641216 โสดาบันกับศีล 5, กลัวคนอื่นว่าเราเป็นคนธัมมะธัมโม_บันทึกปัจฉาพ่อครู โดย ส.แสนดิน.docx
เนื้อหาในไฟล์
สาระจากย่อยธรรมะภาคเช้า : โสดาบันกับศีล 5, กลัวคนอื่นว่าเราเป็นคนธัมมะธัมโม
กราบนมัสการสมณะและสิกขมาตุทุกท่านค่ะ เจริญธรรมญาติธรรมทุกท่านค่ะ......วันนี้ขอโอกาสถามคำถามค่ะ
1. พระโสดาบัน ต้องมีศีล 5 ถึงขั้น เป็นไทโดยศีลทุกข้อหมดไหมคะ
ตอบ...พระโสดาบัน ถือเกณฑ์ โสดาปัตติผล คือ ต้องพ้น สังโยชน์ 3 ข้อแรกก่อน คือ ๑.พ้นสักกายทิฏฐิ(สัมผัสกายแล้วอ่านกิเลสตนเองในปัจจุบันได้ทัน)
๒. พ้นวิจิกิจฉาฯ คือไม่สงสัยเลยว่า ที่สัมผัสอยู่ทางทวารทั้ง 5 กับ คน,สัตว์(ศีลข้อ 1) - สิ่งของ,พืช(ศีลข้อ 2) - เกิดรสชาติกามคุณ 5 (ศีลข้อ 3) แน่ชัด ชัดเจนแน่นอนว่านี่ คือกิเลสของตนอย่างไม่ต้องสงสัย
๓. พ้น สีลัพพตปรามาส คือ สามารถลดละอาการกิเลสได้อย่างไม่กดข่ม มีปัญญาลดอาการ ราคะ(โลภะ) โทสะ ขณะเกิดผัสสะได้ (แม้ยังลดกิเลสได้ไม่หมด)
ความหมายของคำว่าเป็นไท ตาม การตรวจศีลด้วยกรรม 3 ของ สมณะซาบซึ้ง ที่ทำไว้ให้ชาวอโศกตรวจศีล เป็นไท คือ ลดละกิเลสได้ไปทีละส่วนอย่างมีปัญญา โดยที่ถึงแม้จะลดกิเลสไม่ได้ทั้งหมดก็ตาม แต่จะไม่ใช่กดข่มไว้อย่างเดียวโดยไม่ใช้ปัญญาเลย ซึ่งหมายถึงว่า การกดข่มก็มีได้ด้วย แต่ต้องมีส่วนที่ลดกิเลสได้ด้วยปัญญาอันยิ่ง
ดังนั้น ถามว่า พระโสดาบัน ต้องเป็นไทในศีล 5 หรือไม่ ตอบว่า ต้องเป็นไทในศีล 5 ทุกข้อ (ในความหมายของการตรวจศีลของสมณะซาบซึ้ง)
ส่วน สังโยชน์ข้อ 4 คือ กามราคะ และ ข้อ 5 คือ ปฏิฆะ เป็นสังโยชน์ของพระสกิทาคามี ส่วน พระอนาคามี หมดกิเลส สังโยชน์ 5 ข้อแรกได้ เหลือแต่กิเลส สังโยชน์เบื้องสูงอีก 5 ข้อหลังที่ต้องทำให้หมดจึงได้เป็นพระอรหันต์ ....................................................... 2. การดูจิตในจิต เข่น ศีลข้อ 1 เราเห็นว่าเรารู้สึกเบื่อเซ็ง เมื่อนึกถึง
อ่านต่อ
การกระทำของคนๆหนึ่งขี้นมา มันเกิดขึ้นมาแล้วๆ เราก็เห็น อันนี้ถือเป็นศีลพร้อย?....ที่เป็นศีลพร้อยเพราะเราเห็นโทษของโทสะที่เกิดบ่อยๆ จนเราเซ็งกับเหตุการณ์นั้นๆ ใช่ไหมคะ จนศีลไม่ขาด ไม่ทะลุแล้ว?
