พ่อครูเหาะให้ดูมา 50 กว่าปีแล้ว.docx
เนื้อหาในไฟล์
พ่อครูเหาะให้ดูมา 50 กว่าปีแล้ว พ่อครูว่า…ต่อจากที่ท่านเดินดินพูดเมื่อกี้นี้ว่า การเหาะได้ อาตมานี้เป็นคนเหาะได้ และเหาะมา 50 ปีกว่าแล้ว ขึ้นมา พ.ศ.2564 เหาะมาได้ตั้ง 50 กว่าปีแล้ว แล้วก็พร้อมกับได้เปิดเผยวิชาการที่สอนให้ เหาะ ตัวเองเหาะได้แล้วเปิดเผยวิชาการสอนให้เหาะ ก็ปรากฏว่ามีคนฉลาด มีปัญญารับรู้ตาแล้วก็มาเรียนมาศึกษามาฝึกฝนด้วย พากัน เหาะได้ กับอาตมา โอ้โห พากันเหาะได้กับอาตมา ก็เลยเกิดกลุ่มหมู่คนเหาะได้ขึ้นมา แล้วก็พากันมารวมตัวกันอยู่ เป็นหมู่กลุ่มที่มีพัฒนาการไปไม่มีที่สิ้นสุด พัฒนาการไปเรื่อยๆ พัฒนาการให้เหาะขึ้นไปเรื่อยๆอีก เหาะไหม...เหาะ คนเหาะ จนกระทั่งพากันเจริญเป็นชุมชนเป็นหมู่บ้านกัน เป็นชุมชนเป็นหมู่บ้านคนเหาะได้ ขึ้นในประเทศไทย แหม ก็ลือลั่นกันไปทั่วโลกว่าเป็นเมืองคนเหาะได้เลยนะ แต่หลักสูตรทฤษฎีการเหาะได้ที่อาตมาเอามาทำในยุคนี้ ในยุค 2,500 กว่าปีเป็นสูตรของพระพุทธเจ้า ที่อาตมามาสอนให้พวกคุณเหาะได้เป็นสูตรของพระพุทธเจ้า มันได้เสื่อมไป เสื่อมไปจนกระทั่ง ของพระพุทธเจ้าท่านเรียกของท่านว่าเป็น “โลกุตระ” เป็นวิชาการขั้นโลกุตระ มันเสื่อม คนเสื่อมจากโลกุตระ ไม่ใช่ว่าโลกุตระเสื่อม โลกุตระเป็นสัจจะเป็นความจริงเป็นวิชาการเป็นความรู้ไม่มีวันเสื่อมหรอก เป็นสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยพระองค์เองแล้วมาเปิดเผยให้คนได้ศึกษาแล้วจะเป็นมนุษย์เหาะได้อย่างนี้ เป็นมนุษย์เหาะได้ แต่คนไม่เห็น คนในโลกยุคนี้ แม้แต่ชาวพุทธเองปราชญ์ผู้รู้ทางศาสนาพุทธ ตามืดตาบอดไปจากโลกุตรธรรม เลยไม่เห็นคนเหาะ การไม่เห็นคนเหาะก็ไม่น่ากลัวอะไร แต่ไปดันเห็นคนที่เขาโกหกว่าเขาเหาะได้ คนตามืดตาบอดที่ว่านี้เป็นชาวพุทธ มีคนโกหกว่าเขาเหาะได้ ยังโง่ หลงตามเขาอีกแน่ะ เชื่อว่าคนเหาะได้ ที่เป็นคนเหาะได้เก๊ๆ
อ่านต่อ
ไม่เหาะได้จริง เพราะคนเหล่านั้น เขามีวิธีการ ครอบงำคนให้ตกอยู่ในอำนาจสะกดจิต แล้วก็สั่ง นี่นะ ฉันเหาะได้ คนถูกสะกดจิตแล้วเชื่อ สะกดจิตยังไง หลับตา ฟังที่สอนอย่างเดียว ฟังที่เขาว่าหลับๆนี่แหละผู้ที่หลับมาก่อนคืออาจารย์นะ เป็นอาจารย์ใหญ่เหาะเก่งนะ เห็นไหมนี่ อาจารย์เหาะแล้วอาจารย์เหาะแล้ว อยากได้ตามไหมก็เชื่อนั่งหลับตานั่งหลับตาสะกดจิตเข้าไปสะกดจิตเข้าไป ออกป่าเขาถ้ำ อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับโลกนี้ทิ้งเลย โลกลาภยศสรรเสริญไม่เอา อะไรอย่างนี้ ก็เลยถูกครอบงำทางจิต อุปาทานจิตนี้ เป็นไปได้สารพัด