จะเป็นคนเหาะได้ต้องใช้หลักวรรณะ 9.docx
เนื้อหาในไฟล์
จะเป็นคนเหาะได้ต้องใช้หลักวรรณะ 9 ที่อาตมาพูดว่าพวกเราเป็นคนเหาะได้ เหาะได้ คือคนมีโลกุตรธรรม คือคนมีวรรณะ 9 มาเป็นคนเลี้ยงง่ายๆ เลี้ยงไปก็เหมือนไม่เลี้ยง เพราะต่างคนต่างช่วยกันเลี้ยงกัน เป็นคนเลี้ยงง่าย สุภระ แปลว่า อันเลี้ยงได้โดยง่าย ภาษาไวยกรณ์เขา เลี้ยงง่าย สุโปสะ เลี้ยงให้ดีทำให้เจริญ หรือว่าบำรุงให้ดีให้เจริญง่าย บำรุงให้ดีบำรุงให้เจริญง่าย อัปปิจฉะ มีความปรารถนาน้อย หรือมักน้อย กล้าจน มีน้อยๆ ไม่โลภ ไม่สะสม เป็นคนมีน้อยๆ พอ เอาไว้แค่นี้พอสันตุฏฐิ มีความยินดีในใจที่ไม่โลภ ใจที่ไม่โลภไม่สะสม ยินดีในสิ่งที่น้อย เรียกว่า “สันโดษ” ยินดีในของที่พอมีกินมีใช้ ไม่ใช่ว่าไปยินดีในของที่มีอยู่ ไปถามเศรษฐีใหญ่ของโลกเดี๋ยวนี้ อีลอน มัสก์ รวยเป็นที่หนึ่งตอนนี้ คือเป็นสมบัติผลัดกันชม ในการแย่งลาภ ยศ สรรเสริญ สมบัติผลัดกันชมก็หมุนเวียนในโลกียมันไม่เที่ยงแท้แน่นอนหรอก แล้วไม่ได้หมดไปนะ มันสู้ไม่ได้คราวนี้ก็ยอมแพ้ หรือว่าเข็ดนิดนึง แต่ก็ยังฮึด เกิดมาใหม่มันไม่รู้กรรมวิบากเกิดแล้วเกิดอีกแล้วมันก็ลืม ชาติหน้ามันก็ลืม กิเลสอนุสัยมันยังมี มันก็ยังใหม่เพราะไม่ได้ศึกษาไม่มีปัญญาว่าต้องเลิกละต้องหมดต้องสูญ มันไม่ได้มาทิศทางโลกุตระ บานเป็นปากกรวย ไปไม่มีที่สิ้นสุดหาประมาณไม่ได้ไม่มีหมดสิ้นไม่มีสิ้นสุด ไปไม่มีประมาณ แต่ทางโลกุตระมาทางก้นกรวย จบสุด สูญ! ไม่มีไปอีกแล้วจบเลย เลิก! ต่างคน คนที่เดินทางไปหาก้นกรวยกับคนเดินทางไปหาปากกรวย โลกียะเป็นปากกรวย โลกุตระเป็นก้นกรวยอันนั้นมันไม่มีที่จบมันหาที่สุดไม่ได้ บานปลายออกไปยิ่งหนักลำบาก แล้วก็ยิ่งขี้โลภจัด ยิ่งไปก็ยิ่งมีคู่ต่อสู้มาก ก็ยิ่งสร้างหนี้บาปมาก วนเวียนทับทวีเรื่องวิบาก เพราะมันต้องเอาชนะคะคาน ต้องเอาเปรียบ ต้องเอาแรงมาสู้ เอาแต่แค่แร
อ่านต่อ
งกับวัตถุลาภ 2 อย่างนี้ มีวัตถุกับมีแรงเก่ง เก่งกว่าก็ ข่ม ฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมา ชนะก็ได้มา แพ้ก็เสียไป ยิ่งกว่าการพนัน เป็นอยู่อย่างนี้ เหน็ดเหนื่อย เพราะฉะนั้นผู้ที่มีดวงตาแล้ว แล้วเราจะจมอยู่กับสิ่งที่โง่ แล้วก็ลืมในแต่ละชาติ ไม่ได้ศึกษาความจริง มันก็ได้แต่หลงที่จะมีมากเป็นโลกีย์ ต้องเลิกมาสูญแล้วเบาสบาย ดีไม่ดี สูญ จิตที่สำคัญที่สุดก็คือ คุณได้เป็นอรหันต์ จิตทำสูญได้หมด เป็นอรหันต์ถาวร เป็นอรหันต์ที่จิตหมดกิเลสไม่เกิดอีก เที่ยงแท้แน่นอน นิจจัง(เที่ยงแท้), ธุวัง (ถาวร), สัสตัง(ยืนนาน), อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน), อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้ จะมาแก้ไขมาเผาทำลายไม่ได้, อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ตายแล้วตายเลยไม่กลับกำเริบ พยัญชนะบาลีเหล่านี้ อาตมาพยายามเอามาอธิบาย นิรันดร คืออรหันต์นิรันดร ถ้าพระอรหันต์ตาย กายสเภทาปรัมรณา หลังจากการตายของพระอรหันต์ที่ตั้งจิตปรินิพพานเป็นปริโยสาน ท่านก็ตั้งจิตของท่านดับหมดไม่มีอีก แยกธาตุ เพราะท่านรู้จักธรรมนิยาม 5 แยกธาตุจิตของตัวเองเป็นดินน้ำไฟลม เป็นพีชะ ก็อาศัยไว้เท่านั้นไม่เสพติด แล้วก็แยกธาตุเป็นอุตุธาตุ เป็นดินน้ำไฟลม พระอรหันต์แยกจิตนิยามของตัวเองเป็นอุตุนิยาม กลายเป็นดินน้ำไฟลม หมด อะไรไม่มาจับตัวเป็นชีวะอีก เป็นดินน้ำไฟลมไปเลย เป็นธาตุที่หมดพลังงานที่จะจับตัวเองเป็นพีชะ เป็นชีวะ ระดับประมาณหนึ่ง ยังไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณแต่ก็เป็นชีวะ วนเวียนอยู่เหมือนกัน แต่ไม่จองเวร มีพลังงานรวมตัวเป็นของตัวเองอยู่แต่ก็เสื่อมไปเรื่อยๆไปแล้วก็หมดเป็นดินน้ำไฟลม สูงเท่านั้น จนกว่าจะได้มีธาตุรู้ไหม อัญญธาตุ จนเป็นธาตุจิตก็จะพัฒนาเป็นสัตว์เซลล์เดียวใหม่ จนกระทั่งพัฒนามาเป็นมนุษย์ อเวไนยสัตว์ จนมาเป็น เวไนยสัตว์ จนมนุษย์ อัญญธาตุ เป็นโลกุตระก็จะมาเป็นเวไนยสัตว์แบบโลกุตระเป็นพระโสดาบันสกิทาคามีอนาคามีอรหันต์ จบจนกว่าจะปรินิพพานเป็นปริโยสาน คุณก็เลิกเป็นปริโยสานได้ แต่คุณยังไม่ จะสามารถเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์ได้ก็ยังท้าทายที่จะทำ ช่วยมนุษยชาติอยู่มันก็ต่อไปได้ มันก็มีคุณค่าประโยชน์เสียด้วย แหม เพราะฉะนั้นผู้ที่จบอรหันต์แล้วน้อยนักที่จะไม่ตั้งจิตเป็นโพธิสัตว์ ยิ่ง ผู้ที่เรียนรู้โพธิสัตว์มาตั้งแต่เป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อรหันต์ ก็ไม่หยุดอยู่ แต่พวกเถรวาทบอกจะเอาแต่อรหันต์ เมื่อได้อรหันต์จริง ไม่น้อยก็จะต่อโพธิสัตว์ มันล่อใจยวนใจว่า เราไม่ทุกข์แล้วเราก็ต้องมีประโยชน์ต่อ ไม่ทำบาปทั้งปวงแล้ว สัพพะปาปัสสอกรณัง มีแต่ทำกุศล พูดไปแล้วก็ชัดเจนขึ้นไหม นี่คือคุณสมบัติของศาสนาพุทธ ทีนี้ ก็เข้ามาสู่ทางโลกหน่อย ธรรมะของพระพุทธเจ้าโลกุตรธรรม เจริญด้วยเศรษฐกิจ เจริญด้วยรัฐศาสตร์ เจริญด้วยสังคมศาสตร์ จริงด้วย วิเศษ อย่างพวกเราเป็นสังคม สังคมพระศรีอาริย์ สังคมที่เป็นอยู่สุขคนเจริญ อยู่ด้วยกันมีเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม แล้วถึงขั้นมีสาธารณโภคีในสังคมฆราวาสสังคมสงฆ์ สงฆ์ทำได้ก่อนแล้วในยุคพระพุทธเจ้าทำได้แต่ในสงฆ์ ในฆราวาสทำไม่ได้เพราะเป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์คนไม่เข้าใจในเรื่องสิทธิมนุษยชน