ตอบ...เมื่อเรามีปัญญาที่จะ เซ็ง เจ้ากิเลสโทสะ ยังเกิดกับเรา เรียกว่า มีความหน่ายจางคลายจากกิเลสโทสะนั้นๆ แล้วกิเลสโทสะเราลดได้ เมื่อต้องไปเผชิญกับเหตุนั้นๆ คนนั้นๆอีก เราก็ลดโทสะได้ แม้ไม่หมดก็ตาม เรียกว่าศีลไม่ขาดไม่ทะลุ และเป็นไทได้เพราะมีปัญญาไม่กดข่ม รู้เห็นโทษภัย ความน่ากลัวของโทสะที่เรามี จนเราละอาย กลัวมากขึ้น กิเลสโทสะก็ลดลง จนไม่มีมาอีกเลย แม้ผัสสะอยู่ ก็คือเป็นไทแล้ว
แต่หากเรากดข่มกิเลสไว้ แม้ไม่แสดงออกทางกาย วาจาก็ตาม จิตเราก็ยังมีความกดดัน มีโทสะอยู่ภายใน เราก็ยังมีศีลพร้อยอยู่นั่นเอง ....................................................... 3. เวลาฟังธรรม หรืออ่านหนังสือธรรมะ จะไม่อยากให้คนคิดว่าเราเป็นคนธรรมะ ธัมโม เพราะรู้สึกละอายว่าที่ตัวเราศึกษาธรรมะเพราะเรามีข้อไม่ดีเยอะ อย่ามาคิดว่าเราเป็นคนดีมาก ไม่ชอบให้คนมาพูดว่า เห็นฟังธรรม อ่านหนังสือธรรมะ แต่ไม่ เห็นจะเป็นคนดีขึ้นเลย มีความเห็นแบบนี้ เป็นความเห็นผิดไหมคะ
ตอบ...หากเขาว่าเราปฏิบัติธรรมแล้วยังเป็นคนไม่ดี ... ก็ลองฟังเขาดูว่า เรายังไม่ดีในส่วนไหน ก็ดีมากเลยที่เขาได้ช่วยสอดส่องเรา เราจะได้ปรับปรุงพัฒนาตนเองให้ดีมากยิ่งขึ้นไปอีก ต้องขอบคุณเขาด้วยซ้ำ ไม่ควรจะไปไม่ชอบใจเขาเลย สำคัญที่เราจะได้ใช้เป็นโจทย์ในการลดละโลกธรรม การติด สรรเสริญเยินยอ การไม่ชอบใจในคำตำหนิ เป็นโจทย์ทำให้จิตเราแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น โจทย์มาทดสอบจิตใจเราว่าจะลังเลหรือไม่มั่นใจในการปฏิบัติธรรมหรือไม่
เราสามารถทำดีได้ ถือศีล อ่านหนังสือธรรมะ เพื่อพัฒนากายกรรม วจีกรรม มโนกรรมของเราให้พ้นทุกข์ แต่เราไม่สามารถไปห้ามไม่ให้คนอื่นคิดหรือไม่คิดกับเราอย่างไรได้
คนอื่นจะคิดกับเราอย่างไร ขึ้นอยู่กับทั้งพฤติกรรม ของเราและของคนอื่นเขา รวมถึงวิบากกรรมที่เราได้ทำมา รวมกันแล้วจะออกผลอย่างไร หากเราไปคิดแทนคนอื่นว่าเขาจะว่าเราอย่างนั้นอย่างนี้ เราก็ไปคิดในส่ิงที่เสียเวลา เสียสมองไปคิดแทนเขา ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ทำไปแล้วจะฟุ้งซ่านรำคาญใจเปล่าๆ ไม่เกิดประโยชน์
ที่เราละอายว่า เรายังเป็นคนไม่ดีนั้นก็เป็นความเห็นที่ไม่ผิด เพราะเรายังมีความไม่ดีในตัวอีกมากที่ต้องปรับปรุง แต่หากเราอ่านหนังสือธรรมะแล้วตอบโจทย์ชีวิตเรา ทำให้เราพ้นทุกข์ พ้นความเป็นคนไม่ดีไปได้ทีละลำดับ เราจะได้เป็นคนดีที่แท้จริง ไม่เวียนกลับไปทำชั่วอีกเป็นลำดับ หากเราปฏิบัติธรรมได้ถึงจิตแล้ว คนอื่นจะว่าเราดีหรือไม่ดีอย่างไร ก็จะไม่มีผลให้เราท้อแท้หรือเลิกปฏิบัติธรรมได้เลย เมื่อเราปฏิบัติธรรมได้ดีมากขึ้นๆ คนอื่นก็จะยอมรับความจริงไปเองในที่สุด ....................................................... 4. ตั้งตะบะขึ้นมาแล้วจะเห็นกิเลสชัด เห็นเวทนาชัด....เห็นชัดจริงๆค่ะ มันมาก เสียจนมีการท้อ เมื่อไรเราจะก้าวข้ามผ่านได้ มีข้อธรรมใด ไว้ใช้เตือนตนเวลาท้อ เจ๋งๆไหมคะ? ตอบ...ท้อ...มีไว้ให้ลิงมันถือ(ลิงติดแป้น) ส่วนมนุษย์อย่างเรามีหน้าที่กินลูกท้อ... หากตั้งตบะได้ตรงกันสักกายะของเรา ประมาณในการตั้งตบะให้พอดี ลำบากแต่พอให้เราสู้ไหว เรียงลำดับกิเลสที่จะต้องสู้ก่อนให้ดีๆ เราจะสู้พอได้ ตั้งตนบนความลำบาก กุศลธรรมเจริญยิ่ง หากตั้งได้พอเหมาะพอดีกับตน จะไม่แพ้แบบเข็ดขยาด อาจมีแพ้บ้างชนะบ้าง ทำไปจนชนะมากกว่าแพ้ ก็จะมีกำลังใจ มีปีติในการปฏิบัติ มีพลังมีอินทรีย์พละเพิ่ม ทำให้เราอยากลดละกิเลสให้มากยิ่งขึ้นไปอีก เหมือนถือศีล 5 ได้ดี ได้อานิสงส์เราก็อยากจะถือศีล 8 ต่อไปอีกนั่นเอง
แต่หากเราตั้งตบะไม่ตรงสักกายะของเรา ตั้งตามคนอื่นว่า หรือตั้งเบาไปไม่ได้เห็นกิเลส ไม่ได้ลดกิเลส หรือตั้งตบะหนักไป จนเราทำไม่ได้ กดข่มไว้ อันนี้ก็จะทำให้เรากลายเป็นลิง ที่มักต้องได้แบกลูกท้อไปอยู่เรื่อย สุดท้าย ก็จะเข็ดขยาด ไม่อยากเพิ่มอธิศีล ติดแป้นในที่สุด เป็นลิงติดแป้น .......................................................