ปฏิบัติศีลด้วยลืมตาเปิดสัมมาทิฏฐิจึงเกิดสังคมบุญนิยม.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข20 ธันวาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

ปฏิบัติศีลด้วยลืมตาเปิดสัมมาทิฏฐิจึงเกิดสังคมบุญนิยม พ่อครูว่า... เริ่มต้นตั้งแต่ ศีล ศีลคือหลักปฏิบัติ ตั้งแต่ 1 ข้อ 2 ข้อ 5 ข้อ เป็นพื้นฐาน รู้กันอยู่แล้วว่าศีล 5 เป็นพื้นฐาน จริงๆแล้วศีล 5 เป็นพื้นฐาน ก็ครอบคลุมหมดแล้ว ศีลจริงๆนั้น 3 ข้อ คือข้อ 1 2 3 ครอบคลุมหมดแล้ว ต่อจากนั้นก็เป็นวาจา ต่อจากนั้นก็เป็นจติต ข้อที่ 5 ก็เป็นจิตข้อที่ 4 ก็เป็นสัมมาวาจา ขยายผลออกไปจาก 3 ข้อนั่นแหละ ถ้าเข้าใจแก่นแท้ 3 ข้อนี้ 1. เรื่องเกี่ยวข้องกับสัตว์ 2. เกี่ยวข้องกับทุกสิ่งทุกอย่างวัตถุอื่นทั้งหลาย ทุกอย่างนอกจากความเป็นสัตว์ 3. เป็นเรื่องขององค์รวม รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสที่เป็นกาม กามคุณ 5 ภายนอก ส่วนภายในนั้นค่อยๆลึกเข้าไปตามศีลข้อที่ 5 ลึกเข้าไปเป็นขั้นๆ จากสุรา เมรยะ มัชชะ ติดยึดเมามาย หยาบก็สุรา ไปพ้นเมรยะ พ้นมัชชะ เป็นต้น เพราะฉะนั้น ผู้ที่เข้าใจทฤษฎีของพระพุทธเจ้าในเรื่องของศีลและทำให้จิตเจริญเรียกว่าอธิจิต หรือจิตสมบูรณ์ จิตละกิเลสเรียบร้อยแล้ว แล้วก็ตกผลึกลงไป เป็นอเนญชา ตั้งมั่น แข็งแรงเป็น สมาหิโต ซึ่งไม่เหมือนที่เขาอธิบายกันถึงเรื่องสมาธิ มันเป็นเรื่องนอกรีต ของพระพุทธเจ้านั้นทุกวันนี้ก็ยังเข้าใจสมาธิของพระพุทธเจ้าไม่ได้ แม้แต่การปฏิบัติศีลเพื่อให้เกิดอธิจิต เพื่อให้เกิดอธิปัญญา เขาก็ไม่เข้าใจ ปฏิบัติศีลไปเป็นจารีตประเพณี เป็นมะยังภันเตวิสุงวิสุงไป เขาบอกว่าควบคุมได้แต่กายวาจา ไม่ได้เกี่ยวกับจิต นี่มันก็ตัดทิ้งแล้ว เพราะฉะนั้น ศีลก็ไม่มีประโยชน์ ได้แต่กายกับวาจา กายกับวาจาไม่เที่ยง จะเที่ยงได้ต้องมีจิตเป็นประธาน จิตเป็นประธานจึงจะเที่ยง จิตต้องหมดกิเลสจึงจะตั้งมั่นแข็งแรง เพราะจิตที่มีความจริงมีสัจจะที่ไม่มีกิเลสเป็นตัวบังคับ มันจึงจะจริง แต่เขาไม่ได้ศึกษา

อ่านต่อ

อย่างนั้นเลย อย่างที่เป็นการเปิดศึกษาในขณะนี้ ทิฏฐธรรม ในขณะเป็นปัจจุบันชาติหรือปัจจุบันกาล ถ้าไม่มีตัวปัจจุบันชาติ ไม่มี ทิฏฐธรรม นิพพานทิฏฐิ เพราะฉะนั้นทิฏฐิใดที่ไม่มีนิพพานเป็นทิฐธรรม นิพพานในขณะปัจจุบัน เป็น จักขุมาปรินิพพุโพติ นิพพานในขณะตาเปิดๆ ไม่ใช่ไปหลับตา ไปรู้จักสัมภเวสี อยู่ในภพอยู่ในภวังค์ ไม่ใช่ อยู่ในลืมตาทั้งหมดเลย แม้แต่ลืมตาพ้นกามคุณ 5 ภายนอกจากตาหูจมูกลิ้นกายแล้ว พ้นแล้ว แม้จะเข้าไปล้างกิเลสในรูปภพ อรูปภพ เป็น รูปาวจร อรูปาวจร ก็ต้องตาเปิดๆ หูเปิดๆ ตาเปิดๆ ทวาร 5 เปิด เปิดสัมผัสอยู่นี่แหละ แต่ทางนี้เรามีอุตรธรรมแล้วเหนือกามเหนือโลกภายนอกหมดแล้ว กามหรือว่า กิเลสในภายนอกทำอะไรเราไม่ได้แล้ว ไม่ต้องไปหลับตาไม่ต้องหนีเลย อยู่เหนือ อุตระ ซึ่งคนเข้าใจไม่ได้แล้ว มันเสื่อมไปจนกระทั่งภูมิธรรมความเฉลียวฉลาดมันพิการไปหมดแล้ว ฟังอย่างไรก็ไม่รู้เรื่องแล้วมันพิการจริง ต้องมาบูรณะประสาทใหม่ บูรณะสมองใหม่บูรณะความรู้กันใหม่เลย มันเป็นเรื่องเหน็ดเหนื่อยมากเลย อาตมาเห็นความเสื่อมของศาสนาพุทธแล้ว ทำมา 50 ปี อาตมาก็พอใจที่มีคนข้าม โอฆะสงสาร ข้ามที่มันพาผิดกันมาได้ ถึงขั้นนี้ ถึงขนาดนี้ แล้วก็มาบรรลุธรรม ในตาเปิดๆ หรือ บรรลุธรรมอย่างมีปัจจุบันชาติ จนกระทั่งได้หมู่ได้มวล มา อาตมาก็บัญญัติศัพท์ ให้พวกเราเข้าใจในยุคนี้ ไม่ใช่ไปบัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติ แต่มันเป็นเนื้อหาของพระพุทธเจ้าแท้ๆ แต่เป็นบัญญัติสมัยใหม่คำว่า “บุญ” กับคำว่า “นิยม” นิยม คือเที่ยง บุญ คือฆ่ากิเลสตายจนเที่ยงแท้ เป็นสมาธิที่แท้ เป็นต้น แล้วก็พาปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา หรือ จรณะ 15 วิชชา 8 ที่เป็นพุทธคุณแท้ๆ ของพระพุทธเจ้า ในพุทธคุณ 9 มีข้อเดียวนี่แหละเป็นข้อเรียนรู้ ข้อปฏิบัติ และการปฏิบัติ จนเกิดทั้งศีล สมาธิ ปัญญา ก็อยู่ในข้อ วิชชาจรณะสัมปันโน นี่แหละ ทั้งนั้น ก็อธิบายแล้วก็นำพาปฏิบัติกันจนกระทั่งเกิดจริง สรุปลงไปก็คือ อาตมาสามารถที่จะทำได้เป็นบุญนิยม ในความหมายที่อาตมาพยายามใช้ภาษา 2 คำนี้ มาใช้อธิบาย แต่ไม่ได้ไปบัญญัติใหม่คำว่า นิยม คือภาษาบาลี คำว่า บุญ ก็เป็นภาษาบาลี ไม่ได้เปลี่ยนแปลงบัญญัติพระพุทธเจ้าใหม่อะไร แต่มาทำให้ฆ่ากิเลส ให้จิตมันแข็งแรง มั่นคง ถาวร อย่างเที่ยงแท้ ถ้าจะแปลเอาความสั้นๆแค่นี้อย่างนี้ ก็คือทำสำเร็จ จนเกิดเป็นมนุษย์ที่หมดกิเลสได้ตั้งแต่ขั้นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี และอรหันต์อยู่ในชาวอโศก