สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน พุทธคุณ 9.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน พุทธคุณ 9 มาต่อเรื่องพุทธคุณ 9 ที่ได้ขยายความไว้ เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมามีพุทธคุณคือ เป็นพระอรหันต์ ก็ได้นำเอาลักษณะของพระอรหันต์ 12 อย่าง และในพระสูตร ฉวิโสธนสูตร 1. เป็นคนหมดทุกข์ (ดับทุกข์อริยสัจ) ต้องเป็นคนที่อ่านอาการของทุกข์อริยสัจได้ แม้จะเหลือแค่ ทรถ ก็ยังเป็นภาระที่ต้องดูแล เช่น พระอรหันต์ก็ต้องเจ็บป่วยมีขันธ์ 5 อยู่ก็มีความเป็นทุกข์เลยแม้แต่อาการปวดขี้ปวดเยี่ยวก็เลี่ยงไม่ได้ต้องมี ทรถ หรือแม้จะเกิดอาการอยู่ในภาวะที่มี เช่น ต้องหาอาหารมาเลี้ยงขันธ์แม้แต่ความดีงามสำนึกว่าเราต้องทำงาน ต้องหางานทำ ให้อยู่แบบไม่ทำงานมันไม่ดีแน่ แสวงหางานทำก็เป็นภาระ จะต้องไปจ่ายพลังงาน บางครั้งก็จ่ายมากมันก็เมื่อย จะเรียกว่าไม่ทุกข์ก็ไม่ได้ นั่นแหละคือทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ แม้แต่มีวิบากตามทัน เป็นพระพุทธเจ้าแท้ๆ ก็ยังมีวิบากตามทัน 2. เป็นคนไม่มีภัย อย่างธรรมกายนั้นเขาจะเห็นว่าอาตมาเป็นภัย แต่แท้จริงผู้ที่ถูกต้องสุจริตจะไม่เป็นภัยแก่คนพวกนั้น แต่พวกโจรก็จะหาว่าพวกนี้เป็นภัยกับมัน แล้วจะให้คนดีแต่เป็นมิตรสหายกับโจรได้อย่างไร มันก็ต้องเป็นภัยต่อกัน จะมาพูดตลบตะแลงไม่ได้ 3. เป็นคนมีคุณค่า 4. เป็นคนทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นถ่ายเดียว 5. เป็นคนไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง 6. เป็นคนมีเมตตาจริง 7. เป็นคนมีอุเบกขาจริงแท้ 8. เป็นคนไม่ทำบาปแล้ว 9. เป็นคนทำแต่กุศล 10.เป็นคนได้ประโยชน์ตนครบแล้ว ไม่มีประโยชน์ตนที่ต้องทำให้ตนอีกแล้ว 11. เป็นคนรู้จักสวรรค์ นรก นิพพาน ถูกถ้วน 12. เป็นคนรู้จักและมีนิพพานสัมบูรณ์
พุทธคุณ 9 1. อรหํ เป็นพระอรหันต์ 2. สมฺมาสมฺพุทโธ ตรัสรู้เองโดยชอบ 3. วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ 4. สุคโต เสด็จ
อ่านต่อ
ไปดีแล้ว 5. โลกวิทู เป็นผู้รู้แจ้งโลก 6. อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ เป็นสารถีฝึกคนที่ฝึกได้ไม่มีใครยิ่งกว่า 7. สตฺถา เทวมนุสฺสานํ เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย 8. พุทฺโธ เป็นผู้ตื่นและเบิกบานแล้ว เป็นเจ้าแห่งความเป็นพุทธและเป็นพรหมที่แท้จริง 9. ภควา คือผู้ที่สูงส่งเป็นเจ้าเป็นใหญ่ ตัว ภ สำเภาตัวนี้แปลว่ายิ่งใหญ่ คำว่าค่ะ ฆ แปลว่าเคลื่อนที่ไป ถ้าเป็นคหะ ก็เคลื่อนที่ไปอย่างชาวบ้าน
