641228 ตามรอยพระอรหันต์...ยายกิมตัง อรหันต์ในร่างฆราวาสชาวอโศก ตอนที่ 2_บันทึกปัจฉาพ่อครู โดย ส.แสนดิน.docx
เนื้อหาในไฟล์
ตามรอยพระอรหันต์...ยายกิมตัง อรหันต์ในร่างฆราวาสชาวอโศก ตอนที่ 2
เรือชีวิต ๕๕๘ - ฆวาลา “หัวใจไม่เคยยอมแพ้” (บทความของ ฆวาลา ที่เป็นชาวอโศกคนหนึ่ง เขียนบทความในหนังสือ “พลอยแกมเพชร” เล่มสุดท้าย)
ภาพของยายกิ้มอายุ ๘๐ ปี นั่งยองๆกวาดใบไม้ที่ลานวัด เป็นภาพที่แสนคุ้นตาของผู้ที่ไปวัดนั้นอยู่เป็นประจำ เพราะยายทำหน้าที่นี้ด้วยใจสมัครมากว่า ๑๐ ปี ไม่มีวันหยุด ยายกิ้มเกิดมาในครอบครัวคนจีนที่พ่อแม่ไม่ยินดีกับการได้ลูกสาว แม่คลอดลูกสาวออกมาทีไรก็ยกไปให้คนอื่น แล้วแม่ก็ตั้งท้องใหม่ รอลูกชายที่หวังให้มาเกิดแทนลูกสาว ด.ญ.กิมในตอนนั้นจึงต้องไปอยู่กับอาซึ่งไม่มีลูก อาได้ไปขอเด็กผู้ชายคนหนึ่ง อายุมากกว่ากิ้มเล็กน้อย มาเป็นลูกบุญธรรม กิ้มมีหน้าที่รับใช้ทุกคนในบ้าน ไม่ได้เข้าโรงเรียนแต่อย่างใด กิ้มมีงานบ้านทำล้นมือตั้งแต่ยังเล็ก แต่ก็ยังหาเวลาเรียนหนังสือกับพี่ชาย จนอ่านออกเขียนได้ และชอบจดบันทึกสิ่งต่างๆที่พบเจอ สิ่งไหนทำไม่เป็น กิ้มก็ไปยืนดูจนจำได้และมาหัดทำด้วยตนเองในภายหลังจนทำเป็น เมื่อพี่ชายเป็นหนุ่มก็แต่งพี่สะใภ้เข้าบ้าน กิ้มจึงมีงานเพิ่มมากขึ้นไปอีก เพราะพี่สะใภ้ค่อยๆมีลูกหัวปีท้ายปี จนถึง ๑๑ คน กิ้มช่วยดูแลหลานมาโดยตลอดเพราะสงสารพี่สะใภ้ กิ้มคิดว่าหากตนไม่ช่วย แล้วพี่สะใภ้จะทำอย่างไร ทั้งลูกเต้าและงานการในบ้านที่แสนจะมากมาย กิ้มเห็นเรื่องครอบครัวเป็นเรื่องวุ่นวายยุ่งยาก จึงไม่เคยคิดจะแต่งงานแยกออกไป ทั้งที่มีคนมาชอบพอหลายราย ด้วยว่ากิ้มหน้าตาดี รูปร่างผอมบาง และที่สำคัญเป็นคนยอดขยัน ใครๆก็บอกว่าแต่งออกเรือนไปดีกว่า ชีวิตจะได้สบายขึ้น ไม่ต้องมารับใช้เขาทั้งบ้านแบบนี้ แต่กิ้มเลือกที่จะ‘ช่วย’ มากกว่าที่จะแยกออกไป‘เผื่อ’ จะสบายขึ้น กิ้มช่วยงานบ้านทุกอย่าง รวมทั้ง ร
อ่านต่อ
ับส่งหลานไปโรงเรียน จนหลานๆเติบโตเป็นฝั่งเป็นฝาไป ๙ คน เหลืออีกสองคนสุดท้าย วันหนึ่งกิ้มเปิดรายการวิทยุ‘เพื่อนช่วยเพื่อน’ ฟังพระเทศน์แล้วชอบใจ จึงติดตามฟังมาตลอด และแล้ววันนั้นพระท่านก็บอกว่าหากจะมาอยู่วัดที่ท่านอยู่นี่ ก็อย่ามาเกินอายุ ๖๐ ปีเพราะแก่แล้ว สุขภาพอาจไม่อำนวย จะปฏิบัติอะไรก็ลำบาก หากคิดจะมาก็ให้รีบมาเสียก่อนแก่ กิ้มคิดว่าไม่ได้การแล้ว เราฟังท่านมาก็นาน ตอนนี้ก็อายุ ๕๕ ปีแล้ว วัดก็อยากไป แต่ยังเหลือหลานอีกสองคนที่ยังไม่ออกเรือน ครั้นจะรอก็อาจไม่ทัน เพราะดูหลานยังไม่มีวี่แววแม้แต่จะมีแฟน กิ้มจึงตัดสินใจไปวัด มิไยจะมีเสียงทัดทานจากพี่ชาย พี่สะใภ้ และหลานๆ ว่าให้อยู่ด้วยกันเถิด เมื่อกิ้มตัดสินใจแล้ว ใครๆก็รู้ว่ากิ้มไม่เปลี่ยนใจ และไม่ว่าใครจะพูดอย่างไร กิ้มก็ไม่สนใจ เข้าวัดแล้ว กิ้มตั้งใจปฏิบัติธรรมอย่างแข็งขัน ด้วยว่าเสียเวลาไปมากแล้วให้กับชีวิตทางโลก ส่วนการทำเพื่อผู้อื่น กิ้มก็ทำมามากแล้ว บัดนี้ได้เวลาฝึกฝนตน ลดละกิเลสให้เบาบาง กิ้มตื่นมาทำวัตรเวลาตีสามครึ่งทุกวันตั้งแต่เข้าวัดแทบไม่เคยขาด ถือเป็นภารกิจที่สำคัญยามเช้า เสร็จแล้วก็ทำงานส่วนกลางที่ยังขาดคนช่วย ไม่ว่าจะเป็นโรงครัว โรงขยะ ทำความสะอาดเขตนักบวช งานประดามีในวัด กิ้มทำมาหมดแทบทุกอย่าง จนอายุมากขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายไม่สามารถรับงานได้เหมือนเก่า แต่หัวใจยังเต็มร้อย ยายกิ้มจึงยอมเลิกงานบางอย่างไป แต่ไม่เคยหยุดทำงาน เพราะยังมีงานที่สามารถนั่งยองๆทำได้ เช่น กวาดใบไม้ที่ลานวัด ยายกิ้มนั่งยองๆ กวาดกระเถิบไปเรื่อยๆ วันนี้กวาดตรงนี้ พรุ่งนี้กวาดตรงนั้น มะรืนก็กวาดตรงโน้น กวาดไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก หายเหนื่อยก็กวาดต่อ ยายกิ้มตัวเล็กมาก และงานที่ยายทำก็ดูเป็นเรื่องเล็กน้อย เพียงแค่กวาดใบไม้ ทำอยู่อย่างนี้ทุกวันเป็นเวลาสิบกว่าปี โดยไม่สนใจว่าจะมีใครเห็นหรือไม่เห็น จะมีใครชื่นชมหรือไม่ ทำจนเป็นปรกติ เหมือนการหายใจ ขณะฉันพูดคุยกับยาย ยายก็ไม่วางมือ บอกว่าไม่อยากเสียเวลา ขอทำงานไปด้วย ยายใส่รองเท้าแตะสองข้างไม่เหมือนกัน ข้างหนึ่งสีชมพู อีกข้างสีม่วง ดูเท่มาก ยายว่า เขาทิ้งแล้ว เหลืออย่างละข้าง เลยเอามาใส่ ยังใช้ได้ดีมีประโยชน์ ผ้าถุงก็ตัดต่อดัดแปลงจากเศษผ้า ยายว่า “เสื้อผ้าฉันเยอะแยะ คนช่างทิ้งกันนัก ที่มีอยู่ ฉันใส่จนตายก็ไม่หมด” แต่ที่ฉันประทับใจที่สุดก็คือ มือของยาย ช่างเป็นมือที่บ่งบอกว่ายายผ่านประสบการณ์และเรื่องราวต่างๆมามากมาย ยายทำมาแล้ว งานหนักทุกชนิด เห็นได้จากข้อและเอ็นที่ปูดโปนทุกนิ้ว เล็บนั้นยายบอก “สมัยสาวๆ ขยันมาก ทำงานจนเล็บกุดจะเน่า แต่ไม่เป็นไร มันเป็นได้ มันก็หายได้ นี่เห็นไหม ตอนนี้มันก็กลับดีแล้ว ไม่ต้องไปหามดหาหมอให้วุ่นวาย” “อยู่วัดยายกินอะไรบ้างคะ” ฉันถาม “ก็กินอะไรที่มันเหลืออยู่มาก” ยายตอบไวและง่ายที่สุด “ฉันกินอะไรๆได้ทุกอย่าง เด็กๆกินแต่ข้าวต้มกับเกลือ ก็อยู่มาได้แข็งแรงจนป่านนี้ จะไปยากอะไรกับเรื่องกิน ฉันกินข้าวได้เป็นกะละมังนะ เห็นตัวเล็กๆอย่างนี้” “ตอนนี้ยายอยู่กับใครคะ” “อยู่คนเดียว สบายดี บ้านฉันก็หลังนิดเดียว นอนฉันก็ไม่ต้องใช้เสื่อ ใช้หมอนอะไร นอนบนยกพื้นที่เป็นแคร่ไม้ หลับสบายทุกคืน พัดลมก็ไม่เคยใช้” “โห-แล้วเวลาร้อนละคะยาย ร้อนแล้วเหงื่อก็ออก เหนอะหนะมาก” “ร้อนก็จะเป็นไรไปล่ะ เหงื่อออกก็ดี สบายตัวดี ไม่เห็นต้องไปเดือดร้อนหาพัดลมอะไร” อึ้ง-ง-ง ค่ะ “เช้าๆยายตื่นกี่โมงคะ” “ก็แล้วแต่ ถ้าตื่นทำวัตรก็ต้องให้ทันตีสามครึ่ง แต่ถ้าเผอิญตื่นก่อน เช่นบางคืนตื่นตีสอง ก็โชคดีไป มีเวลาเพิ่มมาอีกชั่วโมงกว่า ได้เอาไปทำงานก่อนไปทำวัตรเช้า” โอ้ว-ว-ว ใจยายกิ้มช่างยอด ช่างยิ่งใหญ่ ฉันถามว่า “ยายอยู่วัดมีความสุขสบายดีไหม เคยอยากกลับไปอยู่บ้านกับหลานๆไหมคะ” “ไม่เคยคิด ฉันอยู่วัดสบายที่สุด ใครจะสบายไปยิ่งกว่าฉัน ฉันกินข้าวได้มาก กินอะไรก็ได้ไม่เรื่องมาก ถึงเวลานอน ฉันก็หลับสบาย ตื่นเช้ามาฉันก็ขับถ่ายได้ดีทุกวัน แล้วอย่างนี้ไม่เรียกว่าเป็นสุขจะเรียกอะไร” “ยายปวดเมื่อยบ้างไหม ทำงานทั้งวัน” “ก็มีบ้าง แต่ฉันไม่เคยต้องให้ใครมานวด ถ้าฉันเมื่อยก็ยกขาขึ้นเวลานอน บริหารเอาเอง” “ยายแก่กว่านี้จะลำบากไหมคะ อยู่คนเดียว มีอะไรกังวลใจหรือเปล่าคะ” “ไม่เลย ฉันไม่เคยคิดจะเป็นภาระของใคร ไม่อยากให้ใครต้องมาเดือดร้อนเพราะฉัน ฉันจึงฝึกดูแลตัวเอง ระมัดระวังให้มีสติอยู่เสมอ ฉันไม่มีอะไรต้องห่วง ฉันรู้สึกว่าฉันเป็นคนโชคดี ยังช่วยตัวเองได้ทุกเรื่อง ใจฉันไม่เคยพ่ายแพ้ ก็ไม่รู้จะพูดจะบอกยังไง ว่าฉันเป็นคนที่มีความสุขที่สุด”
ทึ่งตะลึงซาบซึ้งจับใจ ดูไฉนเขาก็คนเช่นเราทุกอย่าง กายเล็กใหญ่ ไม่เห็นต่าง แต่ใจสิไยห่างกันหนักหนา ทึ่งตะลึงซาบซึ้งแปลกใจ ดูไฉนใจเขาจึงต่างคนทั้งหล้า ใจเขาซื่อ ใจเขากล้า ท่าทีที่ทำน้ำใจเลิศคน ทึ่งตะลึงที่เขากล้าฝัน ยืนหยัดหยันฝืนสังคมล่มจมนั้นได้ ใจเขายอด ใจยิ่งใหญ่ ฝึกใจอย่างไรถึงจึง ทึ่งจัง
...เพลง ทึ่งจริงๆ (ถึงจริงๆ) คําร้อง-ทํานอง โดย ครูรัก รักพงษ์ ............................................................