641208 พญานาคมีจริง พญานาคไม่มีจริง(มิจฉาทิฏฐิ คือการหลับตาปฏิบัติ) __บันทึกปัจฉาพ่อครู โดย ส.แสนดิน.docx
เนื้อหาในไฟล์
พญานาคมีจริง พญานาคไม่มีจริง(มิจฉาทิฏฐิ คือการหลับตาปฏิบัติ) ...โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ . การแก้ไข “มิจฉาทิฏฐิ” ที่ไปยึดถือการนั่งหลับตาปฏิบัติ มันสุดแสนยากยิ่งกว่า“ปลุก”พญานาคให้ตื่นเสียอีก . อาตมาใช้เวลามา ๕๐ กว่าปีแล้วตั้งแต่บวช ขณะที่กำลังเขียนอยู่นี้คือ เดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ก็แก้“มิจฉาทิฏฐิ”ต่างๆเหล่านี้ให้ฟื้นคืนกลับสู่“สัมมาทิฏฐิ”กัน มันช่างยากเย็นแสนเข็นเหลือเกิน นี่ก็“ยืนยัน”ความเสื่อมตามคำตรัส ก็ชัดๆอยู่โต้งๆ . ซึ่งมันยังไม่ใช่เรื่องลึกซึ้งเข้าไปหา“ปรมัตถธรรม”อะไรเลย แค่พูดกันให้รู้เรื่อง“หลับตา”กับ“ลืมตา”ปฏิบัติกันเท่านั้น มันก็แค่“รูปแบบ”ของการปฏิบัติตื้นๆต้นๆแท้ๆ ก็ยังหลง ผิดติดยึดดำมืดหลับใหลหนักจัดกันเป็น“พญานาค”นอนเฝ้าถาดทองของพระพุทธเจ้าอยู่ใต้กันบึ้งมหาสมุทร . ใครจะ“ปลุก”อย่างไรก็“ไม่ตื่นรู้(ชาคริยา)”ขึ้นมาได้สักที มันช่างตรงกับชาวพุทธทุกวันนี้ที่“หลับดับมืด”หนักหนายิ่งกว่า“พญานาค”กันปานนั้นทีเดียว ความหลับมืดเมาโมหันต์ของ“พญานาค”นี้ก็ช่างเป็นอุทาหรณ์ตำนานเล่าขานเปรียบเปรยไว้ให้ศึกษาได้วิเศษยิ่งชัดเจนแจ่มกระจ่ายอดเยี่ยมเสียจริงๆ . เรื่อง“พญานาค”นี้ อาตมาก็ได้อธิบายให้เห็น“ความจริง -ความไม่จริง”ของตำนาน“พญานาค”กันมาหลากครั้ง หลายหนแล้ว . ตำนาน“พญานาค”นี้สำคัญมากสำหรับศาสนาพุทธ มาพูดกันให้รู้เรื่อง“พญานาค”กันให้ชัดๆกันเสียที ก่อนอื่น ถ้าถามว่า “พญานาค”มีจริงมั้ย? ก็ตอบได้ว่า “มีจริง” และ“ไม่มีจริง” นี่.. ไม่ใช่ตอบเล่นลิ้นยียวนกวนประสาทดอกนะ! มันก็เหมือนกับ ถามกันว่า “คำโกหก”จริงหรือไม่จริง? ก็ตอบได้ว่า “คำโกหก”มีจริง แต่“คำโกหก”นั้นไม่จริง!!! ใช่มั้ยล่ะ? “คำโกหก”คือ“คำที่ไม่จริง” แต่“คำโกหก”มันก็มีอยู่จริงในมวลมนุษย์มา
อ่านต่อ
กมาย แม้ทุกวันนี้ก็ยัง“โกหก”กันอยู่ คนผู้“ไม่โกหกแล้วเด็ดขาด”เท่านั้น ที่จะ“ไม่มีโกหก” . มาสาธยายตำนานต่างๆของ“พญานาค”กันดูบ้าง พญานาคมีจริง พญานาคไม่มีจริงก็จะได้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงเรื่องของความเป็น“นาค”ที่เกี่ยวข้องในศาสนาพุทธ . 1. “นาค” คือ “งู” ที่มีภาวะ สื่อแสดงท่านอนท่าหลับ ดังนั้นลัทธิยึดท่าหลับ คือ “หลับตา”ปฏิบัติซึ่งเป็นศาสนา ลัทธิของเขา . 