สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน เราควรดำเนินชีวิตอย่างไรในสังคม.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข25 มีนาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน เราควรดำเนินชีวิตอย่างไรในสังคม พ่อครูว่า...วันพุธที่ 30 มีนาคม 2559 วันนี้ก็เป็นวันที่โชคดีของหลวงปู่ที่จะได้มาพูดคุยพบปะสังสรรค์กับพวกเรา เพราะเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยจะได้ทำเหมือนแต่ก่อนตั้งแต่เริ่มสร้างโรงเรียนใหม่ๆหลวงปู่จะพอมีเวลาแบ่งวันเวลาไปสอนแต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว อีกอย่างหนึ่งก็คือมีพวกเรามาช่วยเอาภาระช่วยสอนช่วยดูแลเป็นหน้าที่เป็นภาระเอาภาระแทนไป ก็ดีนะที่สอนที่ช่วยดูแลไม่ว่าจะเป็นคุรุพี่ป้าน้าอา แม้แต่สมณะก็ช่วยกันสอน ช่วยกันดูแล ช่วยกันสร้างสรรได้ ทั้งหมดก็เป็นทั้งผู้ที่ช่วยสอนและเป็นผู้ที่มีความรู้ มีหน้าที่มีวุฒิแบบข้างนอกเขาก็มีมาทำการสอนตามหลักของสังคม แม้กระนั้นก็ยังมีครูที่ไม่มีวุฒิแต่ก็มีความรู้ความสามารถที่จะสอนพวกเรา ให้ได้รับความรู้ความสามารถเติบโตมาเลี้ยงชีวิตเป็นคนดี เป็นคนอยู่ในสังคมเป็นคนมีคุณงามความดีมีประโยชน์ แทนที่จะเป็นคนไร้ประโยชน์ คำว่าไร้ประโยชน์คำนี้ฟังให้ชัดๆ สังคมทุกวันนี้เรียนได้ความรู้ความสามารถแล้วก็เอาไปทำงาน ทำงานเสร็จแล้วก็มีค่าแรงงาน จะไปทำราชการก็ตามหรือจะไปรับจ้างนายทุนรับจ้างเอกชนต่างๆก็ตาม โดยจัดทำส่วนตัวก็ตามก็ได้รับผลผลิตมีแรงงานเกิดขึ้นเสร็จแล้วเราก็เอาค่าแรงงานสร้างผลผลิตเอาไปขายแลกเปลี่ยนค่าผลผลิตคืนมาเกินกว่าทุน เมื่อคืนทุนเราก็เป็นผู้มีกำไร ในหลวงท่านตรัสว่าผู้ที่ขาดทุนคือผู้ที่ได้กำไร แต่ผู้ที่ทำงานในสังคมโลกส่วนใหญ่ทั้งที่เรียนความรู้มัธยมปริญญาตรีโทเอก เรียนแล้วก็ไปทำงานแล้วก็ไปรับค่าจ้างแรงงานและกลับมาคงเหลือเกินค่าแรงงานเกินค่าผลผลิตที่เราเรียกว่าได้กำไรเสมอ จึงกลายเป็นคนขาดทุนอยู่ในสังคม การขาดทุนต่อใครก็แล้วแต่ที่ทำงานอยู่ในสังคมแล้วขาดทุนอยู่ในสังคมก็คือไม่มีประโยชน์ไม่มี

อ่านต่อ

คุณค่า อยู่ในสังคมทำงานให้สังคมแต่เอาค่าตัวค่าแรงงานค่าผลผลิตกลับคืนมาจนเกินทุน เกินค่าที่ควรจะเป็นมาให้แก่ตนเองแล้วเราก็เรียกว่าเราได้กำไรเป็นชีวิตที่มีกำไรนั่นคือความเข้าใจผิด เข้าใจว่าได้กำไรนั่นแหละคือเรามีประโยชน์มีคุณค่าในโลกซึ่งเป็นความเข้าใจผิด เราได้กำไรจากสังคมได้กำไรจากโลกนั้นเป็นการไม่มีประโยชน์ไม่มีคุณค่านี่ คือความหมายของในหลวงที่ท่านตรัส ว่าขาดทุนของเราคือกำไรของเรา พวกเราฟังแล้วคิดว่าหลวงปู่พูดผิดหรือถูก…. โรงเรียนสัมมาสิกขาของชาวอโศกสอนอย่างนี้ทุกโรงเรียน