มันเป็นระบบทาส นายทาสก็ยังไม่รู้สิทธิ ลูกทาสจะไปรู้อะไร เป็นระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ทุกชีวิตในแคว้นเป็นของเขา เขามีสิทธิ์สั่งฆ่าหมดยิ่งกว่าทาส ทาสนั่นแหละถูกสั่งฆ่าได้หมด คือเป็นเจ้าของทั้งคนในประเทศ เป็นเจ้าของทั้งทรัพย์ แต่ก็พอมีปฏิภาณรู้ ถ้าขืนเอามาหมดคนอื่นก็ไม่มีอะไรใช้ไม่มีอะไรไปพัฒนา พระเจ้าแผ่นดินก็พอจะมีปฏิภาณก็ต้องแบ่งให้เขาไป แต่ก็สามารถสั่งฆ่าริบของได้ มีอำนาจบาตรใหญ่อย่างนั้นเป็นสังคมอย่างนั้น พระพุทธเจ้าท่านก็พัฒนามาตั้งแต่ในยุคโน้นเป็นประชาธิปไตยเป็นเศรษฐกิจสาธารณโภคีในหมู่สงฆ์ อาตมาจึงเอาสาธารณโภคีมาทำกับหมู่ฆราวาสได้มีมรรคมีผลเป็นคนเหาะได้อย่างนี้ อาตมาไม่ได้พูดเล่นนะมีของจริงรองรับมีคนรองรับมีวิธีการรองรับ สาธารณโภคีจริง ทุกคนทำงานฟรี ทำงานแล้วเสียภาษี 100% เอาเข้าส่วนกลางกินใช้อยู่ในนี้ จะไปจะมาจะกินจะอยู่จะเจ็บป่วยก็ช่วยกันไป ตายแล้วก็ช่วยกันเผา ใครยังไม่เป็นอรหันต์หรืออยากเป็นอรหันต์แล้วกลับมาเกิดในนี้อีก จะไปไหนยิ่งเป็นอรหันต์แล้วจะยิ่งรู้ที่รู้ทางจะไปไหน ไม่มีวิบากก็มา ถ้ามีวิบากบางทีก็พาเราไป แต่ก็มาจนได้ ถ้ามีเป็นน้ำเป็นน้ำมันที่เป็นเชื้อเดียวกันแล้วก็จะมา บางคนก็มีวิบาก อจินไตยเยอะ วิบากต้องไปเสียเวลาอีกหลายชาติก็แล้วแต่ คุณต้องพยายามอย่าไปสร้างวิบาก อกุศลอย่าไปสร้าง สร้างแล้วมันเป็นวิบาก มันจะช้านาน เสียเวลา กุศลอย่างเดียว กุศลกับอกุศล เป็นเรื่องของสิ่งอาศัยที่มีต้องอาศัย แต่บาปกับบุญเป็นพลังงานต่างหาก ไม่ใช่สิ่งที่จะมีพลังงานสะสม บาปก็ตาม บุญก็ตาม แต่บาป มันเป็นภาษาที่ซ้อนอยู่กับอกุศล แต่บาป เป็นตัวเกิดในปัจจุบัน กระทบสัมผัสแล้วก็เกิด จะล้างก็ล้างในปัจจุบัน บุญล้างหมด ก็ไม่มีบุญไม่มีบาปอีก บุญล้างหมดบาปก็หมด บุญก็ 1 บาปก็ 1 นี่เป็นรายละเอียด ซึ่งไม่ใช่ง่ายๆ แต่คำว่าบาป มันซ้อนเป็น Synonym มันเป็นตัวไปแทนอกุศลก็ได้ ก็เลยใช้แทนอกุศล มันก็เลยปนเปกัน ที่จริงไม่ปนเปกัน ตัว “บาป” มันคือพลังงานชั่ว พลังงานไม่ดี ทุจริต เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นเลิกชั่ว เลิกไม่ดี เลิกทุจริตหมดแล้ว มันก็หมดบาป จึงชื่อว่า “สัพพปาปัสสะ อกรณัง” (การไม่ทำบาปทั้งปวง) ไม่มีแล้วไม่ทำอีกแล้ว ท่านไม่ใช่คำว่าอกุศล ท่านไม่ใช่คำว่าอกุศล อกรณัง ท่านใช้ “ปาปัสสะอกรณัง” เพราะบุญเป็นพลังงานทำลายกิเลส หมดอาสวะสิ้นเที่ยงแท้แน่นอน จบเลย บุญก็ไม่เกิดอีก บุญก็หมดไปเพราะว่า “ปุญญปาปปริกขีโณ” (ผู้สิ้นบุญสิ้นบาป)
640108_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คนจนสาธารณโภคีที่เหาะได้ทั้งชุมชน