แต่คนเขาไม่รู้จักความเป็นอรหันต์แล้ว อย่าว่าแต่อรหันต์เลย โสดาบันเขาก็ไม่รู้ แต่ชาวอโศกนี้เป็นจริงได้จริง จึงมารวมตัวกัน น้ำก็ไหลไปหาน้ำ น้ำมันก็ไหลไปหาน้ำมัน อโศกจะเป็นน้ำหรือเป็นน้ำมันก็แล้วแต่ ก็มารวมกันเป็นเอกภาพเป็น เอกีภาวะ กันจริงๆและอยู่กันอย่างมีสาราณียธรรม 6 สาราณียธรรม 6 อยู่กันอย่าง เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา ตามฉายาของคุณเมตตานันโท อยู่กันอย่างเมตตาจิต อุ้มชูเกื้อกูลช่วยเหลือ อยู่กันอย่างนั้นจริงๆเลย เอาพุทธพจน์ 7 ของพระพุทธเจ้ามาจับ จะเกิดสาธารณโภคีต้องมี สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ ได้จริงเลย จนกระทั่งเกิดจริงตรงกลางของ สาราณียะ คือ ข้อที่ 4 ลาภที่ได้โดยธรรม แล้วเอามารวมกันเป็นส่วนกลาง กินใช้กันส่วนกลาง แล้วทุกคนอยู่ในระบบของทิฏฐิสามัญญตา ศีลสามัญญตา ปฏิบัติเพื่อลดละตัวตน จนไม่มีตัวตนจริงๆ เป็นพระอรหันต์กันจริงๆ มีปฏิภาณ มีสัมมาทิฏฐิกัน เป็นทิฏฐิสามัญญตาหมด แล้วมาปฏิบัติศีลสามัญญตากันได้ จึงเกิดผลจริงเป็นสังคมสาธารณโภคี สำเร็จ มีสาราณียธรรม 6 อยู่กันอย่างจริงจังเลย ทุกวันนี้เป็นปรากฏการณ์ เป็นฟีโนมีนอลที่แท้จริงเลยในชาวอโศก แล้วก็มีกระจายไปเป็นชุมชนเป็นฟีโนมีน่า เป็นชุมชนของชาวอโศกทุกสังคมสาธารณโภคี ทุกสังคมมี สาราณียธรรม 6 ครบอยู่ในนี้ แต่คนมองไม่ออก ชาวพุทธก็มองไม่ออก จะไปพูดถึงชาวตะวันตกเช้าพระเจ้าไม่ต้องพูดถึงเลย เขามองไม่ออกแน่ๆ แต่ชาวพุทธหรือชาวอโศกนี้ทำสำเร็จ ทำได้เป็นตัวอย่างไว้ แล้วก็จะฝังรากฝังรอยไว้เลย อาตมาขอใช้ศัพท์คำโลกๆ นี่ โลกุตรธรรมที่ชาวอโศกได้ เป็นอาริยะ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ อรหันต์จริงๆ ซึ่งอาตมาก็ขยายความ พวกเราก็เข้าใจแล้วพวกเราก็ตายอยู่ในนี้ก็มี เป็นอรหันต์ที่ตายไปแล้วก็มี มีปัจจุบันที่เป็นอรหันต์อยู่นี้มีไม่ตั้งกี่คน แต่อาตมาไม่ต้องการไปชี้ว่าคุณเป็นอรหันต์แล้ว ให้เขารู้ด้วยตนเป็นปัจจัตตัง เขาสิ้นกิเลสแล้ว กิเลสกาม เป็นอย่างไร กิเลสรูป อรูป เป็นอย่างไร อาสวะหมดเป็นอย่างนี้แล้ว เขาจะรู้เอง 651219 รายการปรับทุกข์ ปลุกธรรม ครั้งที่ 7 พ่อครูพบ ดร.นพ.มโน เลาหวณิช เรื่อง บาปของทุนนิยม

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน