได้หลับตาปฏิบัติ คุณจะรู้เป็นขั้นตอนเลย จากกามภพคุณอยู่เหนือแล้ว โลกุตระแล้วหมดโอฬาริกอัตตา ก็เหลืออัตตาที่สำเร็จในจิตเรียกว่ามโนมัยอัตตา ก็ล้างอีก เหลืออรูปอัตตาก็ล้างอีก การศึกษาศาสนาพุทธจึงไม่เป็นหลับตา มีแต่ลืมตาปฏิบัติทั้งหมด แต่ทุกวันนี้ไปเอาแต่หลับตา ไม่มีเบื้องต้น ท่ามกลาง โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา ไม่รู้จัก มโนมยอัตตามีภายนอกและมีภายในด้วย รู้แต่มโนมยอัตตาภายในและอรูปอัตตาภายใน เวลาเรียนก็ไม่ได้เรียนตามลำดับมีสติสัมโพชฌงค์ ธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ แล้วมีวิริยะสัมโพชฌงค์ มีสัมโพชฌงค์ 3 รู้จักกายนอกกายใน เวทนาที่ร่วมภายนอกและภายใน อันนี้เป็นเวทนาจริง อย่างเราสัมผัสสิ่งที่น่ายินดี แต่เราก็ไม่เกิดความยินดี เรารู้ดีว่าน่ายินดี แต่อ่านอาการกิเลสอยากได้เป็นเราเป็นของเรามันไม่มี เป็นต้น เราจะอ่านจิต รู้ว่าดีหรือไม่ดี ควรหรือไม่ควร อันไหนดูแล้วควร น่าชมเชยอุดมสมบูรณ์ พร้อม ด้วยรูปสมบัติ คุณสมบัติต่างๆ รายละเอียดต่างๆพวกนี้ อาตมาพูดไปหยาบจนถึงละเอียดหมดแล้วเมื่อยเลย 40 กว่าปีตั้งแต่อบายมุข อาตมาสอนตั้งแต่เบื้องต้น อบายมุขพูดแล้วพูดอีกจนพวกเราเบื่อจะฟัง ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสจนทุกวันนี้พูดไปถึงปรมัตถธรรม พวกเราก็ค่อยๆช่วย พวกเราพูดเรื่องอบายมุขเรื่องหยาบ ก็ช่วยสอนอธิบายกันไป อาตมาเองก็อธิบายเรื่องลึก จนไม่มีใครเอามาพูดขยาย อาตมาก็จำเป็นต้องพูดและขยายเอาไว้ ซึ่งถ้าอาตมาไม่พูดแล้วขยายเอาไว้มันก็สูญหาย ของพระพุทธเจ้าก็หมดไปเลย และเดี๋ยวนี้ผู้ที่รู้ลึกซึ้งอย่างที่อาตมาพูด มันก็ไม่มีแล้ว พูดได้อย่างนั้นก็ต้องขออภัยที่ตัวเองพูดชมตัวเองยกตัวเองว่ารู้ลึกซึ้ง คนอื่นไม่รู้ลึกซึ้ง อาตมาว่ามันเป็นความจริงอย่างนั้นก็เลยจำเป็นต้องทำหน้าที่ ในยุคนี้มันไม่มีแล้ว อาตมาก็จำเป็นต้องมาเชื่อมต่อ หรือสืบทอดความรู้ที่ลึกซึ้งอันนี้ ที่ไม่มีใครสามารถอธิบายได้ ซึ่งก็มีเยอะ ไม่ใช่เข้าใจได้ง่ายๆ

610326_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาพาเบื่อราคะโทสะโมหะ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน