สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน เทียบกับโพชฌงค์7.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน เทียบกับโพชฌงค์7 _อยากให้พ่อครู อธิบายโพธิปักขิยธรรม 37 สู้กับบริวารกิเลสให้ได้แล้วค่อยสู้กับกิเลสตัวพ่อคืออย่างไร พ่อครูว่า บริวารกิเลสคือ กิเลสกระปิดกระปรอย จัดการให้ได้เสียก่อนอย่าเพิ่งไปโค่นตัวใหญ่
โพธิปักขิยธรรม 37 อยู่ในโลกุตรธรรม 46 โพธิปักขิยธรรม 37 แล้วมี โลกุตรธรรม 9 คือ โสดาปัตติมรรคโสดาปัตติผล สกิทาคามีมรรคสกิทาคามีผล อนาคามีมรรคอนาคามีผล อรหัตตมรรคอรหัตตผล ก็ 8 แล้ว 9 ก็นิพพาน ปฏิบัติอยู่ในโพธิปักขิยธรรม 37 นี่แหละ ฟังดีๆพวกที่หลับตาทั้งหลาย ถ้าคุณพิจารณาหรือเข้าใจสภาวะ เกิดจาก 37 นี้ไม่ได้ คุณจะไม่สามารถบรรลุอรหันต์ได้เด็ดขาด ที่พูดว่าบรรลุอรหันต์เผื่อไว้สำหรับผู้ที่มีบารมีแต่ไปจมเสียเวลาอยู่กับการนั่งหลับตา เขามีบารมีบ้างแล้วแต่ไม่ได้มาต่อภูมิ เพราะมีวิบากฟังดีๆจะได้ออกจากวิบากแล้วจะได้ไม่เสียเวลาเป็นชาติๆ เช่นอ.บูรพา ผดุงไทย เขียนลงหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ลูกศิษย์ลูกหาก็คงจะเลื่อมใสกันอีกไม่ใช่น้อย ศึกษาให้ดีๆที่เป็นเจตนาดีไม่ได้ไปข่มอะไร น่าสงสาร สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปทาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 มรรค 8 เป็น 37 นี่คือพยัญชนะ หัวข้อขอแต่ละอัน มรรคองค์ 8 เป็นทางปฏิบัติมี 8 แล้วปฏิบัติเดิน ทางก็คือทาง เดินก็คือตัวผู้เดิน มี 7จึงเรียกว่าก้าวเดินด้วย7 ก้าวในทาง 8 สรุปสั้นๆก่อนว่า..มรรคองค์8 นั้นถ้าแตกฉาน พิจารณาให้แตกฉาน พระพุทธเจ้าอธิบายไว้ชัดเจนในมหาจัตตารีสกสูตรว่าสัมมาสมาธิหรือสมาธิของศาสนาพุทธ ปฏิบัติแล้วจะได้เป็นพระอริยะเรียกพยัญชนะเต็มๆว่า อริโยสัมมาสมาธิ ไม่ใช่ของมิจฉาหรืออนาริยะ ไม่ใช่สาธารณะ เป็นของอาริยบุคคล ยืนยันว่าเป็นสมาธิของพระพุทธเจ้าปฏิบัติอย่างไร ปฏิบัติ 7 ข้อของมรรค แล้วจะเกิ
อ่านต่อ
ดผลสมาธิที่เรียกว่าสัมมาสมาธิจ-ประธาน มีสัมมาสติและสัมมาวายามะเป็น 2 ทหารเอกผู้ช่วย มีสติกับความพยายาม วายามาะกับสติ ช่วย ทิฏฐิ เป็นประธานต้องสัมมาทิฏฐิก่อน สัมมาทิฏฐิมี 10 อย่าง มิจฉาทิฏฐิก็มี 10 อย่าง เป็นส่วนแห่งบุญ(ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์(อุปธิเวปักกา).
