ทศพิธราษฎรธรรมมีจริงในชาวอโศก.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.76 KB
วันที่แก้ไข16 ธันวาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

ทศพิธราษฎรธรรมมีจริงในชาวอโศก พ่อครูว่า... ทีนี้การเมืองหรือรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นความรู้ ศาสตร์นี่คือความรู้ ความรู้ที่ทำให้พลเมืองมาทำงาน การเมืองคือการงาน ให้พลเมืองมีการมาทำงาน ทำงานอย่างที่มีทศพิธ ทำงานอย่างมีคุณธรรมนั่นแหละ 10 ข้อเป็นข้อสำคัญเอาไปตรวจสอบเถอะ ถ้าคุณมีครบนั่นแหละ คุณเป็นพระอรหันต์แน่นอน คุณมีครบ 10 ข้อ ทศพิธ ไม่ต้องบอก ว่าเป็นของราชะเท่านั้น แต่เป็นของราษฎร ราษฎรทศพิธด้วย เอาสภาวะ เอาเนื้อหา สมณะฟ้าไท... ทศพิธราษฎรธรรม พ่อครูว่า... ถ้าสังคมใดมีทศพิธราษฎรธรรมะ จริงๆเลย มีทาน ศีล ปริจาคะ อาชชวะ มัธวะ ทศพิธราชธรรม ๑. ทาน (การให้) คุณสังเกตมั้ยว่า สังคมที่มีทศพิธ ไม่ใช่ของราชะ แต่เป็นของพลเมือง เช่นชาวอโศก มีทานไหม มีทานอย่างยิ่งด้วย ทานให้ จิตใจให้เสียสละสร้างสรร ๒. ศีล (ความประพฤติดีงาม) เป็นสังคมที่มีศีล ชาวอโศกมีกฎพื้นฐาน 3 ข้อต้องมีศีลอย่างน้อย ศีล 5 ไม่กินเนื้อสัตว์ไม่มีอบายมุขอย่างนี้เป็นต้น เป็นสังคมที่มีศีล ๓. ปริจจาคะ (การบริจาค) มีการสละออก สละออกอยู่เรื่อยๆ จนกระทั่งถึงรอบ สละออกจนรอบถ้วน นี่ทำอยู่ จนกระทั่งพวกที่อยู่ที่นี่ไม่ต้องมีอะไรเป็นของตนเลย อาศัยส่วนกลางอันนั้นอันนี้ อาศัยไป เป็นปัจจัย 4 บริขาร แม้แต่ที่สุด ขอเบิกไปซื้อคอมพิวเตอร์หน่อยก็เป็นบริขารสำหรับคนที่เขาต้องใช้อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งก็เป็นไปได้ อย่าว่าแต่คอมพิวเตอร์เลย ขอไปซื้อรถบดหน่อย 3 ล้าน 8 ก็ต้องไปซื้อ ของจีนนะที่ได้ 3 ล้าน 8 ก็เบิกไปกี่ล้านก็แล้วแต่กองกลางนั่นแหละเอามาใช้เพื่อส่วนกลาง นี่เป็นเรื่องของการเมืองเป็นเรื่องของพละกำลัง เป็นกำลังของงานการเมือง พละเมือง พละเมือง อันเดียวกัน ทำงานกับประเทศยังมีกำลังกับคนในเมืองคนในกรุงนี่แหละ พวกเราเป็นคนกรุงเป็นคนเมืองเป็น

อ่านต่อ

ชาวเมืองเป็นชาวศิวิไลซ์ เป็นชาว อาริยกะ ไม่ใช่ชาวป่าชาวเถื่อนไม่ใช่มิลักขะ พวกเรานี้ชาวเจริญไม่ใช่ชาว มิลักขะ ขออภัยอย่างชาวเถรสมาคมยังเป็นชาว มิลักขะอยู่เลย จะว่า ก็ต้องขออภัย แต่ว่าความจริงด้วยนะไม่ใช่ว่าอาตมาพูดผิดหรอก

๔. อาชชวะ (ความซื่อตรง) ใครว่าอาตมาเป็นคนซื่อไหม เป็นคนซื่อเป็นคนตรง เป๊ะเลย อาตมาพูดเที่ยงตรงไม่มีโค้งไม่มีงอเลย นี่ ภาษาสภาวะนะ ที่อาตมาอธิบายซื่อตรง บาลีว่า อาชชวะ อาตมายอดซื่อยอดตรงเลย อย่าเผลอนะระวังจะชน แล้วแรงด้วยนะ หัวแตกล้มคะมำ ทำเป็นชนอาตมาไม่ได้ง่ายๆ ทุกวันนี้ไม่มีใครกล้าชนกับอาตมาแล้ว เพราะอาตมามันสุดแรงยิ่งกว่ารถบด รถบด 50 แรง วิ่งดีๆ อย่ามาชนอาตมาเข้าเพราะอาตมาซื่อและตรง

๕. มัททวะ (ความอ่อนโยน) อาตมามีมัททวะ เพราะอาตมามี มทะมุทุภูตธาตุ แปลว่าอ่อนโยน จากรากศัพท์คำว่า มทะ ส่วน ทมคือแข็งแรง กล้าหาญ แต่มีอ่อนโยนด้วย ซับซ้อนสิริมหามายา มีอยู่ในตัวของมันอย่างนั้น ฟังธรรมะอาตมาอธิบายถึงรากถึงโคนถึงต้นธาตุต้นธรรมกันเลย จะลึกถึงขนาดนั้นฟังดีๆเถอะ ฟังธรรมะอาตมา

๖. ตปะ (การเพียรเผากิเลส) พวกคุณก็มีความเพียร พวกคุณมีฌาน อันนี้แหละลึกซึ้ง ผู้มีความเพียรเผากิเลส ตปะ เรามีความเพียร ความเพียรของเราเป็นสัมมาทิฏฐิจึงสามารถที่จะปฏิบัติแล้วได้รู้กิเลส ลดกิเลส และได้สลายกิเลส ด้วยไฟคือฌาน ฌานคือไฟ คือพลังงาน อุณหธาตุ เผากิเลสเป็นขี้เถ้าเลย จึงเป็นจริง กิเลสเบื้องต้นก็ได้เป็นโสดาบัน กิเลสเบื้อง 2 ก็เป็นสกิทาคามี กิเลสเบื้องที่ 3 ก็เป็นอนาคามี กิเลสสุดท้ายเป็นอรหันต์ เป็นความจริงไม่ใช่มีแต่ภาษา ไม่ได้มีแต่พยัญชนะที่เอามาเรียนกันทั้งนั้น แต่คนมาปฏิบัติถึงสภาวธรรมมีจริง พวกเรามีตปะจริง มีความเพียรจริงและเผากิเลสได้จริง กิเลสหมดจริง นี่เป็นของแท้ ฟังดีๆนะอาตมาไม่ได้โมเม อาตมาพูดธรรมะเป็นสัจธรรม อาตมาอธิบายทั้ง อรรถะ อาตมาอธิบายถึงขั้นสิทธัตถะ สิทธะ +อัตถะ แก่นของสิทธะ คนที่เข้าใจอาตมาไม่ได้มองอาตมาเป็นผู้ให้ความเกิดแบบมายา แต่ อาตมาเป็นสิริมหามายา อาตมาให้ความเกิดสิทธัตถะ พวกคุณนี้ได้สิทธัตถะไป อาตมากำลังอธิบายปรมัตถ์ อาตมาไม่ได้อธิบายแค่ตัวตนบุคคลเราเขา สิริมหามายาก็เป็นปรมัตถ์ สิทธัตถะก็เป็นปรมัตถ์ อาตมาเกิดมาชาตินี้ อาตมาเป็นพ่อ ในสัมมาทิฏฐิข้อที่ 7 ข้อที่ 8 ข้อ 9 สัตว์โอปปาติกะ คนมีจิตวิญญาณเรียกว่าสัตว์โอปปาติกะ ที่เป็นสัตว์ สัตตาวาส 9 อาตมาเป็นพ่อเป็นแม่ให้ความเกิดจากความเป็นสัตว์ มาเป็นอาริยบุคคล มาเป็นบุคคล มาเป็นมนุสโส เลิกความเป็นสัตว์ได้สำเร็จ นี่เป็นเรื่องที่อาตมาทำได้และอธิบายความจริงสู่ฟัง ขออภัยอีก เถรสมาคมทำไม่ได้เพราะมันเป็นความเสื่อมที่แท้จริง ศาสนามันเสื่อมอย่างแท้จริง ขออภัยที่อาตมาต้องย้ำความจริงอย่างนั้น ไม่ใช่อาตมาไปขี้ตู่ ถ้าหากขี้ตู่ ผิด มันบาปกินหัวอาตมา อาตมานี้เป็นคนที่ชัดเจนรู้จักบุญจากบาป มันเป็นจริงเป็นกรรมวิบากที่แท้จริง เป็นบุญจริงจนสามารถชำระกิเลสได้ บาปจริงมันเป็นความเสื่อม เป็นความไม่ถูกต้องแล้วมันก็จะพอกเป็นดินพอกหางหมูไปเป็นความเสื่อมความผิดความบาป เพราะฉะนั้น อาตมามี ตปะแท้ อธิบายเป็นสภาวะว่า เป็นความเพียรเผากิเลส ๗. อักโกธะ (ความไม่โกรธ) ใครเคยเห็นอาตมาโกรธบ้าง อาตมาไม่ได้โกรธ ไม่เคยโกรธ โดยเฉพาะมาทางธรรมแล้วรู้ตัวแล้ว ลิงลมอมข้าวพอง จะมีเล็กๆน้อยๆเป็นสิ่งที่จะต้องอยู่กับโลกเขาไป ถูกโลกครอบงำก็เลยไปตามโลกเขา ตามอย่างโง่ๆ แต่ไม่เคยโกรธแรงมาก ไม่เคยพยาบาทใคร ไม่เคยมีโกรธ อุปนาหะ ไม่ผูกโกรธ ไม่มีโทสะแรง เป็นคนที่ไม่โกรธ อโกธะ ๘. อวิหิงสา (ความไม่เบียดเบียน) อย่าว่าแต่โกรธเลย ไม่เบียดเบียน พาให้พวกคุณไม่ไปเบียดเบียน อย่าว่าแต่เบียดเบียนมนุษย์ด้วยกันเลย จะเกื้อกูลช่วยเหลือมนุษย์ด้วยกัน นอกจากคนที่เขาไม่รับความเกื้อกูลจากเรา มันพ้นวิสัยที่เราจะไปเกื้อกูลเขาได้ เพราะว่าเขาถือดีที่ตัวเขาร้ายแรงเกินไป เราก็ไม่กล้าไป กลัวโดนเขาหลอก หรือเขารวยเกินไป เราก็ไม่ไปเกื้อกูลเขาได้ เราก็เกื้อกูลคนที่เขาไม่ถือตัว คนที่ถือตัวเขาไม่มาให้เราเกื้อกูล 651216 ทศพิธราษฎรธรรมมีจริงในชาวอโศก พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราช

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน