สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน เตวิชโชนั่งหลับตา แต่วิปัสสนาต้องสัมผัส 6.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน เตวิชโชนั่งหลับตา แต่วิปัสสนาต้องสัมผัส 6 สมเด็จโตมาสอนวิปัสสนา คำว่าวิปัสสนาก็ขอเข้าอธิบายบ้างก็แล้วกัน วิปัสสนาแปลว่าเห็นอย่างยิ่ง แปลว่ายอดปัญญา วิคือวิเศษ วิหรือยิ่ง คือตากระทบรูป หูกระทบเสียง แต่อธิบายกันผิด นั่งหลับตาก็ไม่มีตากระทบรูป หูกระทบเสียง ไม่มีการสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย พวกนี้ไม่รู้ภายนอกภายใน ไม่มีอัชฌัตตัง ไม่มีพหิทา ปัสสติ เห็น อรูปสัญญี ทั้งภายในรู้เข้าไปถึง รูป อรูป แม้แต่ภายนอกกับสัมผัสเห็น ซึ่งเขาไม่รู้ความหมายของวิโมกข์เป็นอย่างไร ก็เลยเละเทะไปหมดเลย สรุปแล้วปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าต้องลืมตามีสัมผัส 6 ต้องมีการเรียนรู้อ่านภายนอกอ่านภายใน แล้วก็รู้กิเลสเกิด จิตในจิตหรือเป็นเวทนาในเวทนา มีอกุศลจิตในเวทนาก็ลดเหตุ สมุทัยอันนั้น พยายามปฏิบัติเนกขัมมะทำให้กิเลสลดจางคลายได้ว่ามันไม่เที่ยง ต้องมีญาณปัญญา กิเลสที่เห็นนี่มันไม่เที่ยง มันต้องไป ตอนนี้กระทบสัมผัสมันเกิดอยู่นี้ กระทบสัมผัสอยู่อย่างนี้มันก็ไม่เกิดตลอดกาล ถึงคุณหลับตาคุณพลาดไปหน่อย กิเลสนี้ไม่อยู่แล้ว แต่มันเป็นเหตุแห่งทุกข์ คุณสัมผัสมันก็เกิด แม้ไม่สัมผัสก็เกิดภายใน แต่สัมผัสขณะปัจจุบันชัดๆก็เกิดกิเลสจริง ก็รู้หน้าตาของกิเลสให้ชัด มันเป็นเหตุแห่งทุกข์ อย่าให้อาการกิเลสนี้ไปอยู่ในจิตของเรา มันไม่ใช่ตัวตน มันเป็น อาคันตุเก มันอนัตตา มันไม่มีตัวตนหรอกกิเลสพวกนี้ มันเป็นแขกจร มันมาแทรกอยู่ในใจเราเท่านั้น อรหันต์จึงไม่มีกิเลส มีแต่ความจริงแล้วตากระทบรูปก็เห็น หูกระทบเสียงก็เห็นเสียงตามจริง จมูกกระทบกลิ่นกลิ่นก็รู้ตามจริง ส่วนจิตจะไม่มีแฝงอาการกิเลสชอบไม่ชอบ อาการเคหสิตเวทนาที่เป็นโสมนัสโทมนัสหรือเฉยๆก็ดี ซึ่งเป็นแบบโลกีย์ พระพุทธเจ้าสอนให้ดูอาการพวกนี้ เคหสิตะเป็นอา
อ่านต่อ
การกิเลส ล้างออกให้หมดเป็นเนกขัมมะ เป็นเนกขัมสิตเวทนา สัมผัสอย่างไรก็ ผุฏฐัสสะ โลกธัมเมหิ จิตตังยัสสะ นกัมปติ สัมผัสอีกก็ไม่เกิดกิเลส อย่างหยาบ กลาง ละเอียด ของโลภโกรธหลงไม่มีในใจเลย
