สื่อธรรมะพ่อครู(ฌาน อรูปฌาน) ตอน ตัวอย่างการปฏิบัติอรูปฌาน.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ฌาน อรูปฌาน) ตอน ตัวอย่างการปฏิบัติอรูปฌาน _1062กราบนมัสการพ่อท่านค่ะ ขออนุญาตทำความเข้าใจสภาวะสุดท้ายของวิโมกข์8 ค่ะ. ขออนุญาตยกตัวอย่าง นะคะ เช่น. เมื่อเราไปเจอผัสสะด้วยถ้อยคำดูถูกเหยียดหยามเรา. ดุด่าเราแต่ตัวเรารับรู้ถ้อยคำนั้นชัดเจน จึงดับความรู้สึกไม่ชอบใจและความโกรธ ลงจนนิ่งเฉยและไม่โกรธ จนกระทั่งนิ่งเฉยได้อย่างไม่ใส่ใจ สภาวะแบบนี้เรียกว่าบรรลุอากาสานัญจายตนะหรือเปล่าคะ เพราะขณะนั้นจิตสงบเป็นศูนย์เหมือนกับว่าไม่ใช่คำด่า สงบจริงๆค่ะและรับรู้ว่าเขาด่า เขาดูถูกเหยียดหยาม จิตสูงเข้าบรรลุสู่วิญญาณัญจายตนหรือไม่คะ กราบนิมนต์พ่อท่านสาธยายจุดนี้อีกครั้งและกราบนิมนต์พ่อท่านยกตัวอย่างเพื่อเป็นไฟส่องทางแก่ลูกผู้มีฝุ่นละอองธุลีในดวงตาเป็นอันมากค่ะ. กราบแทบเท้าพ่อท่านโปรดชี้นำทางด้วยเจ้าค่ะ พ่อครูว่า..จิตของคนทำอย่างนี้ได้เรียกว่า อากาสาฯได้ มองทางนามของตนจิตเราเฉยๆ มองทางรูป อากาสาฯว่างๆ มองทางนามจิตเราเฉยๆ ได้ ตอนนี้คุณกำลังโง่สภาวะโลกคุณก็รู้ว่าเขาด่า แต่คุณจะบอกว่าเหมือนกับเขาไม่ได้ด่า ความรู้สึกของคุณเฉย แต่คุณเข้าใจบัญญัติให้ได้ว่านี่คือคำด่า คุณจะไปเข้าใจคำด่าผิดไปได้อย่างไร ก็เขาด่า แต่คุณเข้าใจแล้วว่า คำด่านี้เป็นคำด่า แต่คุณทำใจของคุณว่าคุณจะเฉยกับคำด่า ถ้าคุณฟังคำด่าของเขาเช่น ไอ้หน้าดำ ไอ้หน้าขาว เขาจะด่าอย่างไรล่ะ ไอ้หมา เราก็บอกว่าคำด่าของเขาหมายความว่าอย่างไร เราเป็นตามภาษาที่เขาว่านั้นไหม ถ้าเราเป็นคนหน้าดำ เขาด่าถูก เขาไม่ชอบหน้าดำเขาเลยด่าคนหน้าดำ เอ๊ แต่เราดูหน้าเขาก็หน้าดำเหมือนกันก็ถูกเขาเหมือนกันนะ แต่ถ้าเขาขาวเขาด่าเราหน้าดำเราก็เข้าใจความเป็นจริงตามความเป็นจริง หรือมันจะลึกซึ้งกว่านี้ก็ตาม ความหมายของพยัญชนะจะลึกละเอียดกว่านั้นก็ตามเป็
อ่านต่อ
นนามธรรม คุณก็เข้าใจตามนั้น คุณจะบอกว่าไม่ใส่ใจในคำด่าคุณก็โง่ เป็นพยัญชนะที่ไม่รู้สมมติสัจจะ คุณต้องรู้สมมติสัจจะและก็รู้ปรมัตถสัจจะคือจิตเจตสิกต่างๆว่าจิตใจเราเกิดอาการความโกรธความโลภความหลงอะไรเราไม่มีเราชัดเจน ตามพยัญชนะที่เขาด่าว่ามันก็มีจริงตามที่เขาว่าเราก็เข้าใจสภาวะนั้น รู้โลก รู้สมมุติ รู้ธรรม รู้จิตเรา เราทำให้จิตเราเข้าใจแล้ว จิตเราก็ว่างกลางๆเฉยๆนี่คือฐานนิพพานอุเบกขา ใครทำจิตนิพพานอย่างนี้ได้เสมอต่อโลก ต่อการสัมผัสเกี่ยวข้องกับอะไรเรื่อยๆแล้วเข้าใจทั้งสมมุติและปรมัตถ์ทำได้จริง อรหันต์เป็นอย่างนั้น ฉะนั้นเป็นอรหันต์ไม่ได้ยาก นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ _สู่แดนธรรมว่า..คำว่ายังเป็นรูปอยู่เลย ...จึงน่าจะว่างไม่ใช่อากาสาฯ พ่อครูว่า..