เราเข้าใจความถูกต้องสัจธรรมเช่นนี้ทุกโรงเรียน นักเรียนได้มีการให้ความเข้าใจเช่นนี้ทุกโรงเรียน ถ้าเราได้ผ่านการเรียนจากโรงเรียนนี้จบไปเป็นคนขาดทุนให้แก่สังคม จงพยายามออกไปแล้วไปทำงานอะไรก็แล้วแต่พยายามขาดทุนให้แก่สังคม อย่าไปเอาเปรียบอย่าไปเอากำไร ขาดทุนให้มากเท่าไหร่ถ้าทำได้จงทำ หลวงปู่ตั้งโรงเรียนสัมมาสิกขานี่ จะมาทำแบบขาดทุนหรือกำไรกับนักเรียน..จะตอบว่ากำไรอาริยะหรือขาดทุนอาริยะ เราทำการศึกษาเลี้ยงดูนักเรียนตั้งแต่ประถมศึกษา จนถึงมัธยม 6 โดยที่เด็กที่มาเรียนไม่ได้เสียเงินแม้แต่บาทเดียว แต่โรงเรียนข้างนอก โรงเรียนรัฐบาลเสียเงินไหม?...เขาเสียค่าบำรุง แต่ที่นี่เราไม่เคยเก็บค่าอะไรเลยแม้แต่ครั้งเดียว แม้แต่เสื้อผ้าที่อยู่ หนังสือเรียนเราก็ไม่ได้คิดค่าอะไรเลย ถ้าสรุปแล้ว โรงเรียนนี้ตั้งมาเพื่อ หากำไรหรือขาดทุน ….ก็ขาดทุน โรงเรียนไม่ได้ตั้งมาเพื่อหากำไรจากพวกเราเลย แต่มั่นใจว่า โรงเรียนสัมมาสิกขานี้ ตั้งขึ้นมาได้กำไรทุกปี เพราะขาดทุนทุกปี ไม่ใช่แค่ให้การศึกษา แม้ทุกคนในชุมชนก็มีชีวิตอยู่ทำงานฟรี ทำงานฟรีก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเราเอาเปรียบคนทำงาน เพราะไม่มีใครเป็นคนได้เปรียบในชุมชน ในบริษัทแต่ละแห่งเขาจะมีผู้ได้เปรียบเป็นเจ้าของบริษัทหรือเจ้าของหุ้นเขาจะได้เปรียบ แต่ทุกชุมชนอโศกไม่มีใครได้เปรียบ และไม่มีเจ้าของชุมชนไม่มีผู้ถือหุ้นในชุมชน แต่ทุกคนเป็นเจ้าของสมบัติทุกคน มีสิทธิ์กินใช้สอยตามสมควร แบบแผนชาวอโศก เป็นสาธารณโภคี ถ้าเป็นบริษัททั่วไปแม้แต่พนักงานบริษัทก็จะได้รายได้ แต่ทุกคนในชุมชนนี้แม้จะใหญ่ขนาดไหนก็ไม่มีรายได้ มีแต่ทำงานสร้างสรรเผยแพร่ ถ้าได้มาก็พยายามจะเอาไปเป็นประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นต่อไป เราก็สร้างเนื้อสร้างตัวเราด้วยสร้างที่อยู่ให้เราอยู่อย่างดีด้วย แล้วเราก็ไปเผยแพร่แจกจ่ายไปเผื่อแผ่ข้างนอกโดยการยืนอยู่ในหลักขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ยกตัวอย่างเช่น เราไปค้าขาย แหล่งที่ค้าขายเป็นหลักเป็นฐานของเราคืออุทยานบุญนิยม เราก็พยายามค้าขายให้ราคาต่ำ รวมความทั้งหมดแล้วจะต่ำกว่าราคาทุน ถ้าคิดแบบทุนนิยม คิดค่าแรงงานค่าโสหุ้ยเราก็ขาดทุน เราไม่ได้ขายอย่างข้างนอกเลย อาหารที่อุทยานบุญนิยมจานละ 10 บาท 15 บาท แต่เดี๋ยวนี้แม้แต่ร้านหาบเร่จานละ 25 จานละ 30 หรือ 40 บางที่ 50 เป็นร้อย เป็นต้น มีบางร้านของชาวอโศกกินฟรีด้วยหลายร้าน ถ้าเราฐานะดีขึ้นเราก็จะลดราคาลง ในวิธีการทำงานค้าขายอย่างพวกเรานี่ อย่างที่เชียงใหม่มีคนเข้าใจมาสนับสนุน เอาผักเอาน้ำแข็งมาให้ ขาย 0 บาท ได้มาจะเป็นสิบปีแล้ว มีส่วนที่กินฟรี มีส่วนขาย