สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน ทิฐธรรมนิพพานทิฏฐิ 5 ประการ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน ทิฐธรรมนิพพานทิฏฐิ 5 ประการ _ฟ้ารัก…อันเนื่องจาก ฌาน 1 2 3 4 มีความเห็นที่เป็นสัมมาทิฏฐิและมิจฉาทิฏฐิ ข้อปฏิบัติที่บรรลุวิชานั้นมีอยู่ในบทสวดพุทธคุณ 9 พุทธานุสสติว่าเพราะเหตุอย่างนี้พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเป็นผู้ไกลจากกิเลสเป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ จรณะตรงนี้คือข้อปฏิบัติที่พาให้บรรลุวิชชา และก็มีข้อความ ประกอบด้วยศีลและสัมปทา อปัณกปฏิปทา และสัทธรรม 7 ฌาน 1 2 3 4 ในทิฏฐิ 62 พรหมชาลสูตร มีทิฏฐธรรมนิพพาน วาทะ 5 นั้นพระพุทธองค์ว่า มีสภาพบางอย่างที่เป็นปัจจุบัน 1) อัตตาที่อิ่มเอิบในกาม 2) ฌาน 1 3) ฌาน 2 4) ฌาน 3 5) ฌาน 4 ทั้ง 5 ข้อเป็นพวกปรารภขันธ์ในอดีต ผู้กำหนดข้อแรกว่า กำหนดกามเป็นนิพพานปัจจุบัน เป็นมิจฉาทิฏฐิใน 62 ข้ออันนี้พอจะเข้าใจ แต่มีความคลางแคลงใจอยู่ในทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิอีก 4 ข้อที่ใช้ชื่อว่า ฌานที่ 1 2 3 4 จะไปซ้ำกับการปฏิบัติตามมรรคมีองค์ 8 ในมหาจัตตารีสกสูตรและจรณะ 15 เพิ่งจะเกิดภาวะของ ฌาน 1 2 3 4 ตามลำดับ เป็นภาษาเดียวกัน อยากให้พ่อครูอธิบายให้กระจ่าง พ่อครูว่า..สำคัญ..ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 พรหมชาลสูตรล่าสุด ยืนยันไว้ชัดว่า ผู้ที่นั่งเจโตสมาธินั้น ได้แต่อดีต18 และ อนาคต 44 และในอนาคต 44 ก็มีทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ 5 นี้อยู่ด้วย ก็ต้องมาขยายความให้ชัด ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิที่เป็นมิจฉาทิฏฐินั้น เพราะฉะนั้นต้องปฏิบัติผิดวิธีแน่ เพราะถ้าปฏิบัติถูกต้องจะต้องเป็นทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ มันเป็นคำเดียวกันแต่มิจฉานั้นเป็นทิฏฐิที่มิจฉาอย่างหนึ่ง ทิฏฐิอีกอย่างหนึ่งเป็นสัมมา คนนั้นจะต้องมีปัญญารู้เอง คำว่า กาม ไม่มีสงสัยกันหรอก คนหลงเสพกามคุณ 5 แล้วถือว่าเป็นนิพพานก็มีอยู่ในกามสูตร คนว่าเสพกามใ
อ่านต่อ