๑. ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ . ทินนัง) ทานแล้วอยากได้อะไรตอบแทนก็มีภพชาติ ทานแล้ว100 ขอคืน 90 ก็ยังดียังให้ 10 แต่คุณทานไป100จะเอาหมื่นพันแสนล้านไม่มีลิมิต คนนี้ทานล้มละลาย คือทานฉิบหาย แล้วก็ทำกันอย่างนี้ไหมล่ะ เพราะฉะนั้นสอนกันตรงนี้แค่นี้ให้ถูกก่อนเถอะ ถ้าคุณทำทานยังไม่ขาดทุน คุณทำทาน 100 คนเอาคืนไป 99 คุณก็ยังให้ไปหนึ่ง อย่างนี้ได้ แล้วคุณเข้าใจจริงๆไหมว่าใจคุณเป็นอย่างนั้น คุณจริงก็จริงอย่างนั้นแต่ถามผู้ที่เขาได้ฝึกจริงหรือเปล่า เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้า ถึงได้ตรัสไว้ในทานสูตรว่าอย่าไปตั้งจิตเฝ้าหวังว่าจะได้อะไรในการทานเรียกว่าอย่าให้เกิดสาเปกโข ยิ่งคุณไปตั้งความหวังไว้นี้มันก็ไม่เป็นผลแล้ว เอาล่ะคุณยังตั้งความหวัง ได้ผลกุศล แต่ไม่ได้อานิงส์ละกิเลสละภพชาติไม่ได้ตัดภพชาติ ถ้าคุณยิ่งไปสะสมปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทานํ เทติ ไปผูกพันว่าทานนั้นเป็นของข้าของเรา หวังนี้ละอียด เป็นนามธรรมแต่ไปผูกพันว่าทานแล้วต้องได้คืนมา แค่นี้ยังไม่พอ สั่งสม สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทานํ เทติ เปิดเซฟเลย เป็นสันนิธิ สะสมไว้ ว่าจะได้เท่านั้นเท่านี้ลงบัญชีเราจะได้วิมาน 7 ชั้นเฟส 2 3 4 หรือฤาษีลิงดำ จะมีปราสาทเงินทองประสาทหลายชั้น พูดพยัญชนะให้คนวาดหวังสร้างภพชาติเป็นวิมานเป็นนิรมาณกายเพ่อพกเป็นวิมานลมๆแล้งๆไม่มีใครรู้จริงไม่มีใครเอามายืนยันในโลกนี้ได้ อันที่สี่อิมํ เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) ทานํ เทติ ตายไปแล้วจะได้เสวยภพชาติต่อไป ยิ่งเป็นตัวตนเป็นรูปร่างเป็นเรื่องราวยิ่งหนักใหญ่ ธัมมชโยนี่แหละตัวดี ตัวดีนี่แหละเป็นตัวอย่างที่เลวที่สุดเลย ให้คนปั้นภพชาติติดยึด ไม่เข้าใจนิรมาณกาย สัมโภคกาย อาทิสมาณกาย ที่มีคนจับผิดธัมมชโย ที่บอกว่าทำทานส่งให้พ่อแล้วพ่อได้ไปอยู่สวรรค์ชั้นไหนแล้ว ธัมมชโยก็เลยบอกว่าพ่อของเธออยู่ชั้นนี้สวรรค์ชั้นไหน เปิดเผยออกอากาศ แต่คนนั้นก็บอกว่าพ่อผมยังไม่ตายแต่ผมเขียนนิยายหลอกท่านว่าท่านรู้จริงไหม..ตกลงคุณโกหก คนก็ยังหลงติดยึดทั้งทั้งที่โกหกอย่างนี้แล้ว อันนี้เป็นการยืนยันการอวดอุตริมนุสธรรมไม่มีใครที่ไม่มีในตนเป็นการปาราชิกอยู่แล้วการโกงเงินก็ปาราชิก เรื่องฆ่าคนก็ไม่รู้ว่ามีไหม เรื่องผู้หญิงก็ไม่รู้เหมือนกันตอนนี้ก็หายตัวไปแล้ว ทำอย่างไรก็ไม่ได้เพราะไม่เห็นตัว อาตมาว่าถ้าจับตัวออกมาได้ก็คงจะต้องได้ชำระกัน ตอนนี้เขาจะต้องดิ้นสุดที่เลยว่าไม่เห็นตัวจนกว่าเขาจะตายไป หรือตายไปแล้วก็ไม่รู้แล้วเขาก็ไม่บอกกัน คนทางนั้นเขาก็ต้องช่วยกันปิด โพธิปักขิยธรรมต่อ ถ้า พระพุทธเจ้าอุบัติมรรคมีองค์ 8 จึงเกิด พระพุทธเจ้าอุบัติโพชฌงค์ 7 จึงเกิด อยู่ในพระไตรปิฎกมีประโยคเหล่านี้ เป็นการยืนยันถ้าไม่มีพระพุทธเจ้าเกิดมรรคมีองค์ 8 โพชฌงค์ 7 ไม่เกิดไม่มีใครมาอธิบายได้เพราะเป็นหัวใจของศาสนาพุทธเป็นรูปนามคู่ มีคนอธิบายให้เป็นรูปธรรมเช่นพระพุทธเจ้าเกิดมาแล้วเดิน 7 ก้าวได้ แล้วอาตมาถามต่อว่าก้าวที่8 เป็นอย่างไรต่อ นั่งลงหรือเดินต่อ? ที่จริงแล้วไม่ใช่หรอก เป็นหลัก 7 หลัก คนบางคนก็อธิบายกันว่าเผยแพร่ไปถึง 7 แคว้น จริงๆแล้วเป็นโพชฌงค์ 7 ขยายเป็นโพธิปักขิยธรรม 37 เทียบกันได้ ๑. สติสัมโพชฌงค์ . . --> สติปัฏฐาน ๔ . ๒. ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ . --> สัมมัปปธาน ๔ . ๓. วิริยสัมโพชฌงค์ --> อิทธิบาท ๔ . ๔. ปีติสัมโพชฌงค์ --> อินทรีย์ ๕ . ๕. ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ --> พละ ๕ ๖. สมาธิสัมโพชฌงค์ . --> โพชฌงค์ ๗ . ๗. อุเบกขาสัมโพชฌงค์ . --> มรรคมีองค์ ๘ . อย่างนี้เป็นต้น
กายต้องมีภายนอกภายในต้องมีสองเสมอ มีรูปกับนามเสมอ กายต้องมีสองเสมอหรือเป็นเทวะ แล้วกายนี้ชัดเจนลงไปว่าต้องมีภายนอกกับภายใน หรือกายต้องมีรูปกับนาม มีสิ่งที่ถูกรู้กับผู้รู้ กายนอก ก็สัมผัสกับภายนอก แต่การสัมผัสภายนอกไม่ได้หมายถึงว่าต้องปิดตา กายในกายคือต้องหลับตาไม่ใช่ กายในกายคือ กายนอกก็สัมผัสอยู่ ตาสัมผัสอยู่กายในคือภาพที่เกิดภายในรวมเป็นสังขารภายในเป็นเวทนาสัญญาสังขาร วิญญาณข้างใน หรือตัวที่ปฏิบัติธรรมเป็นนามข้างใน รูปก็กระจายเป็นรูป 28 นามก็ขยายเป็นนาม 5 เจตนาสัญญาเจตนาผัสสะมนสิการ ในนาม 5 มีคำว่าผัสสะ ยืนยันว่า การปฏิบัติจะต้องมีรูปนามจะต้องมีผัสสะจึงจะเกิดมนสิการทำใจในใจของคุณได้ คุณจะรู้จักเจตนาโดยมีสัญญาของเวทนา สัญญาเป็นตัวงานเป็นตัวกำหนดรู้ แสดงว่าเป็นตัวเราเวทนาเป็นตัวถูกก็รู้ สัญญาของคุณเป็นนาม เวทนาเป็นรูป รูปถูกรู้แล้วคุณก็ใช้สัญญากำหนดรู้ เวทนา เวทนา ขยายไปถึง108 หากรู้อันนี้ไม่ได้ โมฆะจากศาสนาพุทธคุณจะไม่รู้จักเคหะสิตเวทนากับเนกขัมมสิตเวทนา เคหสิตะเป็นโลกียะ เนกขัมมสิตะเป็นโลกุตระ ต้องมีการสัมผัสทางทวารทั้ง 5 ต้องอ่านความแตกต่างที่เกิดเรียกว่า อาการ ลิงค นิมิต จับเครื่องหมายของเนกขัมมะเคหสิตะ เป็นอาการจิตเป็นความรู้สึก อาการมันเป็นโลกียะเป็นเคหสิตะ มันประกอบไปด้วยกิเลสปรุงแต่งกันอยู่ ส่วนเนกขัมมะ เป็นอาการที่คุณสามารถจับกิเลสได้แล้วทำให้มันลดลงได้จนถึงดับนี่คือเนกขัมมะ คุณต้องดูอาการจริงสภาวะจริงของสภาพเวทนาความรู้สึก เจตสิก เวทนา คุณจะต้องมีญาณปัญญาวิชชา อ่านตัวนี้ของคุณเองเกิดยังเป็นปัจจุบันทำ สัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายจิตใจคุณร่วมไปด้วยเป็น 6 ทวารรูปนามครบ แล้วคุณก็แยกเวทนารวมลงเป็นความรู้สึกที่ปรุงแต่งเรียกว่า ตักกะ ในสังกัปปะ 7 ตักกะ คุณต้องมาแยกเลย แยกให้รู้ว่าตัณหากับอุปาทานเป็นคู่ๆ ตัณหาเป็นนาม อุปาทานเป็นรูป ตัณหาเป็นdynamic อุปาทานเป็น static ปฏิบัติกับอุปาทานนั้นมันยากแต่ถ้าคุณสามารถทำได้ก็ดีแต่ตัณหานั้นรู้ได้ง่ายกว่า เพราะฉะนั้นคุณจะต้องเรียนรู้เวทนาที่ถูกปรุงแต่งด้วยกิเลส แล้วก็ทำให้กิเลสมันดับ ด้วยการใช้ความรู้ทางรู้ทั้งเห็นเรียกว่าวิปัสสนา รู้เห็นแล้วเกิดความเข้าใจจริงๆอย่างลืมตาไม่ใช่ไปหลับตา ปัสสติ ตามวิโมกข์ 8 ต้องมีเห็นมีรูป แล้วมีผู้รู้รูป วิโมกข์ข้อ 1 ผู้รู้รูปคือคุณนั่นแหละ หากคุณตาบอดก็ไม่รู้รูปคนหูหนวกก็ไม่ได้ยินเสียงคุณจมูกพิการก็ไม่ได้กลิ่นลิ้นพิการก็ไม่ได้รสสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งไม่รู้เรื่องคุณก็ไม่มีการรู้ได้ คุณก็ต้องเป็นคนที่มีความครบบริบูรณ์ไม่อย่างนั้นมันจะแหว่ง และก็ต้องมาเรียนรู้จากเหตุปัจจัยในปัจจุบันที่เกิดจริงในปัจจุบัน ในจิตไม่ใช่ เอาอดีตมาล้างคุณก็ได้แต่ความคิดตรรกะ แต่นี่ไม่ตักกะเลย เป็นของจริงหลัดๆ อาการกำลังเกิดจริงเป็นปัจจุบัน พวกหลับตาปฏิบัติจะเข้าใจได้ไหมว่าคุณนั้นโมฆะจากความเป็นจริงที่เป็นปัจจุบัน
ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 พรหมชาลสูตร คุณไปหลับตานั้นได้แต่อดีต 18 อนาคต 44 คุณไปเว้นผัสสะไม่มีเวทนาให้ศึกษา อ่านพระไตรฯล. ๙ ข. [๘๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ ๕ ประการ เขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ วิธีหลับตาทำสมาธินั้นเป็นของทั่วไปสาธารณะ ที่ปฏิบัติกันอยู่แต่ของพระพุทธเจ้านี้เป็นของเฉพาะวิสามัญ ต้องศึกษาเฉพาะ ไม่เช่นนั้นเป็นไปไม่ได้เลย เพราะหลับตานี้อาตมาไม่ได้ไปลงโทษไม่ได้ไปข่มแต่ต้องตำหนิแล้วตำหนิอีกเราจะตำหนิแล้วตำหนิอีกอานนท์ เหมือนช่างปั้นหม้อที่ทำกับดินที่ยังเปียกอยู่ ดินที่แข็งแล้วจะไปทำอะไรได้ นี่ทุบไปทุบมาก็เจ็บมือเหมือนกันนะ โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 ในมรรคมีองค์ 8 ชัดเจนว่าจะต้องปฏิบัติในขณะทำการงานอาชีพเลี้ยงชีพคุณจะทำงานเลี้ยงชีพอะไรก็แล้วแต่ คุณจะมาเป็นสมณะภิกษุก็คืออาชีพจะต้องศึกษาตนเองให้บรรลุแล้วค่อยสอนคนอื่นเขา อาชีพอื่นของคนเรา อันไหนที่พระวินัยไม่ได้ห้ามเราก็ทำถูกต้องตามฐานะ เพราะฉะนั้นต้องมีอาชีพต้องมีการงาน กายกรรม การกระทำทุกอย่าง การงานทุกด้าน กายกรรมทุกอย่าง วจีกรรม มีการคิดสังกัปปะ เป็นคนธรรมดาไม่ได้หาสถานที่ ไปกดข่มแต่ทำการงานเหมือนคนสามัญทั่วไปของใครแต่ละคนให้เป็นสัมมาอาชีพ ละเว้นจากมิจฉาชีพ 5 เป็นต้น มิจฉา 3 ของกัมมันตะ มิจฉา 4 ของวาจา มิจฉา 3 ของสังกัปปะ ก็ต้องเข้าใจ จะไม่ลงรายละเอียด การปฏิบัติธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่ได้ไปหลับตาปฏิบัติเลยมีกรรมการงานอาชีพธรรมดาอยู่ในมนุษย์เพราะพูดจาก็ได้ การนึกคิดก็ทำได้ ไม่ใช่ไปไม่ได้คิดอะไรซะ มันต้องคิดไตร่ตรองอ่านให้ลึกลงไปถึงจิตในจิตเลย อ่านตักกะแล้ววิจัยแยกกิเลสให้ออกแล้วทำกิเลสลดลงๆเรียบร้อย ตักกะนี้ก็สุดยอดเป็นวิตักกะ เพราะที่ไม่ให้มี วิที่แปลว่าไม่กับวิที่แปลว่ายอด ไม่มีก็สามารถทำให้ไม่มีได้ตกลงสุดยอดแล้วจบกิจวิเศษ วิสุทธิ์ สะอาดบริสุทธิ์แล้ว วิตักกะ เป็นผลโดยการปฏิบัติสังกัปปะ 7 ตักกะวิตักกะสังกัปปะ dynamic เมื่อทำได้สะสมลงก็ตกผลึกใส่จิต เป็นอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เป็นรูปนาม เป็นปัสสัทธิกับปัญญา เสร็จแล้วก็สำเร็จเป็นวจีสังขารที่อยู่ในใจ ถ้ามันยังไม่เคยตั้งชื่อก็ยังไม่มีอธิวจนสัมผัสโส ถ้ามีชื่อเรียกแล้วจะเป็นภาษาบาลีหรือไทยก็ตามก็จะเป็นว่าวจีสังขาร ยังไม่ออกมาเป็นคำพูดนะเป็นแค่คำพูดในใจว่าวจีสังขาร วจีสังขารกับพฤติกรรมมันมีความต่างกันอย่างไรกับพยัญชนะ 2 คำนี้ จบ….620816_รายการสำมะปี๋ซี่วิต สันติอโศก ครั้งที่ 64