มีคนหมุนเวียนมาให้ด้วย ที่อื่นๆก็นัยเดียวกันไม่ว่าร้านที่ไหนของชาวอโศก เราเจตนาทำเช่นนี้จริงๆ ให้เป็นคนขาดทุนอยู่กับสังคม ขาดทุนคือกำไร ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ยกตัวอย่างชัดๆ อย่างงานเจ คนไม่เข้าใจตรงที่ว่าเมื่อเสร็จงานแล้วเรามีเงินก้อนหนึ่งเหลือจากการค้าขาย เงินที่เหลือเหล่านั้นไม่ใช่กำไรเลย แต่เป็นเงินที่เกินมาจากค่าใช้จ่ายจริง งานเจคนไปช่วยงานหลายร้อยคน สามหรือสี่ร้อยคน ถ้าคิดค่าจ้างค่าโสหุ้ยหลายอย่าง คนที่ไปช่วยงานเจของพวกเราเขาใช้งานได้เยอะถ้าคิดราคาค่าตัวไม่ใช่น้อย แล้วไปช่วยงานก็กินอาหารอยู่ในนั้นด้วย ถ้าที่อื่นเขาจ้างไปก็จะต้องจ่ายเงินกิน แต่เราจะทำการกุศลได้เสียสละ แม้ที่สุดได้เงินก้อนส่วนเหลือ ก็เอามาทำงานต่อ ไม่ได้เป็นของใคร ไม่ได้เข้ากระเป๋านายทุนเลย นี่เป็นระบบเศรษฐกิจบุญนิยมที่ลึกซึ้งมาก หากนักเศรษฐศาสตร์ฟังอาตมาจะเข้าใจ แล้วจะรู้สึกว่าน่าศึกษานะ ทุกๆอย่างเลย เศรษฐกิจบุญนิยมจะซับซ้อนเสียสละสร้างสรร มีรายละเอียดซับซ้อนเนียนลึก ตั้งแต่มีการค้าของชาวอโศก การศึกษา ยิ่งการสื่อสาร ไม่ได้มีรายได้อะไรกลับมาเลย แต่พยายามจะให้ประโยชน์แก่สังคม ไม่ได้คิดจะหารายได้ไม่ได้เกิดรายได้จากโทรทัศน์เลยจากสื่อสารเลย นี่ยิ่งชัดที่สุดเลย แต่คนเขามองผิดเขาเป็นมองว่าชาวอโศกนี่โฆษณาตัวเอง เขาก็เลยบอกว่าลงทุนโฆษณาตัวเองก็เลยทำได้ ทั้งที่ความจริงแล้วถ้าจะบอกว่าชาวอโศกโฆษณาตัวเองให้คนมานิยมชมชื่นมันก็จะต้องมีแบบโลกเขา คือให้คนมานิยมและมาเป็นลูกค้าเหมือนกับสถานีโทรทัศน์หลายสถานี ไม่ได้มีการขายสินค้าแต่เรี่ยไรเอาเงินจากคนข้างนอกเอามาทำงานสื่อสาร แต่ชาวอโศกนี้โทรทัศน์บุญนิยมไม่ได้เรี่ยไรเลย อย่าว่าแต่เรี่ยไรเลยคนข้างนอกไม่มีสิทธิ์ที่จะเอาเงินมาให้ด้วย และไม่ได้โฆษณาขายสินค้า หลายสถานีไม่ขายสินค้าแต่เรี่ยไรเอาเงินคนข้างนอกมาใช้ แต่ชาวอโศกไม่ได้ทำเช่นนั้น เอาแรงงานของคนภายในพวกเราโดยตรง เขาบอกว่าที่ไหนก็ต้องโฆษณาตัวเองทั้งนั้น อย่างธรรมกายมีโทรทัศน์ dmc ก็ได้เรี่ยไรทั่วโลกเลย มีกลยุทธ์กลวิธีหาเงินด้วย ชาวอโศกแม้แต่สินค้าตัวเองก็ยังไม่ได้ตั้งใจโฆษณาสินค้าตัวเองเลย เราเองก็ผลิตสินค้าหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นยาหรือเครื่องใช้ไม้สอย ผลิตปุ๋ยเราก็ไม่ได้โฆษณาเลยอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ได้ตั้งใจโฆษณา คนเขาไม่เชื่อว่าชาวอโศกจะทำงานเพื่อสังคมโดยบริสุทธิ์จริงใจ โดยไม่เอาจากสังคม แต่ชาวอโศกมีส่วนได้หมุนเวียนมาจากสังคมไหม ก็มีในระดับเศรษฐศาสตร์ที่ต้องหมุนเวียนอยู่เป็นส่วนน้อย แต่ไม่ได้ไปเป็นกำไรจากสังคมเป็นการหมุนเวียนมาเพื่อจะทำงาน ถ้าจะว่าไปแล้วเหมือนรัฐบาล รัฐบาลเก็บเงินมาจากประชาชน จะอยู่ในรูปของอะไรต่างๆเขาก็เอามาช่วยเหลือสังคมประชาชน แต่มันไปคอรัปชั่นไปขี้โกงต่างๆนานา ก็เลยไม่หมุนเวียนกลับไปถึงประชาชน ถ้ารัฐบาลบริหารได้อย่างชาวอโศก มีพฤติกรรมอย่างชาวอโศกจะดีมากเลยชาวอโศกนี่สูงถึงขั้นทำงานฟรีเสียภาษี 100% ทำงานนี้ไม่ได้มีใครแบ่งเอาส่วนแบ่งไป ไม่มีการโกงกิน ทำงานแล้วมีแต่จะสะพัดออกไป มันเป็นความสูงสุดแล้วในระบบบริหารประเทศ ตรงตามที่ในหลวงบอกว่า ขาดทุนของเราคือกำไรของเราหรือจะเรียกว่า เศรษฐกิจพอเพียง หรือจะเรียกว่า แบบคนจน ก็ตรงหมด ขาดทุนให้แก่สังคมภายนอกเขาด้วย ไม่เคยไปหากำไรจากสังคมภายนอกเลย นี่คือความลึกซึ้งของเศรษฐศาสตร์บุญนิยม วันนี้เด็กๆจะตัวเล็กตัวน้อยหรือตัวโตจนกระทั่งเรียนม. 6 แล้ว เรียนปวส.ไปแล้วก็ตาม ฟังให้ดีๆ เรามีชีวิตอยู่ในสังคมควรมีชีวิตอย่างไร ดูกรนักเรียนทั้งหลาย เราควรคิดถึงตัวเองในแต่ละวัน เรากินอาหารของสังคม เราใช้หลายสิ่งหลายอย่างอาศัยเป็นเครื่องอาศัยใช้สอยอยู่ในสังคม แล้วเรามีคุณค่าเรามีประโยชน์เราทำอะไรขึ้นมาให้แก่สังคม ตั้งแต่สังคมที่อยู่ใกล้ตัวเรา ไปจนสังคมที่อยู่ไกลตัวเราก็ตาม ถึงประชาชนในประเทศและนอกประเทศถ้าสามารถเป็นไปได้ เราสามารถที่จะมีคุณค่ามีประโยชน์เกินกว่าที่เรากินเราใช้แต่ละวันแต่ละวันหรือไม่ ถ้าหลวงปู่จะมีความคิดที่จะไปกอบโกยเอาเปรียบจากสังคมจะไม่คิดเช่นนั้นเลย จะไม่ทำเช่นนั้นเลย แต่จะทำแต่เสียสละสร้างสรรกับสังคม ให้มามีชีวิตแบบนี้หลวงปู่ทำได้สำเร็จทุกวันนี้ ทำเช่นนี้มีชีวิตเช่นนี้ แล้วก็พาพวกเรามาทำอย่างหลวงปู่นี่ได้ จึงเกิดชุมชนขึ้นมา ให้มาช่วยกันทำอย่างนี้ มีนโยบายมีวิธีการมีความตั้งใจจริงมีทิฐิมีทฤษฎีแบบนี้ พวกเราเป็นเด็กๆเป็นลูกหลานชาวอโศก แล้วจะเรียนจบไปมีชีวิตอยู่ข้างนอก มีพี่ป้าน้าอาปู่ย่าตายายในสังคมแบบนี้ ที่มีทฤษฎีแบบนี้เป็นทฤษฎีหลักของชีวิต และออกไปจากที่นี่แล้วคิดให้ดีว่าอยู่ข้างนอกเขาให้เราคิดแบบนี้หรือไม่ เขามีแต่จะสร้างหลักสร้างฐาน มีสมบัติแก้วแหวนเงินทองมีทรัพย์ศฤงคารแล้วสะสมเอาไว้ให้ได้มากๆไม่มีที่สิ้นสุด ให้ได้มากเท่าไหร่ก็เอา กักตุนสะสมยิ่งขึ้น แต่ของเรานี่ไม่กักตุน ไม่สะสม ไม่เอาเปรียบ มีแต่จะสะพัดออกเท่าที่เราจะสะพัดได้ เหลือคงคลังสำหรับการหมุนเวียนไม่ให้เราเป็นหนี้ เรามีวัฒนธรรม พึ่งเกิด แก่ เจ็บ ตายกันได้ ไม่ต้องคิดค่าทำศพ แต่ช่วยกันทำฟรี หลวงปู่ทำมา 40 ปีแล้วเด็กคนไหนเห็นดีอยากจะมาช่วยก็มา ถ้าไม่เห็นดีเห็นงามก็ตัวใครตัวมัน

590330_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาค่าย ยอส.

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน