จักขุกรณียะหรือญาณกรณียะคืออย่างไรมีของเก่ามาได้ไหม.docx
เนื้อหาในไฟล์
จักขุกรณียะหรือญาณกรณียะคืออย่างไรมีของเก่ามาได้ไหม _เพื่อ(รักใจ)... กราบเรียนพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ด้วยความเคารพอย่างยิ่งค่ะ ลูกฟังธรรมที่พ่อเทศน์เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2515 เรื่องปรับจิตเข้าสู่นิพพาน มีคำว่า “จักขุกรณียะ” ตาเห็นสภาพอย่างแท้จริง ทำให้เกิด “ญานกรณียะ” การเกิดปัญญาญานอย่างชัดเมื่อได้สัมผัส (ผัสสะ) กับสภาพนั้นอย่างแท้จริง ไม่ใช่แต่เพราะเพียง ได้ยินได้ฟังมา จากสภาวะดังกล่าว ลูกอยากทราบว่า สภาวะที่ได้ในขณะปัจจุบัน (ชีวิตปัจจุบัน)กับ ชีวิตในอดีต (บางคนเรียกว่า “ของเก่า”) เหมือนกัน หรือต่างกันอย่างไรคะ ตัวอย่าง: คนไม่อยากมีลูก ให้เหตุผลว่า มีแล้วลำบาก (หลายคนอาจว่า เป็น”ของเก่า” หรือ บารมีเก่า”) คนนี้เรียกได้ว่ามี “จักขุกรณียะ หรือ ญานกรณียะ” ได้หรือไม่คะ กราบขอบพระคุณค่ะ พ่อครูว่า... คำว่า จักขุ เป็นรูปธรรม จักขุแปลว่า ตา กรณียะ แปลว่า การกระทำ มีบทบาท มีลีลา มีพฤติ มีการกระทำขึ้นมา เรียกว่า กรณียะ จักขุกรณียะ คือมีตากระทบรูป แล้วมีเรื่องราวเป็นกิจไปเลย เรียกว่าเป็น กรณียะไป ส่วนญาณ ความรู้ เป็นความรู้ในระดับวิชชา ในระดับของโลกุตระ ไม่ใช่ความรู้แบบโลกียะเท่านั้น เพราะฉะนั้น คนที่มีตากระทบรูปแล้วก็เกิดการงานจากตากระทบรูปนั้น การงานที่ทำถ้าไม่มีความรู้ทางโลกุตระ เขาก็ทำการงานไปในทางโลกียะเท่านั้น มันต่างกันยังไงโลกียะกับโลกุตระ ต่างกันก็คือ ถ้าเป็นโลกียะนั้น มันไม่สามารถรู้จักจิต เจตสิก รูป นิพพาน มันไม่สามารถจะแยกแยะเจตสิกต่างๆของอาการจิต แยกไม่เป็น แยกไม่ชัด แยกไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถแยกกิเลสออกจากจิตได้ เมื่อไม่สามารถแยกกิเลสออกจากจิตได้ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ของเขาไม่มีผล ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ของเขาไปฝึกสะกดจิตให้จิตนิ่ง แทนที่จะค่อยๆมีการวิจัยวิจาร
อ่านต่อ
มีสติเต็ม สติเต็ม อาตมาก็อธิบายไม่รู้กี่ทีว่ามันต้องเต็มตื่นไปทั้งกายกรรมมีสติเต็ม วจีกรรมมีสติเต็ม มโนกรรมมีสติเต็ม แล้วไปสะกดจิตให้มันมีสติอยู่แค่ในภวังค์ แล้วมันจะไปคล่องแคล่ว มันจะไปรู้รอบ รู้เร็ว รู้ไว รู้ทั่ว รู้พร้อมได้อย่างไร สติแปลว่าความรู้ตัวทั่วพร้อม มันก็ได้แต่วงวนอยู่ในจิตเท่านั้น แล้วเชื่องช้า สะกดลงไปจะให้หยุด จะให้เป็น อสัญญีสัตว์ ทิศทางแนวโน้มทิฏฐิผิดไปทางโน้นด้วย เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธมันผิดทางไปอย่างนี้จึงน่าสงสาร อาตมาไม่รู้จะทำยังไง _สู่แดนธรรม... แล้วคนเขาก็เห็นว่าพฤติการที่เซื่องๆนี้สงบดีมันน่าเลื่อมใสดี พ่อครูว่า... ก็จริงอยู่เหมือนกัน มันไม่ปราดเปรียว อาตมาดูแล้วแต่ก่อนอาตมาช้า ไม่พาเร็ว ช้าสงบดี โอ้ คนขึ้นเลย นับถือสงบว่างาม ดี พอมาเร็วอย่างทุกวันนี้เขาบอกว่าไม่ใช่นะ อย่างนี้ไม่ใช่แล้ว อาตมาก็เข้าใจทำมาทุกอย่างทุกอัน สอนมาบรรยายมาตลอด คนรู้ทันรู้ได้ก็มาได้ คนไม่รู้ทันก็ทิ้งไปเยอะ หลุดไป ไม่ใช่แล้วอย่างนี้ตามที่เขากำหนดไว้ กรอบ ความเข้าใจของเขาเป็นอย่างนี้ พอมันเลยกว่ากรอบความเข้าใจของเขา มันเลยกรอบความเข้าใจไปแล้วเขาก็ตีทิ้งเลย เขาก็บอกว่าไม่ใช่ โพธิรักษ์เดี๋ยวนี้เพี้ยนไปแล้ว เขาก็ว่าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร สรุปแล้ว จักขุกรณียะหรือญาณกรณียะ มันมีความแตกต่างกัน ประเด็นที่เขาถามมาคือ หลายคนบอกว่ามีของเก่าหรือบารมีเก่า ทุกคนมันมีบารมีเก่ามาทั้งนั้น มากหรือน้อยตามจริง ของใครก็ของใคร มันมีของจริงของแต่ละคน ยิ่งมาปฏิบัติธรรมเข้ามาถึงขั้นโลกุตระ มีของเก่ามาแน่นอน เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวหรอกแบบโลกียะที่เขาเรียนรู้กัน ว่าพวกเราจะด้อยหรือพวกเราจะไม่มี มันมีมาทั้งนั้น มันผ่านคนเราจะต้องผ่านความไม่รู้หรือผ่านความโง่มาก่อนหรือผ่านความผิดมาก่อน แล้วถึงจะมาถูก ถึงจะมาฉลาด ถึงจะมาถึงขั้นมีปัญญาที่แท้ มันเป็นธรรมชาติแบบนั้น จักขุกรณียะหรือญาณกรณียะ ถามว่าคนนี้มีมาเก่าได้หรือไม่ ก็มีได้มาทั้งรูปทั้งนาม 660821 ฌานเป็นพลังงานปัญญาล้านองศาเผากิเลส รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #37 ราชธานีอโศก