2. “นาค” มาปลอมบวช ในศาสนาพุทธหมายความว่า ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาที่มีการ “หลับตา” ปฏิบัติ ผู้นำการ “หลับตา” ปฏิบัติซึ่งเป็นคนปลอมเอาของปลอมเข้ามาในศาสนาพุทธ เพราะพุทธที่สัมมาทิฏฐินั้นจะมีหลักปฏิบัติแท้ๆคือจรณะ 15 วิชชา 8 ซึ่งมี อปัณณกปฏิปทา 3 ยืนยันการเป็นศาสนาพุทธที่แท้จริงถูกต้อง มีหลักธรรมชัดเจนอยู่อย่างนี้แต่เขาก็มืดบอดจริงๆ การหลับตาปฏิบัติมันตรงกันข้ามกันเลยกับ “อปัณณกปฏิปทา 3” . 3. ผู้นำวิธี “หลับตา”มาใช้ในศาสนาพุทธจึงเป็นนาคหรืองูปลอมเข้ามาเผยลัทธิวิชาของเดียรถีย์ เมื่อมาอยู่ในศาสนาพุทธแล้วก็พยายามที่จะไม่ทำตนเป็น “งู” ที่ยังมี “ธาตุแท้”หรือหลับ คือนอน จนที่สุดนาคที่ปลอมเข้ามาบวชในศาสนาพุทธก็เลยเผยธาตุแท้ออกมาคือ เผลอนอน เผลอหลับไป จนร่างที่ปลอมเป็นคนมานั้นมันกลับคืนไปเป็นงู นอนหลับอยู่ในกุฏิ หางโผล่ออกมานอกประตู มีผู้พบเห็นก็จับได้ว่าเป็นนาคปลอมตัวเข้ามาบวช จึงจับสึกไล่ออกไป นี่อาตมาไม่ได้พูดเอาเองนะแต่มีตำนานเล่าขานกันมาให้รู้สึกตัวให้รู้ถึงเนื้อแท้ แต่นาคก็อ้อนวอนขอให้เห็นใจ คนผู้รักศาสนาพุทธ ศรัทธาศาสนาพุทธ อยากเป็นพุทธจึงให้ใช้คำว่า นาค เรียกผู้ที่จะขอเข้ามาบวช คำว่า นาค จึงเรียกผู้เตรียมบวช ในยุคพระพุทธเจ้าก็ไม่มีนะ แต่คนในยุคหลังก็เรียกกัน ไม่มีคำว่านาคในพระไตรปิฎก มามีอยู่ในรุ่นหลัง . 4. เมื่อ “นาค” พยายามแทรกเข้ามาบวชในศาสนาพุทธ ก็พยายามจะไม่ให้ “ความเป็นนาค”บังเกิดออกมาอย่างยิ่ง อย่างใหญ่อย่างมหายิ่งมหาใหญ่ จนต้องเรียกว่า “พญา”ผู้ยิ่งใหญ่ ที่รักศรัทธาศาสนาพุทธ ก็พากเพียรที่จะไม่ให้ตนเป็นนาค ก็เท่ากับผู้เฝ้ารักษาความเป็นพุทธอย่างยิ่งใหญ่ จึงมีสัญลักษณ์เป็น “นาคปรก 7 เศียร” นั่นหมายถึงผู้รู้ว่า ตัวเป็นนาคผู้มีรากฐานมาจากงู แต่รักศรัทธาศาสนาพุทธสุดชีวิต จึงคอยปกป้องรักษาศาสนาพุทธจริงจังแน่แท้ แล้วตนก็จะเป็นพุทธสุดยอดถึงนิพพาน ถึงพระพุทธเจ้าให้ได้ ก็แสดงถึงความเป็นนิยตะ คือเลข 7 ขั้นที่ 7 คือขั้นเป็นผู้มีเชื้อพุทธแท้แล้วแน่นอนไม่มีเปลี่ยนแปลง มีแต่จะไปสู่ที่สูงที่สุด . จึงนับเข้าขั้นผู้รู้ดีในความเป็นนาคอย่างยิ่งและออกจากความเป็นนาคได้เด็ดขาดจริงแท้ จึงนับเข้าขั้นเป็นผู้รู้ทัน ผู้ปลอมตัวมาบวชในศาสนาพุทธ เป็นผู้ปราบผู้ปลอมตัวมานอน มาหลับ มาซุกตัวเผยแพร่ ความเป็นงูความเป็นนาค ผู้มาเผยแพร่ลัทธิงูลัทธินาค . 5. แต่ “นาค” ก็ยอดเก่งยอดบุกรุก จนได้ชื่อว่า เป็นจอมนาคหรือพญานาคเข้ามาเผยแพร่ลัทธิหลับ ลัทธินอนของตนจนได้ เป็นยอดงู จอมนาค จนศิลปินต้องยกฐานะให้เป็น “พญางู”มาตกแต่งหน้าตา หูหัว สัดส่วนรูปร่างให้มีรูปร่าง มีหงอน มีแง่ มีอะไรต่างๆเป็นลวดลาย ให้ดูเขื่องดูโก้ ดูยิ่งใหญ่หรูหรา มโหฬาร แตกต่างจากงูสามัญ เป็น “พญางู-พญานาค” ดังที่เห็นกันนั่นเอง . 6. สุดท้าย “ธาตุแท้”ของตนก็คือลัทธิ “หลับ” ยิ่ง “หลับ” ก็ยิ่งไม่ตื่น-ไม่รู้โลก ก็ยิ่งคือผู้อวิชชาเป็น “พญานาค” . 7. สุดท้ายแห่งสุดท้ายก็หมดท่าแห่งความตื่น สิ้นสภาพผู้ที่เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน จึงกลายเป็นพญานาคที่หลับไม่รู้คู้ไม่เห็น จะรู้สึกตัวขึ้นมาจากการ “หลับไม่รู้คู้ไม่เห็น” เป็น “พญานาค”นอนเฝ้าถาดทองคำที่พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์อุบัติขึ้นมาในโลก . ถาดทองคำก็จะลอยทวนกระแสขึ้นไป แล้วไปหยุด ณ ที่แห่งเดียวกัน ตรงกันกับพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ แล้วจมลงไปกระทบกับถาดทองคำของพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ดัง “ด้วยเสียงของถาดทองคำ” ทีเดียว ซึ่งหมายถึงเสียงสุดวิเศษแห่งโลกุตระธรรม อันไม่มีธรรมใดของศาสนาใดในเทวนิยมมีกันได้เลย กระนั้นก็ยังทำให้ “พญานาค”รู้ได้ว่าเป็นเสียงของ “ถาดทองคำของพระพุทธเจ้า” ได้ . เมื่อได้ยินเสียงวิเศษนี้ จึงพอจะรู้สึกตัวขึ้นมาครั้งหนึ่ง หลังจากได้หลับไม่รู้คู้ไม่เห็นหรืออวิชชามาตลอดกาลที่เป็นกาละ ว่า อ้อ! พระพุทธเจ้า อุบัติขึ้นมาในโลกอีกพระองค์หนึ่งแล้วหรือ? ว่าแล้วก็ “หลับไม่รู้คู้ไม่เห็น” นั่นคือ อวิชชาต่อไป ด้วยการหลงใหลหลับใหลอยู่กับการ “หลับตา” นี่เอง เป็น “พญานาค” นอนเฝ้าถาดทองคำอยู่ใต้ก้นมหาสมุทร ที่มีถาดทองคำซ้อนกันเป็นล้านๆถาด เพราะ พระพุทธเจ้า นั้นอุบัติขึ้นมาในโลกนับไม่ถ้วนเป็นล้านๆองค์แล้ว . 8. “พญานาค”ก็ยังคงมีแม้ทุกวันนี้ คือ “งู” หรือคนที่มีลัทธิวิธี “หลับตา”หรือ “หลับไม่รู้คู้ไม่เห็น”ก็คือ “โจรปล้นศาสนา”อยู่นั่นเอง
9. พระพุทธเจ้าจึงทรงเปรียบเปรยไว้ว่า “ผู้ทำลายศาสนา” นั้นคือ “โจร” ที่มีพระราชาผู้เป็นผู้รู้ว่าใครเป็นโจร จึงสั่งให้เจ้าพนักงานไปประหารเสีย ประหารด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเช้าแต่ “โจร”ก็ไม่ตาย จึงทำการปล้นทำลายศาสนาอยู่นั่นเอง พระราชาทรงพบเจ้าพนักงานก็ตรัสถามว่า โจรตายหรือยัง? เจ้าพนักงานก็ทูลตอบว่ายังไม่ตาย ก็ส่งให้ไปประหารอีกในตอนกลางวันด้วยหอกร้อยเล่ม ตกเย็นพระราชาก็เพราะเจ้าพนักงานก็จะถามอีกว่าโจรตายแล้วหรือ เจ้าพนักงานก็ทูลตอบอีกว่ามันยังไม่ตายพระเจ้าข้า ก็ทรงให้ไปประหารด้วยหอกร้อยเล่มในตอนเย็น โจรก็ยังไม่ตาย . 10. ทุกวันนี้ “พญานาค”ก็จึงยังไม่ตาย ยังพากันมาปลอมบวชในศาสนาพุทธ มาพาชาวพุทธผู้ด้อยปัญญา ไป “หลับไม่รู้คู้ไม่เห็น” ไม่มี “จักษุ-ปัญญา-ญาณ-วิชชา-อาโลก”กันอยู่ เห็นไหมว่า “พญานาค” ก็ยังมีอยู่นั่นเอง . นี่ปอกเปลือกพญานาคให้ฟัง พญานาคมีจริงหรือเปล่า ?...พญานาคไม่มี พระพุทธเจ้าตรัสว่า อาศัย ความมีกับความไม่มี ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 43 อาศัยสิ่งนี้แหละสอนกันพูดกันหมด . สรุปแล้ว ในโลกนี้มีความมีกับความไม่มี แม้แต่พญานาค ก็คือ สิ่งที่มีหรือสิ่งที่ไม่มี (ไม่มี)แต่มันมี อาตมาเป็น อนุปคัมมะ มัชฌิมา เป็นคนกลางๆ ก็เห็นอยู่ว่าพญานาคมันก็มี อนุปคัมมะ ผู้มีอิทธิพลเหนือความมีความไม่มี ความจริงความไม่จริง ก็จึงเห็นว่า มันเป็นเรื่อง อจินไตย เป็นเรื่องนิรันดร มันก็ยังมี . พระพุทธเจ้าเปรียบเปรยว่าเป็นโจรปล้นศาสนา ให้เอาไปฆ่าตอนเช้าด้วยหอกร้อยเล่ม ก็ยังไม่ตาย ตอนกลางวันเจอแล้วเอาไปฆ่าอีกก็ยังไม่ตาย เย็นพบอีกบอกว่าไม่ตาย ก็ให้เอาไปฆ่าอีกตอนเย็น ท่านก็จบไว้แค่นั้น พรุ่งนี้เช้ามาถามอีกก็ต้องเสียหอกไปอีกร้อยเล่ม ฆ่าก็ยังไม่ตาย ตอนกลางวัน ตอนเย็นก็ยังไม่ตาย พรุ่งนี้ก็มาถามอีกมันก็ยังไม่ตาย . ในมูลสูตร 10มีฉันทะเป็นมูล มีความยินดีเป็นรากเค้าใหญ่เลย ชาวพุทธก็มีความยินดีในศาสนาพุทธทั้งนั้นแหละแต่ไม่ใช่ฉันทะ เป็นแค่ศรัทธา จิตที่ฉันทะ โอ้โหต้องทำใจมันยินดีแล้วจะต้องเอาให้ได้ๆ เอาโลกุตระ เอาอนัตตาให้ได้ เอานิพพานให้ได้ จะได้ต้องทำไง ก็ต้องทำใจ มนสิการ ต้องเข้าไปทำใจในใจให้เป็น เพราะฉะนั้นการนั่งหลับตาเขาก็เข้าไปทำใจในใจของเขา อันนั้นทำใจให้เละ เลอะ มันไม่เป็นมันไปไม่ได้มันมืด มีแต่เป็นพญานาคดำมืด . สุดท้ายก็กลายเป็นพญานาคนอนหลับไม่รู้คู้ไม่เห็น อวิชชาอยู่ตลอดกาล หลับนานมากเลยนะ นอนหลับไม่รู้คู้ไม่เห็นมืดดับอยู่ใต้ก้นบึ้งมหาสมุทร ที่มีถาดทองคำ เฝ้าถาดทองคำพระพุทธเจ้าอยู่เป็นล้านล้านถาด กอง นอนเฝ้าอยู่นั่นแหละนิรันดร พวกหลับตา อวิชชา นอนหลับไม่รู้คู้ไม่เห็น พวกนี้นิรันดร โง่นิรันดร ไม่รู้เรื่องนิรันดร มืดนิรันดร มืดอยู่อย่างนั้นแหละ . จนกว่าจะมีเสียงวิเศษของพระพุทธเจ้าที่ลอยถาดทองคำมากระทบถาดทองคำของพระเจ้าองค์ก่อน ดังกิ๊ก ก็จะรู้สึกขึ้นมา 1 ครั้ง ในนิรันดรที่คุณหลับ หลับไม่รู้ว่า โธ่เอ๋ย พระพุทธเจ้ามาเกิดฃทำไม พระพุทธเจ้ามาเกิดอีกแล้วหรือ ? หรือไม่ก็รู้แค่ว่า พระพุทธเจ้าเกิดอีกพระองค์แล้วหรือ กริ๊ก แล้วก็นอนหลับต่อ หลับไม่รู้คู้ไม่เห็นอยู่ในใต้ก้นมหาสมุทรนั้นอยู่ไปอีกนิรันดรนิรันดร โอ้ย หอก 300 เล่มแทงไปเช้ากลางวันเย็นมันหักจริงๆ ไม่เหลือเลยคนพวกนี้ ไม่เหลือหรอก ............................................................ โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์... 8 ธันวาคม 2564