ห้ถึงที่สุดแล้วจะบรรลุนิพพาน เขาก็หลงเชื่อว่าการเสพกามทำให้ถึงนิพพาน มาถึง ฌาน ซึ่ง ฌานของพระพุทธเจ้ากับแบบที่มิจฉาทิฏฐินั้นมันคนละอย่างกัน ฌาน ของการปฏิบัติมิจฉาทิฏฐินั้นอยู่ในภพ ไม่รับรู้ทางตาหูจมูกลิ้นกายปิดทวารทั้ง 5 แล้วเขาก็ไปมีภพมีชาติ คือไม่มีกามภพ มีแต่ภพในภวังค์ 1 เดียวแล้ว คุณก็มี นิรมาณกาย สัมโภคกาย อทิสมานกาย เสพเองอยู่ในภพ ฌาน 1 กายต่างกันกับ ฌาน 2 กายต่างกันกับ ฌาน 3 กายต่างกันกับฌาน 4 สัตตาวาสข้อ 1 กายต่างกันสัญญาต่างกัน สัตตาวาส ข้อ 2 เป็นปฐมฌาน เป็นสัญญาอย่างเดียวกัน เช่นพวกหลับตาก็สงบไม่มีนิวรณ์ 5 ลืมตาก็สงบไม่มีนิวรณ์ 5 กายต่างกันแต่สัญญาอย่างเดียวกัน กายมีรูปนามของศาสนาพุทธลืมตา แต่สงบเหมือนกัน ปฐมฌานเหมือนกันสัญญาอย่างเดียวกัน ส่วนกายอย่างเดียวกัน สัญญาต่างกัน ตอนนี้แหละสัตตาวาส ข้อ 3 ความหมายของพระพุทธเจ้ากับของฤาษีนั้นสัญญากำหนดต่างกันแต่กายอย่างเดียวกัน ตอนนี้ทางที่นั่งหลับตาอธิบายกายต่างกันไม่ได้ ยิ่งอธิบายฌาน ทางสายหลับตาต้องเข้าฌานหลับตาลืมตาไม่มีฌาน เพราะฉะนั้น ฌาน 2 3 4 ก็นัยเดียวกัน กายต่างกันหมด แม้ว่าจะเป็นกายอย่างเดียวกันก็ซับซ้อนไปอีก ยิ่งเป็นสัตตาวาส ข้อ 4 5 6 ยิ่งลึก ยิ่งเป็นนิรมาณกายคือรูปนามที่ปรุงแต่งในภพชาติเป็นวิมานสร้างเอง โดยคนอื่นๆที่ในพวกเดียวกันอุปาทานเดียวกันก็สัมโภคกาย พูดกันว่าใช่ๆ แต่กายต่างกันสัญญาอย่างเดียวกัน สัมโภคกายเดียวกัน แต่กายต่างกัน ถ้ามาเป็นภายนอกมันคนละเรื่องเลย แต่ของเขาภายนอกมันเป็นกายต่างกัน คนนี้ก็ปั้นเอง ของใครของมัน รูปคือสิ่งที่ถูกรู้เขาก็ถูกรู้เป็นนิรมาณกายของเขาแต่ละคน ยิ่งลงลึกไปก็ขอไว้ก่อนยังไม่อธิบาย ทองแก้วว่า...หลับตาแต่ละคนเขาก็คิดไปเองใช่ไหมคะ พ่อครูว่า...พวกนี้พวกมโนเอาเองทั้งนั้นต่างคนต่างมโน หลับตาก็มีพวกๆหนึ่งแต่พวกไม่มีพวกก็มี _ฟ้ารัก...อันเนื่องมาจากคำว่าปัจจุบัน...พวกที่หลับตาเขาก็ถือว่าเป็นปัจจุบันของเขาแต่พระพุทธเจ้าบอกว่าเป็นอนาคต พ่อครูว่า...คนที่ไปสร้างภพในจิตของตัวเองไม่มีคนอื่นจะรู้ด้วยมันไม่เป็นปัจจุบัน ปัจจุบันจะต้องมีแสง อาโลก มีจักขุ ตาหูจมูกลิ้นกายมีคนอื่นร่วมรับรู้ด้วยว่านี่มันเป็นสัจธรรมนี่มันเป็นธรรมะแท้ๆ ไม่ใช่คนรู้อยู่คนเดียว ถ้ารู้อยู่คนเดียวก็จะเป็น สัญญายนิจจานิ สัญญาของคุณเองเพียงแต่คนอื่นไม่เกี่ยวอย่างนั้นไม่ใช่ ยิ่งจะอธิบายสัญญายนิจจานิก็จะลึกไปอีก เอาไว้ก่อนวันนี้ไม่อธิบาย สัญญายนิจจานิ คำนี้คำเดียวทำให้ดอกเตอร์รินธรรมไม่ค่อยฟังอาตมาสักเท่าไหร่เพราะว่าความเห็นของดร.รินธรรมเป็น สัญญายนิจจานิ ดร.รินธรรม มีปริญญาเอก ปริญญาโทอีกหลายใบนะ620816_รายการสำมะปี๋ซี่วิต สันติอโศก ครั้งที่ 64