ข้อ 3. วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ที่พระพุทธเจ้าตรัสกับอัมพัฏฐะมานพบอกว่าเธอกับอาจารย์ผิดเพี้ยนไปจากสิ่งผิดพวกเธอยังไม่ได้สิ่งผิดนั้นเลย จะป่วยการกล่าวไปถึงสิ่งที่ถูกต้องของวิชชาจรณะสมบัติ ยุคนี้ก็คล้ายกันผู้ที่เป็นพระมหาศาลอยู่ทุกวันนี้มิจฉาทิฐิที่เขามีเขาก็ยังไม่ได้เลย ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็ที่เป็นพระมหาศาลร่ำรวยอยู่นี้การนั่งเจโตสมถะนี้เป็นเรื่องผิดไม่ใช่ทางเอกของพุทธ หลายองค์ที่เป็นเจ้าคุณก็ยังไม่มีเจโตสมถะ ถือศีลเป็นเรื่องปฏิบัติเกลากิเลส ยกตัวอย่าง สมเด็จช่วงก็ยังไม่รู้จักมาลาคันธะเลย ไม่รู้ประสีประสา ตนเองจะเป็นสมเด็จสังฆราชแล้วแค่นี้ยังไม่รู้เลยคิดดู ต้องรู้พฤติกรรมตนเองทั้งกายวาจาใจ วิญญัติ ที่เป็นกายวิญญัติ วจีวิญญัติ ที่ออกมาครบองค์ นัจจะ คีตะวาทิตะ ต้องอ่านอาการจิตถึงมโนวิญญัติ ในพฤติหรือความประพฤติคือจรณะ ต้องรู้จักตั้งแต่จรณะ 15 หนึ่ง ต้องกำหนดศีล คนไม่เข้าใจจรณะก็ไม่บรรลุ หนึ่ง ต้องมีศีลเหมาะสำหรับตน พื้นฐานต้องมีศีล 5 เป็นเบื้องต้น ถ้าห้าข้อนี้ไม่ได้ไม่เป็นโสดาบันหรอก ตั้งแต่ข้อ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ แล้วเติมไปตามฐานะแต่ละข้อ อานิสงส์ของศีลคือจิตลดความเดือดร้อน จิตดับกิเลสเหตุนั้นได้ ต้องอ่านกิเลสออก ในอาการลิงคนิมิต อ่านสักกายะรูปนามที่ปรุงแต่งกัน มันเป็นนามธรรมแต่ต้องประกอบกันมีธรรมะสองเสมอ กิเลสนั้นเป็นชีวะ เป็นจิตนิยาม ต้องกำหนดรู้อาการ เมื่อมันถูกรู้ก็เป็นรูป อ่านอาการโทสะคือศีลข้อ 1 โลภะคือศีลข้อ 2 ราคะคือศีลข้อ 3 อ่านสามอย่างนี้ไม่ออก ก็ไปอ่านวจีสังขารไม่ได้ กิเลสมันเกิดอยู่กับปัจจุบัน ต้องสัมผัสขณะปัจจุบันตรงนี้ขณะเกิดอาการมันสัมผัสข้างนอก แต่มันเกิดขึ้นข้างในก็ต้องอ่านมันให้ได้ คนไม่รู้สังโยชน์เบื้องต้นจากสักกายะของตน กายะคือองค์ประชุม คือจิตมโนวิญญาณ ไม่ใช่แค่ร่างเนื้อเท่านั้น ถามไปทั่วประเทศถามว่าคุณเข้าใจคำว่ากายเหมือนอย่างอาตมาเข้าใจไหมท่านที่เรียนศาสนาพุทธมาไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามแม้แต่ ติชนัทฮันท์ ก็ตามขออภัย ที่กล่าวชื่อ ท่านอาจจะรู้นะ แต่อยากรู้เหมือนกันว่าท่านรู้ไหม ท่านพุทธทาสก็ไม่เคยสอนอย่างนี้ อาตมาก็เคารพท่านว่าท่านมีคุณค่ามีประโยชน์ต่อมนุษยชาติ ท่านเปิดเผยสิ่งที่ดีที่ถูกต้องประเด็นหนึ่งประมาณหนึ่ง อาตมาก็ขอบพระคุณท่านอย่างยิ่งว่าท่านเป็นคนเปิดเรื่องโลกุตระ ท่านพุทธทาสท่านจัดหนังสือของอาตมาว่าเป็นพวกที่ด่าเราด้วย อานิสงส์ของศีลคือจิตไม่เดือดเนื้อร้อนใจในระดับที่เราลดได้ในศีลอันนั้น แม้จิตจะมีความยินดีที่ลดกิเลสได้เป็นปิติ ก็ต้องไม่ให้มันมากเกินไป ให้เหลือเพียงแค่พลังงานแผ่ซ่าน อภิปโมทยัง ทำได้แล้วแต่อนุโลมพอเพียงอาศัย เพราะเราไม่ได้ติดแล้ว แต่อย่าหลอกตัวเอง ความบริสุทธิ์เท่านั้นที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลกในที่สุด ลดปราโมทย์ ลงอีกเป็นปัสสัทธิ แล้วก็ลดลงให้เป็นสุขแล้วก็ลดอีก ให้เป็นลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา ต้องรู้อาการเหล่านี้
1. อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) 2. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) 3. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) 4. ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) 5. สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) 6. สมาธิ (จิตมั่นคง) 7. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) 8. นิพพิทา (เบื่อหน่าย) 9. วิราคะ (คลายกิเลส) 10.วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พตฎ. เล่ม 24 ข้อ 1 , 208)
จะได้อานิสงส์เหล่านี้ต้องมีการปฏิบัติที่ไม่ผิดคือจรณะ 15 ตั้งแต่อปัณกปฏิปทา ปฏิบัติอย่างลืมตาเมื่อสัมผัส ไม่ใช่ไปหลับตาไม่ให้จิตออกนอกตัวนั้นมันผิดหมด อย่างนั้นคือปัณกธรรมคือธรรมะที่ผิด ในอปัณกธรรมคือ สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ คือต้องมีผัสสะ มีอินทรีย์สังวร การปฏิบัติกับเครื่องอุปโภคบริโภคนั้นเป็นของประจำชีวิต โดยเฉพาะเรื่องของกินนั้นของใช้นั้น อย่างพวกเชนฑิฆัมพร ก็ต้องพิจารณาสิ่งที่กินในเครื่องใช้ไม้สอยจะไม่ค่อยใช้ มีดโกนก็ไม่ใช้ เสื้อผ้าก็ไม่ใช้ หนาวขนาดไหนก็สู้ยอดเยี่ยมอดทนเก่งจะตาย ถึงขนาดนั้นก็เถอะ ต้องพิจารณาจากการให้รู้อาการของจิตอย่างเหมาะสม การปฏิบัติที่ไม่ผิด 3 นี้จะเป็นเครื่องอุปโภคบริโภค ต้องเริ่มจากปฏิบัติสัมผัส แล้วจิตเราก็ตื่นจากโลกียะคือ ชาคริยานุโยคะ แต่ก่อนมันเป็นคนมัวเมางมงายอยู่กับรสชาติโลกีย์ แต่ตอนนี้ตื่นขึ้นมาล้างออกจนพ้นแล้ว เป็นผู้ตื่นจากโลกีย์ ชาคริยานุโยคะก็เป็นพุทธะ การปฏิบัติอปัณณกปฏิปทา 3 จะทำให้เกิดผลคือสัทธรรม 7 อาตมาแบ่งความเชื่อออกเป็น 3 อย่างคือ เชื่อถือ เชื่อฟัง เชื่อมั่น เชื่อถือคือเชื่อว่าดีอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ยังไม่ปฏิบัติ เชื่อฟังคือปฏิบัติตามอย่างเหนียวแน่นปักมั่น มีศรัทธามีอินทรีย์ของความเป็นศรัทธาควบแน่น แต่ก่อนไม่มีความละอาย ชวนเพื่อนเสพอบายมุขเลย แต่พอเรารู้ขึ้นมาก็เห็นว่าน่าอาย หิริกับโอตตัปปะก็มีดีกรีที่ต่างกัน หิริอยู่ต่อหน้าเพื่อนฝูงหรือสาธารณะก็ไม่เอา แต่พอลับหลังก็เอา แต่ถ้าโอตตัปปะนี้ต่อหน้าและลับหลังก็ไม่เอา ยังไงที่แจ้งที่ลับก็ไม่เอา แต่ถ้าหิรินี้อายคน แต่ไม่ละอายต่อสัจจะ ส่วนพหูสัจจะก็ไม่ใช่พูดให้คนแก่เรียน แต่คือผู้ที่บรรลุอย่างมากพอ ต้องบรรลุก่อนแล้วค่อยเป็นผู้ไปสอนคนอื่น ในศรัทธาทั้ง 10 ข้อ ศรัทธาก็จะไล่ระดับไปถึงขั้นมีหิริโอตตัปปะมีความรู้แล้วก็ยิ่งได้อีก 4 อย่างมันยิ่งรู้เลยว่าของที่ควรได้ควรเป็นสุขวิเศษ ก็ยิ่งมีความพากเพียรวิริยะ เหมือนกับการที่คุณได้ไปเจอบ่อทองคุณได้แล้วเหนื่อยมากก็ไม่ถอย ถ้าเจอบ่อเพชรบ่อทองดูว่ามีค่าก็จะไม่ถอยไม่เหนื่อย แต่ระวังว่าจะเสื่อมทรุดต่อสุขภาพ ขนาดการได้สมใจในโลกีย์ก็ไม่รู้ว่าเสียสุขภาพเป็นไรไม่กลัว ขนาดเสพติดในลาภยศสรรเสริญโลกียสุขคุณก็ยังไม่กลัวเลย แต่นี่มันเหนือชั้นกว่าในโลกุตระก็จะมีวิริยะเติมเข้ามาทันที แล้วก็จะมีความอดทน มีขันติ มีสติตื่นเต็มๆ ไม่มีหลับ หลับไม่ลงเลย เกิดปัญญาขึ้น อันนี้เป็นตัวจริงเลยเป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ องค์แห่งมรรค สัมมาทิฏฐิ มีปัญญาและมีฌานเป็นพลังงานไฟที่ทำให้กิเลสลด และก็ต้องมีปัญญาเห็นว่ามันลดอย่างไร มีความมั่นคงยาวนานเท่าไหร่ ต้องมีปัญญาอยู่ด้วยกับฌาน ปัญญาที่ไม่มีฌานนั้นไม่ใช่ปัญญาจริง ฌานมีปีติได้ แต่อย่าให้มาก เป็นอุพเพงคาปีติ ให้เป็นผรณาปีติ แผ่ซ่านทั่วทุกอณูทุกอาการ 32 ใช้เป็นพลังงานอยู่ร่วมให้คุณได้อาศัย ตกลงจรณะ 15 มีฌาน 1 ฌาน 2 ฌาน 3 แม้แต่ปีติลดลงเป็นอุปกิเลสสุขสงบ แต่มีความเบิกบานสดชื่น คือ protoplasm คือธาตุสด คือ H 2 O ที่บางเบา สดชื่นมีชีวิตชีวา ไม่ขาดเชื้อชีวิต เชื้อชีวิตคือน้ำ H 2 O มันเล็กละเอียดอยู่ได้นานมาก ถ้าหมดความเป็นธาตุน้ำก็อยู่ไม่ได้ ไวรัสที่อยู่ได้นานเป็นล้านๆปีคือธาตุน้ำ DNA คือธาตุน้ำ เขาจะโคลนนิ่งไดโนเสาร์อายุหลายล้านปี ก็ไปโคลน Deoxy ribo nucleic acid คือธาตุน้ำ แม้ล้านปี ธาตุน้ำไดโนเสาร์ยังอยู่นะ DNA ไม่ได้ตายง่ายๆนะ ปลุกเกิดใหม่ได้นะ ความสดอันนี้เป็นน้ำมีตั้งแต่เป็นพืช ในพีชะก็มี DNA จรณะ 15 ไปหยุดอยู่ที่อุเบกขา แล้วผู้อุเบกขาแล้วจะอนุโลมปฏิบัติกับเขาก็ได้ ดูเหมือนมีอาการทางกายทางวาจาและจะมีอาการทางใจบ้างของแต่ละบุคคลท่านก็สามารถที่จะอนุโลมของท่านได้ ตามบารมีของแต่ละคน ผู้ที่ท่านมีบารมีถึงขั้นนี้ท่านจะรู้เองทั้งนั้นจะไม่ประมาท ถ้าประมาทก็ซวยเอง ก็สมน้ำหน้า ไม่ประมาณ ผู้รู้จะเผื่อไว้เสมอ ผู้ที่มีอุเบกขาแล้วจะอนุโลมกับคนอื่นได้ ทุกวันนี้โลกมันหยาบก็จะต้องอนุโลมมาก ก็ไม่เป็นไร ใครจะว่าก็ให้ประโยชน์กับคนก็แล้วกัน เข้าใจว่าอาตมาไม่หลอก ถ้าจับได้ทีหลังก็จัดการเลย
590331_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พุทธคุณ ๙