สื่อธรรมะพ่อครู(โลกุตระ) ตอน ไม่สุขไม่ทุกข์อย่างโลกุตระ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(โลกุตระ) ตอน ไม่สุขไม่ทุกข์อย่างโลกุตระ สำมะปี๋ก็ทั่วไป แต่ขอยืนยันว่าอาตมาต้องเข้าหาธรรมะสัจจะแม้จะเป็นธรรมะในระดับโลกีย์แต่พยายามให้เป็นธรรมะโลกุตระเสมอเพราะว่าโลกียนั้นมันก็ดี ได้ประพฤติดี อย่าไปทำชั่วอย่าไปประพฤติชั่ว แต่ว่าโลกุตระนั้น เปิดให้รู้ความสุขความทุกข์และเรื่องความสุขความทุกข์กับความสุขความทุกข์ ดับภพดับชาติดับสวรรค์ดับนรก เป็นเรื่องลึกซึ้งเป็นเรื่องยาก ถ้าสามารถรู้จักจิตในจิต เวทนาในเวทนา ถ้าสามารถอ่านอาการออกอ่านอาการเป็น ว่ามันยังมีอาการแสวงรสสุขรสทุกข์ คือมันยังไม่เสวย ทำให้ไม่สบายได้ ไม่มีรสของความสุขไม่มีรสของความทุกข์ได้ คนที่สามารถอ่านจิตตัวเองแล้วทำจิตตัวเองได้นั่นแหละคืออาริยบุคคลจนเป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์ไม่ใช่เรื่องลึกลับเป็นเรื่องรู้จักจิตในจิต แล้วทำให้จิตใจของเราลดกิเลสจนจิตใจไม่มีความสุขไม่มีความทุกข์ จิตใจไม่สุขไม่ทุกข์ทำโดยไม่ลดกิเลสก็ได้ โลกียะเขาก็ทำด้วยการกดข่ม ก็ได้ โดยวิธีต่างๆมันก็ทำได้ง่าย ทำได้ทนทำได้นานก็เป็นได้แต่มันไม่ใช่ทางของศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธต้องลดตัวเหตุแห่งทุกข์ แล้วเข้าใจให้ได้ว่า ความทุกข์ความสุขมันเป็นอนัตตามันไม่เป็นจริงหรอกมันเป็นตัวหลอก อารมณ์สุขอารมณ์ทุกข์ เพราะฉะนั้นก็เรียนรู้ไปเป็นลำดับตั้งแต่เรียนรู้ความเป็นสุขเป็นทุกข์ในโลกของอบาย เรียนรู้แล้วเราก็เข้าใจ คนที่เข้าใจแล้วก็เลิกมาได้ ป่วยการไปเสียเวลาจะต้องไปมีความสุขความทุกข์ไปมีรสชาติในเรื่องของโลกอบาย หมดสุขหมดทุกข์พ้นโลกอบายจริงๆ และก็เลิกความสุขความทุกข์ในโลกกาม โลกอัตตา รูปโลก อรูปโลก อ่านให้ชัด ตรงนี้แหละอ่านให้ชัดซึ่งไม่ใช่เรื่องไปหลับตาเลย ไปหลับตานั้นโมฆะจากการดับกิเลสจะไม่ได้ลดกิเลสจริงมันเป็นอดีตกับอนาคตเท่านั้นกับการหลับตา ไม่มีความจร
อ่านต่อ
ิงความจริงนั้นมีแต่ปัจจุบันมีแต่ความจำ หรือสร้างภพชาติ อดีต 18 อนาคต 44 เป็นการปรุงแต่งที่ไม่ใช่ของศาสนาพุทธในพระไตรปิฎกเล่ม 9 ในพระสูตรแรก พรหมชาลสูตร นักศึกษาศาสนาพุทธ อ่านพระไตรปิฎกให้แตก ศาสนาพุทธนั้นไม่ได้เป็นนั่งหลับตาปฏิบัติแต่ปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ การพูดการจาการคิดการทำอาชีพ มีไหวพริบปฏิภาณที่มีพลวัตของจิต มุทุภูตธาตุ จิตของเรามีปฏิภาณแววไว อ่านทันอ่านออก ถ้ามีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ว่ามันเป็นจิตที่มีกิเลสแยกกิเลสออกได้ แล้วก็รู้วิธีที่จะลดกิเลสด้วยปัญญาด้วยวิปัสสนา เห็นว่ามันจรมา มันไม่เที่ยง แล้วก็เป็นเหตุเป็นเหตุแห่งทุกข์และเป็นหลงว่าเป็นความสุข ปัญญานั้นมีประสิทธิภาพมีอินทรีย์พละเข้มข้นชนะสิ่งที่มันไม่จริง มันจะยืนยันความจริงให้ไปล้มล้างความยึดถือของความสุขความทุกข์ ผู้ที่ปฏิบัติเป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติจะรู้ว่าจิตตัวเองสัมผัสด้วยความจริง จนกระทั่งมันหมดกิเลสอันนั้น จนมันตายอย่างลืมตานี่แหละ ที่อธิบายนี้อธิบายจากที่ตัวเองปฏิบัติมาได้ผลบรรลุแท้ๆ ประกาศไปแล้วว่าอาตมาบรรลุอรหันต์บรรลุเป็นโพธิสัตว์แล้วก็มาทำงานอย่างนี้มาหลายชาติ เสริมสร้างศาสนาพระพุทธเจ้า พูดไปอย่างไม่ปิดบังเปิดเผยไปแล้ว เขาไปอธิบายผิดหลงผิด แล้วก็ไปมีอรหันต์เก๊ เดาเอา แล้วไปเชื่ออรหันต์เก๊ อาตมาจึงต้องยืนยันความจริง อาตมามีชีวิตอยู่เป็นปัจจุบันยืนยันว่าอรหันต์อันไหนจะจริงกว่ากัน ศึกษาผู้ติดตามแสวงหาจะได้แสวงหาความจริง เอาพระไตรปิฎกมาเปิด ไล่เรียงตามพระไตรปิฎกเลยคำสอนพระพุทธเจ้า อย่างหลับตาในพระไตรปิฎกนั้นไม่มี เดาเอาเองพูดเอาเองต่างๆนานามีแต่อรรถกถาจารย์พูดอธิบายกันอย่างนอกรีต เช่น อ.พระพุทธโฆษาจารย์ ที่รจนาคัมภีร์วิสุทธิมรรคซึ่งเป็นเรื่องนอกรีตพระพุทธเจ้า ศาสนาพุทธที่ไปถือเอาคัมภีร์วิสุทธิมรรคเป็นหนังสือหลักของศาสนาสังคมศาสนาพุทธจึงฉิบหาย พูดยังไม่ได้เกรงใจ มานานมาแล้วหลาย 10 ปีจะเกือบ 50 ปีแล้ว ถึงไม่ได้พูดเลี่ยงเหลาะแหละ พูดชัดๆเลย ใครที่คิดว่าเป็นสัจจะก็เอา ใครที่คิดว่าไปล้มล้างก็ไม่เป็นไรก็ไปล้มล้างสิ่งที่ผิดนี่แหละก็ต้องสถาปนาสิ่งที่ถูก สิ่งที่ผิดจะเอาไว้ทำไม ต้องล้มล้างไปเลย สิ่งที่ถูกก็ต้องสถาปนากันขึ้นเป็นธรรมชาติ 620814_รายการสำมะปี๋ซี่วิต สันติอโศก ครั้งที่ 63