คำว่า อากาสา ไม่ใช่แค่อากาศ แต่อากาสานัญจายตนะมันมีอายตนะต่อระหว่างอากาศกับธาตุรู้ ธาตุรู้ละไว้ในฐานที่เข้าใจว่าคุณสัมผัสกับอันนี้แล้วจิตใจคุณเป็นอากาศ อ่านไปที่นามที่จิตตัวเองเป็นอากิญจัญญายตนะ เป็นเทวะ ธาตุคู่ ส่วน เนวสัญญาฯกับอากิญจัญญาฯ อธิบายในเชิงสภาพตัวตนว่า นิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ไม่มี อะไรที่จะไม่มีความรู้สึกเป็นตัวเป็นตนก็ไม่มี กับเนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็คือต้องพยายามรู้ให้จริง จะว่ารู้ก็ไม่ใช่ไม่รู้ก็ไม่ใช่ ไม่ได้ นานัตตสัญญา เนวะคือเชิงปฏิเสธ รู้ก็ไม่ใช่ไม่รู้ก็ไม่ใช่ นานัตตะคืออัตตาต่างๆ สัญญาการกำหนดรู้อัตตาต่างๆ ขั้นนี้เป็นอรูปอัตตาแล้ว ต้องรู้ให้ครบนานัตตสัญญาด้วยการสัมผัสทางอายตนะ การไปนั่งหลับตาไม่มีสัมผัสนอกสัมผัสในไม่เป็นการสัมผัสวิโมกข์ 8 ไม่เป็นการปฏิบัติศาสนาพุทธเป็นโมฆะจากพระอรหันต์ ในขั้นเนวะสัญญานาสัญญายตนะจะเป็นอรหันต์แล้วนะ เมื่อคุณพ้นจะรู้ก็ไม่ใช่ไม่รู้ก็ไม่ใช่คุณต้องรู้ใช้สัญญาเวทยิตนิโรธังโหติ ต้องรู้เคล้าเคลียอารมณ์ สัมผัสอ่านรู้แทงทะลุรอบในเวทนาให้ครบ นิโรธัง จนแน่ใจชัดเจนถึงเป็นนิโรธ โหติ จึงเกิดการบรรลุสูงสุด โหติ แปลว่าเป็นของแท้ของจริงบริบูรณ์แล้ว สัญญาเวทยิตนิโรธ แต่ว่าอาตมาเติมปฏิบัติได้สำเร็จจึงเป็น โหติ วิญญานัญจายตนะก็คือคู่กับอากาสานัญจายตนะ คนที่ยังมีรสอะไรกับการดูกีฬาฟุตบอลคุณก็อ่านจิตว่าคุณยังมีรสอร่อย ยิ่งอดไม่ได้เลย ชิงแชมป์ฟุตบอลโลกจะดึกดื่นตี 2 ตี 3 ก็ถ่างตาดูอยู่ นั่นแหละคุณติดอยู่ในโลกอบาย แต่ถ้าคุณเห็นว่ามันไม่ได้สำคัญอะไรหรอก คุณเห็นว่ามันก็ยังมีรสสัมผัสก็ยังมีรส คุณก็ติดน้อยลงแต่ก็ยังมีอบายมุขรสอร่อย กับการละเล่นบันเทิงเริงรมย์ที่มันเป็นรสจริงๆ ยิ่งรสจัดจ้านอบายมุข เช่นรสราคะ โทสะ ฟุตบอลเป็นการแข่งดีแข่งเด่นทางสายโทสะ แต่ถ้าลีลาแย่งผัวเมียแย่งคู่ก็เป็นเชิงราคะ คุณก็ยังมีรสชาติอยู่ จริงๆแล้วคุณเจอหนักยิ่งกว่าละครก็มี แต่คุณไม่รู้ มันก็เป็นเหตุนิทานสมุทัยปัจจัยของโลกอยู่อย่างนั้นแหละ ผู้ที่ศึกษาดีแล้วก็เข้าใจว่ามันก็เป็นกรรมกิริยาพฤติกรรมของมนุษยชาติในโลกที่ยังอวิชชา ก็จะมีเหตุนิทานสมุทัยปัจจัยอย่างนี้อยู่นานตลอดนิรันดร ตราบที่ยังอวิชชา แล้วถ้าเรารู้แล้วอย่าไปหลงในนิทานพวกนี้ หลุดออกมาจากนิทานพวกนี้ให้ได้ ตั้งแต่โลกหยาบต่ำวุ่นวายในราคะโทสะ แย่งลาภยศ ก็พ้นได้สูงกว่านั้นมาได้จนกระทั่งไม่ต้องไปแย่งแล้วในลาภยศต่างๆ จะต้องไปมีความสุขความทุกข์ด้วยลาภยศสรรเสริญอะไร ก็ไม่ต้องแย่ง แม้ที่สุดยังมีความทุกข์ความสุขอยู่ในรูปธรรมอรูปธรรม มานะอติมานะก็รู้ฐานความเป็นอนาคามี จนกระทั่งจิตใจของคนไม่มีสิ่งเหล่านี้เลยคนก็เป็นพระอรหันต์ อธิบายทีไรก็จบที่อรหันต์ทุกทีไม่ได้โมเมด้วยแล้วไม่ได้เอาแต่พยัญชนะมาอธิบายด้วย ไม่ใช่ท่องมาด้วย แต่ใช้สภาวะอธิบายด้วยพยัญชนะ 620814_รายการสำมะปี๋ซี่วิต สันติอโศก ครั้งที่ 63