ถูกสะกดจิตแล้วจะเห็นได้อย่างนั้น เพราะฉะนั้นอำนาจทางจิต จึงทำกันได้ทั้งที่เป็นอิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ แบบโลกียะ ทำได้ และที่สำคัญก็คือ หลอกได้ หลอกให้เชื่อได้ อันนี้สำคัญกว่า คนที่เขาเหาะได้จริง ลอยขึ้นจริง เขาหยั่งรู้เป็นอิทธิปาฏิหาริย์ ฤาษีคันธารี ฤาษีมัลลิกา ชาวพุทธของพระพุทธเจ้าก็เหาะได้จริง อย่างพระปิณโฑล พระโมคคัลลานะก็เหาะไปเอาบาตรที่ พราหมณ์เขาบอกว่า ถ้าเป็นพระอรหันต์ก็เหาะได้จริงสิ ก็บอกว่าเหาะได้ พระปิณโฑนก็เหาะไปเอาบาตรมา เมื่อพระพุทธเจ้ารู้ ก็บอกว่ามานี่ๆๆๆบิดหูเลย นี่เป็นสำนวนของโพธิรักษ์นะ พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ทำอย่างนั้นหรอก แต่ท่านว่า ใครสอนเธออย่างนั้น ดูกร.. เกวัฏฏะ เราทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองแล้ว จึงได้ประกาศให้รู้ ปาฏิหาริย์ 3 อย่าง เป็นไฉน? คือ 1. อิทธิปาฏิหาริย์ (แสดงฤทธิ์ทางใจ ไปซ้ำกับพวกคันธารี) 2. อาเทสนาปาฏิหาริย์ (หยั่งรู้จิตคนอื่น ไปซ้ำกับมณิกา) 3. อนุสาสนีปาฏิหาริย์ (สอนวิชชา 8 เป็นปัญญาสัมปทา) พระองค์ทรงเห็นโทษภัยจึง อึดอัด(อัฏฏิยามิ), ระอา(หรายามิ), เกลียดชัง(ชิคุจฉามิ) ในอิทธิปาฏิหาริย์และอาเทสนาปาฏิหาริย์ แต่ทรงยกย่องให้สอน ให้ทำใจ ให้เข้าถึงอนุสาสนีปาฏิหาริย์ (เกวัฏฏสูตร พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 339-341) อย่าไปส่งเสริมอิทธิปาฏิหาริย์อาเทสนาปาฏิหาริย์ เหาะได้ก็จริง แต่หยุดอย่าไปทำ ให้มาเรียนรู้อนุสาสนีปาฏิหาริย์อย่างนี้เป็นต้น “อนุสาสนีปาฏิหาริย์” คือ คำสอน “อนุสาสนี” แปลว่าคำสอน สอนอย่างนี้ สอนให้ละหน่ายคลาย สอนศีล, สมาธิ, ปัญญา สอนจรณะ 15 วิชชา 8 แล้วจะละหน่ายคลายทุกข์ จะปรินิพพาน เพราะฉะนั้นคำว่าปรินิพพานนี่แหละ คนยินดีในปรินิพพานจึงจะสามารถมาศึกษาเรียนรู้แล้วหลุดพ้นปรินิพพานได้ ถ้าไม่มาศึกษา ไม่มีความยินดี ไม่พากเพียรเรียนรู้ ละหน่ายคลายตัวกิเลสที่โง่เง่าอวิชชาให้ได้ รู้จิตเจตสิกรูปต่างๆ อ่านจิตเจตสิกที่ถูกรู้เรียกว่ารูป แล้วก็มีปัญญาอันยิ่ง สามารถที่จะเป็นพลังงานที่ยิ่งใหญ่ พลังงานปัญญา สามารถที่จะทำ “ปัญญา” คือ “ฌาน” ที่เป็นพลังงานไฟ เป็นอุณหธาตุ ถ้าสามารถทำใจในใจ โยนิโสมนสิการ ทำใจของเรา ประกอบใจของเรา อภิสังขารใจของเรา ปรุงแต่งใจของเรา มันเป็นนามธรรมซึ่งมันไม่มีตัวตน แต่พลังงานทางจิตใจเราก็รู้ได้ มาเรียนให้ดีแล้วจะทำได้ พลังงานนี้จะสามารถละลายหรือทำลายสลายอวิชชา กิเลส ความโง่นั้นได้จริงๆ ทำไปทีละขั้นๆทีละข้อๆ อย่างหยาบ ที่เราเห็นชัดเจนง่าย เชื่อว่าติดยึดอย่างนี้กิเลสอย่างนี้ มันเป็นเรื่องต่ำในโลกเขา มันจะมีปฏิภาณเข้าใจว่าเป็นเบื้องต้น ไอ้นี่หยาบ เอามันก่อน หัดสร้างพลังงานจะให้เป็นพื้นฐาน มันก็จะมีความรู้สามารถเกิดพลังงาน ฌาน ตัดกิเลสได้ เรียกว่า “บุญ” ฌานกับบุญอันเดียวกัน แต่ “ฌาน” เป็นพลังงานมรรค “บุญ” เป็นพลังงานผล ตัดจบแล้วจบอย่างละเอียด จบอย่างไม่กลับกำเริบ จบอย่างแน่นอน บุญก็หมดหน้าที่หายไป บุญก็ไม่มี แต่ฌาน ยังใช้อยู่ใช้ทำงาน เพราะพลังงาน ฌาน ทำให้เกิดพลังงานสร้างสรรทำอะไรต่ออะไรได้ ตัด ทำลาย ก็ได้ พลังงานอุณหธาตุ พลังงานความร้อนแสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้า เอาไปทำลายก็ได้ เอาไปสร้างสรรก็ได้ใช่ไหม นี่เราใช้ได้ ฉันเดียวกัน ถ้างานเสร็จก็เอาไปใช้สร้างสรรหรือเอาไปทำลายก็ได้ ทำลายอะไรก็คือทำลายกิเลส จะต้องรู้จักกิเลสคืออะไร อาการของกิเลสในจิตต้องรู้แม่น เลือกเฟ้นเอาให้ได้ ตัวนี้ตัวใหญ่เอาก่อน พ้นวิจิกิจฉาว่าใช่กิเลสแน่ๆ ไม่ใช่ไปฆ่าจิตที่ไม่มีกิเลสไปหมด กิเลสมันแฝงเป็นแขกมาอย่างสนิทเนียน ทำตัวเหมือนกับจิตทีเดียว จิตหรือกิเลส มันหลอกตัวเองว่าเป็นจิต เนียนสนิทมากเลย ถ้าไม่มาเรียนดีๆไม่สามารถรู้และทำออกได้ กิเลสพระพุทธเจ้าเรียกภาษาบาลีว่า กลิ เป็นตัวเป็นภัยเป็นโทษ ต้องมาแยกออกจาก กาย กายกลิ ตั้งแต่ภายนอก หยาบ เบื้องต้น อะไรอย่างนี้ อาตมาก็ค่อยๆอธิบายสู่ฟัง เพราะฉะนั้นที่อาตมาพยายามอธิบาย สู่ฟัง ให้ล้างทำลายกิเลสได้จริง เพราะมันเป็นสัจจะ ฌาน ของพระพุทธเจ้า เกิดจากจรณะ 15 วิชชา 8 วิชชา ความรู้ปัญญาญาณกับจิตนี้จะร่วมกันสังเคราะห์สังขารเป็นอภิสังขาร “สังขาร” คือปรุงแต่งแบบ กลางๆ สังขารเป็นสังขารโลก สังขาร ตัวรูป, รส, กลิ่น, เสียง, สัมผัส, สังขาร, รูปขันธ์, เวทนาขันธ์, สัญญาขันธ์, สังขารขันธ์เอง แล้ววิญญาณ แยก เวทนากับสัญญา ก็เป็นเหมือนหวังเฉากับหม่าฮั่น พระเอกซ้ายขวาทำงาน เป็นเวทนา แล้วเอาสัญญากำหนดรู้ สัญญาทำงาน แล้วก็ปรุงแต่งสังขาร ปรุงแต่งเป็นอภิสังขาร ปรุงแต่งเป็นความทำลายให้มันฆ่ากิเลส จนกิเลสตาย เรียกว่า ปุญญาภิสังขาร กิเลสตายหมดก็เป็น อปุญญาภิสังขาร บุญก็เลิกไปไม่ต้องทำงานแล้วไม่ต้องมีแล้ว เต็มแล้ว ก็ต้องมีแต่สั่งสมผลจิตที่สะอาดจากกิเลสตัวนั้น มีกิเลสตัวใหม่ก็ทำอีก กิเลสตัวเก่าที่พ้นแล้วก็สะสมจิตสะอาดไปเรื่อยๆตกผลึก สะอาดมากยิ่งขึ้น ปริสุทธา ปริโยทาตา ซ้อนเป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนที่ คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34)
ผู้ศึกษาใส่ใจเป็นเปรียญ 9 เป็นดร.ทางธรรมะก็ดี ติดตามให้ดีๆ อยู่ในพระไตรปิฎก อาตมานำพยัญชนะให้มาเป็นสภาวะจริง คัมภีรา ลึกซึ้งจริงเห็นตามได้ยากจริง ทุททัสสา รู้ตามได้ยาก มีโพธิได้ยากก็จริง สันตา สงบ รำงับ อย่างพิเศษลึกซึ้งเลย จิตมีตัวสงบและอยู่กับความวุ่นวายอย่างแข็งแรงมีประสิทธิภาพ มุทุภูตธาตุ สันตา ปณีตา สุขุมประณีตมากไปตามลำดับขั้น ซึ่งไม่ใช่วิสัยของ ตักกะ อตักกาวจรา คาดคะเนด้นเดา ข้อคิดศึกษาบัญญัติภาษาให้หัวพังเป็น learned man แว่นตาโตเดินเอาหัวไปข้างหน้าเป็นปราชญ์เอกของโลกอย่างไรเรียนบัญญัติเก่งยอด เป็นปทปรมบุคคลขนาดไหนก็ไม่สามารถรู้ได้ ปรับเปลี่ยนสภาพนามธรรมที่ละเอียดถึงขั้นนิพพาน ปณีตา บัญฑิตเวทนียา ผู้เป็นบัณฑิตแท้ มีสภาวะจริง มีความรู้ความพิเศษในตัวเองจริง จึงเรียกว่าบัณฑิตไม่ใช่ไปเรียนและสอบเอาตามบัญญัติ พวกนี้มันหลอกมันหลง ได้แต่บัญญัติภาษาเป็น ปทปรมบุคคล “ปทปรมบุคคล”คือ บุคคลผู้รู้ได้ยินได้ฟังธรรมะของพระพุทธเจ้าก็มาก แล้วท่อง ทรงจำไว้ได้อยู่ก็มาก เอาไปสอนเขาก็มาก ได้รับลาภยศสักการะสรรเสริญ แต่ไม่บรรลุธรรม ได้แต่เป็นจับกัง แบกลังทองมาให้เขา แล้วได้ค่าจ้างนิดหน่อยไม่เคยได้ทองนั้นเลย ได้แต่แบกลังให้เขาเป็นจับกัง เป็นกรรมกรศาสนา เป็นกรรมกรที่รับใช้ศาสนาจริงก็ได้ แต่เป็นกรรมกรจับกังคนแบกของแบกศาสนาไว้เฉยๆ แบกไว้ให้คนอื่นแต่ตัวเองไม่ได้ ไม่ได้ลิ้มรสธรรมะโลกุตระของพระพุทธเจ้า นั่นคือ ปทปรมบุคคล ไม่ใช่ผู้ไม่รู้นะ แต่เป็นผู้รู้มากเลย สอนคนอื่นให้บรรลุอรหันต์ได้ด้วย ปทปรมะสอนคนอื่นให้บรรลุอรหันต์ด้วยเพราะเขามีปฏิภาณดี แต่ตัวเองสิ ปทปรมบุคคล ผู้ที่ฟังพุทธพจน์ก็มาก กล่าวอยู่ก็มาก จดจำทรงจำไว้อยู่ก็มาก บอกสอนผู้อื่นก็มาก แต่ไม่มีการบรรลุมรรคผลในชาตินี้เลย ตัวเองไม่รู้จักมรรคผล มีแต่มิจฉามรรค มิจฉาผล ถูกหลอกด้วยคนขี้หลอกว่าเขาเหาะได้หลอกเอาก็ไปหลงพวกเขาได้ เก๊ๆ เป็นอุปาทานสร้างนิรมาณกาย เป็นสัมโภคกายต่างคนต่างตาบอดด้วยอทิสมานกาย ต่างคนต่างไม่เห็นของกันและกัน เอามายืนยันเปิดหูตาจมูกลิ้นกายสัมผัสด้วยกันไม่ได้ ที่จะว่าสัมผัสอันนี้แล้วเกิดกิเลสได้นะ อ่านจิตตัวเองนะ ลดละกิเลสด้วยไตรลักษณ์อย่างนี้ ก็ไม่ได้สอนอย่างชัดเจนอย่างนี้เลย ให้เอาแต่นั่งสะกดจิตหลับตา สาธยายอย่างที่อาตมาสาธยายให้ฟังนี้ละเอียดลออไม่ได้ อาตมาเอาจากพระไตรปิฎกมาขยายความ แต่เขาไปแปลพระบาลีผิดเพี้ยนอีก อาตมาก็ต้องแก้กลับอีก เฮ้อ เหนื่อยจริงๆเมื่อยจริงๆ แต่เมื่อยก็ต้องสู้ เพราะเป็นสิ่งดีที่สุดที่มนุษย์พึงมีอาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับนี้ อาตมาเป็นจริงๆแล้วซาบซึ้งในธรรมะพระพุทธเจ้าจริงๆ เกิดมาเป็นคนกับเขาเจออันนี้แล้วและก็ได้อันนี้มาจริงๆ จนกระทั่งบอกไปตรงๆว่าจะมาเป็นโพธิสัตว์และบอกลำดับด้วย เพราะอาตมาไม่ได้ไปสับสนอะไร ระดับ 1 2 3 4 5 6 ก็รู้สภาวะชัดๆเอามาเรียบเรียง ซึ่งมันไม่มีในพระไตรปิฎกทีเดียว ที่อาตมาเรียบเรียงเรื่องโพธิสัตว์ระดับต่างๆ ในศาสนาเถรวาทไม่มี มหายานก็มีหลายเจ้า เพราะว่าเป็นลัทธิแก้ อาจาริยวาทแตกไปเยอะ มันมาก มหายาน ก็รู้ แต่เรามาสอนจากเถรวาทไปแล้วก็จะเกิดค่อยๆมากไป
สรุปแล้ว อาตมานี่คือคนเหาะได้ พยายามฟังธรรมะที่อาตมาเปรียบเทียบใช้ภาษาธรรมะว่าเหาะได้ ไม่ได้เหาะลอยตุ๊บป่องไปในอากาศหมาเลียตูดไม่ถึง ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก เหาะนี่เป็นคำแทนว่า เป็นคนแปลก วิเศษ ทำอะไรเกิน เรียกว่า มีอุตตริมนุสสธรรม มีธรรมะที่เกินคนธรรมดาเขาทำได้นะ เป็นคนที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ เหมือนอย่างมีอิทธิปาฏิหาริย์ มีความสามารถหลายประการ เธอบรรลุอิทธิวิธีหลายประการ คือ... 1. คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ (เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ) 2. ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายก็ได้ 3. ทะลุฝากำแพงภูเขาไปได้ ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ 4. ผุดขึ้นดำลงแม้ในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ 5.เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ 6. เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ 7. ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากด้วยฝ่ามือก็ได้ 8. ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้ จะมาสอนคนให้ลดกิเลสได้ เทียบทีละคู่เรียกว่า ธรรมทั้ง2เหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) เล่ม 10 ข้อ 60 นี่คือประโยคที่ประโยคทอง เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา เอามาศึกษาเอาเวทนาเป็นตัวฐานปฏิบัติกรรมฐาน ก็เอาจากทีละคู่เรียกว่าเวทนา 2 ทำเวทนา 2 ให้เป็นหนึ่ง เอกสโมสรณาภวันติ ก็จะสำเร็จผล คุณก็จะเก่งในการรู้จักเวทนา เวทนา 108 อาตมาก็สอนอธิบายแล้วก็เอาไปทำกันได้ อย่างนี้เป็นต้น ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้ จาก 1 เป็นหลาย จากหลาย เป็นหนึ่งเดียวก็ได้ นี่คือเป็นอิทธิปาฏิหาริย์ อย่างเป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ ไม่ใช่อธิบายแบบ ที่นั่งอยู่ในห้อง เข้ามาแล้วก็เนรมิต กาย ให้เป็นพันคนอยู่ในห้องเต็มห้องเลย เขาก็อธิบายกันอย่างนั้น คือ เป็นตัวตนบุคคลเราเขาไม่ได้ เป็นนามธรรมไม่ได้ เป็นกิเลสกับไม่ใช่กิเลส มันไม่ใช่ปรมัตถธรรม ได้แต่เป็นเรื่องที่อธิบายกันผิดๆ ผู้ไม่รู้ก็อธิบายผิด อาตมาอธิบายอย่างหนึ่ง เขาก็อธิบายกันอย่างหนึ่ง เอามาเปรียบเทียบแล้วไปทดลองพิสูจน์อย่างเป็นนักวิทยาศาสตร์สิ อาตมาอธิบายก็เกิดผลอย่างนี้ ส่วนเขาอธิบายอย่างนั้นก็เกิดผลอย่างนั้น ก็เปรียบเทียบกันสิ ผล 2 อย่าง ว่าอันไหนคือธรรมะ อันไหนคือธรรมะแท้กิเลสแท้ อันนั้นมีแต่กิเลสบานกิเลสเก่งมีมานะอัตตาได้วิเศษวิโส มีลาภยศสรรเสริญมากก็เก่งแบบโลกียคนก็นิยม อย่างเช่นไอ้ไข่ หรือว่าฤาษีลิงดำ อะไรก็แล้วแต่ แม้แต่มหาบัว หรือว่าธัมมชโย ให้ร่ำรวยร่ำรวย นั่นคืออุปาทานทั้งนั้น คุณไปขยันทำก็รวยๆและเอามาประเคนให้เขา ไปขยันใหม่ก็ได้รวยอีกแล้วขยันอีกมันก็ยิ่งได้ คนสามารถและฉลาด ก็จะทำได้มีความพากเพียรมากยิ่งขึ้นก็ได้มากยิ่งขึ้นและเอามาให้ก็จริงด้วย ได้อีกก็ทำอีกให้ใหม่ เห็นไหมคนฉลาดหลอก คนนี้ก็ไปฉลาดแกมโกงซ้อนอีก ไปเอาของเขา ฉลาดแกมโกงมากๆก็เก่งวิชาการฉลาดแกมโกง เป็นทุนนิยม เป็นผู้ที่โลภได้มากกว่า ได้มากเอาเปรียบได้มาก มีวิธีซับซ้อน มีค่ายกลซับซ้อนเยอะแยะ มีทั้งอำนาจทั้งเงิน เอาเงินมาฟาดคนจ้างคนมา คิดซับซ้อนรายละเอียดลึกซึ้งอีกอย่างที่เขาเป็น ตามระบบทุนนิยม อำนาจนิยม อย่างเช่นโดนัลด์ทรัมป์ หาเงินมาก่อน แล้วเอาเงินมาสร้างอำนาจทางการเมือง ตอนนี้อำนาจเงินก็ยังคงพอมีอยู่ เหมือนกับทักษิณ อีกหน่อยเถอะ ตอนนี้ก็ร่อแร่ๆๆ ยังไม่ยอมนะ ยังจะสู้ กับผู้แข่งขันในสมัยหน้าอีกตอนนี้อายุก็จะ 74 ปีแล้ว เขาบริหารไปอีก 4 ปีตอนนั้นก็คง 78 ปีส่วนโจไบเดนอายุ 78 ปีแล้ว แก่กว่าโดนัลด์ทรัมป์ซึ่งอายุ 74 ปีถ้าไปอีก 4 ปีก็คงจะ 78 ปีก็คงไม่เอา หรือเอาก็แล้วแต่ก็ต้องสู้กัน ส่วนรองประธานาธิบดีเขาก็ต้องสร้างเครดิตของเขา โดนัลด์ทรัมป์ก็อาจจะได้สู้ไปข้างหน้าอีกกับเขา คิดอยู่เหมือนกันจะตายก่อนหรือเปล่า ขออภัยที่พูดตรงๆชัดๆ โดนัลด์ทรัมป์เอาแน่ เพราะว่าแกหลงในลาภยศสรรเสริญสุข ติด ตายคาเลย แล้วก็ไม่มีหยุดยั้ง ยังมีอวิชชายังจะไปชาติต่อไปอีก ไม่มีหยุดยั้งอะไรพวกนี้ อจินไตย เรื่องของกรรมวิบากพวกนี้ลึกซึ้งค่อยๆฟังไปแล้วจะเข้าใจ
640108_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คนจนสาธารณโภคีที่เหาะได้ทั้งชุมชน