วิปัสสนาจึงเป็นเรื่องที่มีแต่ในศาสนาพุทธเท่านั้น เดียรถีย์ไม่รู้จัก หากไปนั่งหลับตามีแต่ทวารใจ แต่อย่าเอาเรื่องนั้นเป็นเรื่องเบื้องต้น ต้องเป็นเรื่องทบทวน คุณมีเวลาก็เตวิชโช ทบทวน ว่าลดละได้หรือไม่ อะไรเกิดอยู่อะไรหมดไป ระลึกไปเป็นเตวิชโช การปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้านั้น ในพระไตรปิฎกมีคำว่าหลับตาไหม ไปค้นดูก็ไม่มีพระพุทธเจ้า ไม่เคยสอนกันนั่งหลับตาเลย มีแต่ให้มีสติสัมปชัญญะรู้ทวารทั้ง 6 สัมผัส มีปสาทรูป โคจรรูปทำงานร่วมกัน ตั้งแต่มหาภูตรูป ดิน น้ำ ไฟ ลมแล้วมี ปสาทรูป โคจรรูป สัมผัสก็เกิดภาวะรูป เป็นอิตถีภาวะ กับปุริสภาวะ ทำให้อิตถีภาวะ สงบเป็น เอกัคตาจิต ให้เกิดจิตแท้อย่างเดียว ไม่มีเวทนาเทียม จนเป็นหทยรูป ชีวิตรูป อหารรูป หทยรูป คือจุดที่เราปฏิบัติ ชีวิตรูปคือ อาการของชีวิตกิเลสมันยังไม่ตายสนิท กิเลสหยาบ กลาง ละเอียด ให้หมดชีวิตไป เวทนาไม่มีอาการของชีวิตที่เป็นกิเลสหยาบ กลาง ละเอียด ชีวิตของอาการกิเลสตายหมด เหลือแต่ชีวิตของความบริสุทธิ์ รู้ความจริงตามความเป็นจริง เราก็ศึกษาชีวิตรูป เราก็ศึกษาอาหารรูป ตั้งแต่ กวฬิงการาหาร คำข้าว แม้แต่เป็นพระพุทธเจ้าก็ต้องฉันอาหาร เป็นพระอรหันต์ก็ต้องกินอาหาร กินอาหารนี้เราพิจารณาธรรมะได้ก็เป็นอรหันต์ได้เลย เป็นการปฏิบัติที่ไม่ผิด สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะอย่างตื่นรู้ ชาคระหรือชาคริยา ท่านไม่ได้บอกให้หลับ ท่านบอกให้ตื่น ชาคระ มันต้องตรงข้ามกับหลับ ท่านไม่บอกให้หลับเลย การปฏิบัติชาคระคือพากเพียรปฏิบัติ หากปฏิบัติผิดไปนั่งหลับตา ศัพท์ว่าหลับตา จะเป็นอะไรก็ไม่รู้ หลับตาอนุโยคะ พากเพียรปฏิบัติในการหลับตาไม่มีเลยในพระไตรปิฎก อาตมาพูดไปแล้วเหมือนกลับไปว่า จริง เราจะหลับตาปฏิบัติก็ได้ แม้แต่อานาปานสติพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้พูดให้หลับตาปฏิบัติ คู้บัลลังก์ตั้งกายตรงดำรงสติเฉพาะหน้าตรงนั้นคงมั่น ก็ไม่ได้บอก คู่บัลลังก์ตั้งกายตรงหลับตามือขวาทับมือซ้ายขาขวาทับขาซ้ายอะไรก็ไม่เคยเห็นมีทั้งนั้นในพระไตรปิฎก เขาปรุงแต่งใส่ไข่ใส่ผงชูรสเข้าไปมากมายทั้งเละเทะหมด เป็นเรื่องนอกรีตนอกราวนอกคำสอนพระพุทธเจ้าทั้งนั้น เมื่อเข้าใจแล้วจะหลับตาปฏิบัติก็ได้ แต่ต้องลืมตาปฏิบัติให้รู้ก่อน ไม่เช่นนั้นมันเสียเวลา วนเป็นวิตักกจริตใช้เวลาบรรลุธรรมเป็นพระพุทธเจ้านานมากกว่าที่ควรจะเป็น
610326_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาพาเบื่อราคะโทสะโมหะ