ธรรมะวรรณะ 9 ทำให้คนเราเหาะได้.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.64 KB
วันที่แก้ไข8 มกราคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

ธรรมะวรรณะ 9 ทำให้คนเราเหาะได้ มาต่อ คนเหาะได้ ไม่ได้พูดเล่นนะ ถ้าเข้าใจคำเปรียบเทียบ ว่าพวกเราคือคนเหาะได้ เป็นคนน่าประหลาดมันเหาะได้ มีด้วยเหรอคนในยุคนี้ที่เหาะได้ ได้ นี่แหละ คือคนที่มีโลกุตรธรรม มีคุณธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นคนพ้นทุกข์ ลึกเข้าไปที่อาตมาอธิบายไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ไม่ใช่ว่ามีแต่สุขเห็นไหมมันซับซ้อน ไม่มีสุขไม่มีทุกข์แล้วเป็นคนอย่างไร เป็นคนอย่างนี้ ไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นจิตบริสุทธิ์สะอาดจากความสุขความทุกข์ จากความเป็นเทวดา กับมาร มารกับเทวดาคือคู่กัน คือความเป็น 2 พวกเทวนิยมไม่ศึกษาซาตาน ไม่ศึกษามารไม่รู้จักมาร เพราะฉะนั้นมารก็อยู่กับคุณด้วย โดยคุณไม่รู้ มันออกฤทธิ์เมื่อไหร่คุณก็เสร็จมัน จริงๆมันออกฤทธิ์กับคุณด้วยเพราะมันหลอกให้คุณว่าเป็นสุขคุณก็ถูกหลอกไป หนักหนาสาหัส หลอกด้วยสุขที่สูงที่เนียนที่จัดจ้านก็แล้วแต่ หลอกคุณก็ต้องแย่งชิงไปเสพสบาย กิเลสก็ยิ่งหนาก็ยิ่งหมุนเวียน คุณก็ยิ่งเจริญด้วยลาภยศสรรเสริญ สุขมันยิ่งจัดจ้านให้ต่ำลง คุณก็ได้เป็นผู้ที่เสพสุขลาภยศสรรเสริญมาก คุณก็ยิ่งหนักเข้าไปอีกคุณก็จะยิ่งต่ำลงไปอีก จนหมดอำนาจของลาภยศสรรเสริญสุข คุณก็ตกลงไปสู่ต่ำหมุนวนอยู่อย่างนี้ โลกียะไม่มีจบ สุขทุกข์ไม่มีจบดีชั่ว ทุกข์ไม่มีจบ ทุกข์เพราะหลงสุข มันจะวนเวียนเป็นงูกินหาง เป็นวัวพันหลัก พันไปจนสุดแล้วพันกลับมา พันกลับไปแล้วกลับมาอีก อยู่อย่างนั้นแหละนิรันดร โง่อยู่อย่างนั้นไม่มีทางแก้ไข ไม่มีทางออก คุณก็เป็นอย่างนั้น มันต้องหาทางถอนหลัก มันต้องหาทางตัดเชือก วัวพันหลัก แต่นี่ไม่มีใครสอน ตัดไม่ได้ ลดไม่ได้ ลดมาได้ทีละลำดับ ของพระพุทธเจ้านะ จนมาเป็นสังคมสาธารณโภคี สังคมสาราณียธรรม 6 อยู่กันอย่างมีเมตตากายกรรมเมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม แล้วก็มี ลาภโดยธรรมต่างคนต่างขยั

อ่านต่อ

นหมั่นเพียร ยอดขยัน วิริยารัมภะ แล้วไม่สะสม อปจยะ ขยันสร้างสรรมีความรู้ความสามารถ วันๆหนึ่งทำได้เยอะ ถ้ามีความรู้ความสามารถแล้วก็ไม่สะสม เพราะปัญญามันชัดเจน สังคมของเราสาธารณโภคีก็เอาไว้กับกองกลาง ไปเบิกมากินมาใช้ยิ่งเราเป็นคนขยันมีสมรรถนะสร้างสรรดี คนก็ยิ่ง จะเบิกก็เบิกเลย จะกินก็กินเลย แล้วคนนี้ก็มีคุณธรรมพิเศษซ้อน ไม่กินมากไม่ใช้มาก เพราะยิ่งเจริญยิ่งไม่กินมากไม่ใช้มาก กินอย่างพอดีพอดี ปโหติ ไม่สะสมไม่กอบโกย เลี้ยงง่าย ไม่จุกจิกไม่จู้จี้ ไม่วุ่นวาย เลี้ยงง่าย ทำให้เจริญยิ่งง่ายเพราะว่าเป็นคนเจริญในตัว สุภระ สุโปสะ เป็นคนมักน้อยศึกษาความมักน้อยจนไม่สะสมแล้ว ไม่สะสมกับเป็นผู้ที่มักน้อย น้อยจนกระทั่งไม่สะสมมี 0 อาศัย 0 อยู่อย่างนี้ กินใช้กับส่วนกลาง เบิกเมื่อไหร่ก็ได้ ยิ่งเป็นคนดีเบิกก็ง่าย จะใช้มากอย่างไร ก็เป็นคนขยันสร้างสรรมากกว่าที่ไปเบิกใช้ เพราะว่าท่านขยันหมั่นเพียรสร้างสรรสิ่งที่เป็นประโยชน์คุณค่าจริงๆ เอาไปใช้อย่างเหมาะอย่างควร เอาไปใช้ก็ไม่ ผลาญพร่า เพราะว่าเป็นคนที่มีคุณธรรมดีจริงๆไม่เอาไปฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย เอามาเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น เพราะอัตตาลด ไม่มีอัตตา หากรู้ว่ามีอัตตาก็ต้องลดให้ได้ มีปฏิภาณปัญญาอย่างนั้นเพราะฉะนั้นจึงเป็นคนมีใจพอ มีการขัดเกลา สัลเลขะ อะไรที่ยังไม่บริบูรณ์ไม่เรียบร้อยก็ขัดเกลา ด้วยหลักเกณฑ์ ธูตะ ศีล สมาธิ ปัญญา ศีลที่ได้แล้วก็เจริญ แข็งแรงยิ่งขึ้นเป็น อธิศีล, อธิจิต, อธิปญญา, อธิมุติ ไปเรื่อยๆ แล้วก็มีจิตตรวจสอบสะสมวิมุตติญาณทัสสนะ เป็นญาณทัสสนะวิเศษที่สะสมรู้จักวิมุตติ วิมุตติจริงนะวิมุตติหมดพ้นอวิมุตติในเจโตปริยญาณ 16 ก็ตรวจสอบมันวิมุติหรือยัง ให้มันหมดให้มันแข็งแรงสั่งสมจิตสมบูรณ์แบบเลย ทั้งสมาหิโตและวิมุติ ตามเจโตปริยญาณ 16 นี่ก็เจริญขึ้นจริงๆเลย เป็นคนที่มีอาการกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม น่าเลื่อมใส ปาสาธิโก ครบบริบูรณ์พร้อม ครบ จบด้วย อปจยะ วิริยารัมภะ นี่คือ “วรรณะ 9” ผู้มีวรรณะ 9 (พตปฎ.เล่ม 1 ข้อ 20 ) 1. เลี้ยงง่าย (สุภระ) 2. บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) 3. มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) 4. ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) 5. ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) 6. เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) 7. มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) 8. ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ๙ 9. ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ)

สุดท้าย 2 อันคือไม่สะสมได้ ยอดขยัน ขยันพากเพียร กินน้อยใช้น้อย ไม่เบื่อหน่าย ขี้เกียจไม่เป็น แต่ก็ไม่ใช่ขยันจนสุขภาพเสีย ไม่ใช่ รู้จักความพอเหมาะพอดี อปัตติฐัง อนายูหัง รู้จักพักรู้จักเพียร ซึ่งเป็นคุณสมบัติสมบูรณ์แบบด้วยวรรณะ 9 จึงมีสังคมสาธารณโภคี คนเหาะได้เป็นอย่างนี้ เกิดจริงไหม มีจริงไหม เป็นจริง ดูได้ ไม่ใช่สังคมเดี่ยว ไม่ใช่หมู่บ้านเดียว มีหลายหมู่บ้านอยู่ในประเทศไทย สังคมชาวอโศกทุกสังคมเป็นสังคมสาธารณโภคีอย่างนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นสังคมใหญ่สังคมเล็ก มีประมาณ 10 20 30 ถึง 50 ไหมไม่รู้ เราไม่ได้บังคับกัน ทุกคนมาอย่างสมัครใจ มีความยินดี มีความเข้าใจ มีปัญญา ตามมูลสูตร 10 ของพระพุทธเจ้า มีความยินดี และก็ทำใจในใจเป็น มนสิการ มีความยินดีเป็นมูลกา มนสิการ เป็นแดนเกิด คุณจะเกิดมาเป็นอาริยชนเป็นคนเหาะได้ คุณต้องทำใจในใจเป็น อาตมาแปลมนสิการทำใจในใจเป็น พูดเต็มๆว่าโยนิโสมนสิการ พอทำได้ มันก็สั่งสมเป็นแดนอาศัย เป็นแดนเกิด สัมภวะหรือปภวะ คุณก็อยู่อย่างนี้ จิตของคุณมีหทยรูป มีสิ่ง อาศัยอยู่ในนั้นเป็นชีวิตินทรีย์ ตราบใดที่ไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสานก็ต้องมีชีวิต มีชีวิตรูป ก็ต้องมีพลังงานเรียกว่าเป็นชีวิตินทรีย์ ทำงานไปอย่างเป็นคนอาริยะ

640108_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คนจนสาธารณโภคีที่เหาะได้ทั้งชุมชน

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน