การเมืองโลกุตระต้องมีโพธิปักขิยธรรม 37.docx
เนื้อหาในไฟล์
การเมืองโลกุตระต้องมีโพธิปักขิยธรรม 37 พ่อครูว่า... เพราะฉะนั้นการเมืองบุญนิยมหรือว่าจะทำประโยชน์ต่อคน จบ ในวรรณะ 9 เป็นเครื่องยืนยันว่าเป็นคนที่มีพลังงาน ถ้าพลังงานสูงถึงขั้นมี 2 ตัวสุดท้าย วิริยารัมภะ กับอปจยะ เป็นนักการเมืองที่มีภูมิธรรมถึงระดับอรหันต์ แล้วอาตมาก็อธิบายซ้อนไม่ได้หรอกวันนี้ อรหันต์ชั้น 1 2 3 4 อรหันต์ชั้นโพธิสัตว์ อรหันต์ชั้นสูงขึ้นไป คือจะมีคุณภาพของอรหันต์ เพราะฉะนั้นอรหันต์ในระดับที่ 1 ที่ 2 ก็จะยังยาก ที่จะทำงานกับสังคมกว้างขึ้นกว้างขึ้น อรหันต์ขั้น 1 ทำงานกับสังคมได้ระดับหนึ่ง ดีไม่มีตัวตนแต่มันก็ยังไม่มีบารมีพอที่จะทำอะไรได้มาก คนจะสนับสนุน คนจะช่วยเหลือก็จะน้อย บารมีมันน้อย แต่คนที่มีบารมีมากขึ้นมากขึ้น เป็นอรหันต์โพธิสัตว์ที่สูงขึ้นสู่ระดับ 5 ระดับ 6 ระดับ 7 เอาตัวอย่างอาตมา อาตมาไม่ต้องสะสมไม่ต้องเรี่ยไร เขามาบริจาคแต่อาตมาไม่ได้เรี่ยไร ขั้น 7 ขึ้นไปไม่เรี่ยไร ขั้น 6 แก่ๆแล้วก็ไม่เรี่ยไรแล้ว จะมีคนมาสนับสนุน ขั้น 5 ก็จะเปรยปราย ชั้น 4 ก็เรี่ยไรอยู่ในที เป็นอนาคามี เป็นสกิทาคามี เป็นโสดาบัน การเรี่ยไรก็จะมากขึ้นแต่ไม่ได้ไปบังคับอะไรใคร นี่ก็พูดเฉลี่ยขยายไปนิดหน่อย ที่นี้เรื่องกระบวนทัศน์ของการเมืองบุญนิยม มันก็ใช้หลักธรรมพระพุทธเจ้า หลักธรรมใหญ่ที่สุดก็คือจรณะ 15 วิชชา 8 ซึ่งมีครบศีลสมาธิ ปัญญา วิมุตอยู่ในนี้เสร็จ ทีนี้เมื่อผู้ที่รู้จักศีลเป็นตัวหลัก เช่น ศีลข้อ 1 เราเอาศีลข้อที่ 1 มาปฏิบัติ มันเป็นหลัก แล้วมันก็มีรายละเอียดของกระบวนทัศน์ของมัน เช่น ศีลข้อ 1 เราก็เอามาปฏิบัติด้วย อปัณณกปฏิปทา 3 ก็จะเกิดคุณธรรม 7 ก็จะเกิด ประสิทธิภาพของพลังงาน ทั้งปัญญา ทั้งเจโต คือฌาน อีก 4 แล้วก็ไปสู่วิมุติ เพราะฉะนั้นผู้ที่มีศีลเป็นหลักแล้ว เช่น ศีลข้อ
อ่านต่อ
1 ปฏิบัติอะไร ก็ต้องปฏิบัติด้วยโพธิปักขิยธรรม 37 ผู้ที่ปฏิบัติคุณธรรม 37 คือโลกุตระ 37 ข้อ ยกไว้นะ ต้องมีศีลเป็นหลัก ศีลข้อที่ 1 ก็ปฏิบัติตามโพธิปักขิยธรรม 37 หรือปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทา 3 แล้วจะเกิดคุณธรรมสัทธรรม 7 แล้วก็จะเกิด ฌาน คือพลังงานพิเศษ ฌาน มันจะทำลายสิ่งที่ไม่ดีหรือเผาหรือสลายก็จะเกิดปัญญาหรือเกิดสภาพ ฌาน คือสภาพ 2 อย่าง 1.สภาพที่กำจัดทำลายสิ่งเลวร้ายที่มีในจิต 2.เกิดความเฉลียวฉลาดรู้จริง มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ รอบรู้และสามารถ ประหารเด็ดขาดกิเลสคือบุญนั่นแหละ ฌานมาเป็นบุญ เคยอธิบายไว้ว่า บุญนั้นคือเพชฌฆาตมือสุดท้าย ถ้าบุญได้ลงมือแล้วหมายความว่ากิเลสนี้ตายไม่มีฟื้น อธิบายพูดมาไม่รู้กี่ทีแล้ว รายละเอียดพวกนี้อาตมามีในตัวเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 มี ไม่ได้เอาตำราไหนก็ไม่มี เพราะฉะนั้นใครฟังอาตมาแล้วเอาไปเรียบเรียงเป็นตำราก็จะเกิดตำราขึ้น 2,500 กว่าปี ตำราพวกนี้ไม่มี มีแต่ภาษาในของพระพุทธเจ้าและอยู่ในพระไตรปิฎกเล่มนี้ของพระมหากัสสปะกับลูกศิษย์ของท่านรวบรวมมา มันไม่มีรายละเอียดเหมือนที่อาตมาอธิบาย เพราะท่านสายเจโต แต่อาตมามาแตกลายงาออกมาจากคำเข้มๆข้นๆในพระไตรปิฎกไว้เป็นหลักเท่านั้นเอง แต่อาตมาขยายความไว้เยอะ เกิน 53 ปี เพราะฉะนั้นต่อจากโพธิปักขิยธรรม 37 ก็ขออธิบายคร่าวๆ ตั้งแต่สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 นี่คือหลัก 4 เป็นกระบวนการ 4 สติปัฏฐาน 4 มีกาย เวทนา จิต ธรรม พิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม เป็นเหตุเป็นปัจจัยปฏิสัมพันธ์กันนะ ไม่ได้ตัดขาดกันนะ กาย เวทนา จิต ธรรม ไม่ได้ตัดขาดกัน แล้วการปฏิบัติกาย เวทนา จิต ธรรม ปฏิบัติเมื่อใช้ สัมมัปปทาน 4 มี สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ทางตาหูจมูกลิ้นกาย แล้วทำให้เป็นอภิสังขารคือให้เกิดเป็นบุญ ฆ่ากิเลส คือจัดการปรุงแต่งรู้จักกิเลส ฆ่ากิเลส อันที่ 2 เป็นการประหาร ปหานปธาน คือการประหารกิเลส เมื่อประหารกิเลสได้แล้วก็เหลือแต่จิตสะอาดจากกิเลส ก็เป็นผล อันที่ 3 ภาวนาปธาน เมื่อประหารกิเลสได้ก็เป็นผลสำเร็จคือภาวนาปธาน สะสมผลสำเร็จที่จิตสะอาดจากกิเลสได้ ก็อนุรักขณาปธาน นี่คือสัมมัปปธาน 4 ภาษาที่อธิบายทำอย่างไร สำรวมอินทรีย์คืออย่างไร ประหารคืออย่างไร คุณก็ต้องรู้ว่าสำรวมอินทรีย์นี้ ตาหูจมูกลิ้นกายใจสัมผัสๆแล้วเกิดกิเลสแล้วเราก็รู้จักกิเลสและเราก็พยายามพิจารณา ประหารกิเลส ฟังแล้วเหมือนเอามีดไปตัดคอ อธิบายเหมือนเอาใช้ไฟไปเผา คือฌาน ฟังตอนแรกเหมือนเอามีดไปตัดคอ เอาไม้หน้าสามไปตีหัวมันแตกแหลกลานเลย จนกระทั่งมันตาย ก็ต้องแรงหยาบอย่างนั้น เหมือนกับเอาไฟไปเผาสลายไป มันแรงอีกเหมือนกัน แต่มันไม่ใช่ มันเกิดปัญญาไปเผา ปัญญาคืออะไร ปัญญาคือมันจะรู้ว่าสิ่งเหล่านี้ไปยึดไว้นั้นมันเป็นของไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันตั้งอยู่มันเป็นทุกข์ อย่าให้มันมีเหลือเลย นี่คือความหมายมันยากที่จะเข้าใจ ตื้นๆมันก็เข้าใจว่าไม่เที่ยง ตั้งอยู่ดับไป คุณก็จะต้องทำให้ไม่ตั้งอยู่ โดยเฉพาะกิเลสไม่ให้มันตั้งอยู่ และให้มันดับไป ดับไปโดยปัญญาอันยิ่ง เป็นตัวเผา ฟังแล้วปัญญาเผามันก็ดูยาก ปัญญาก็คือ ปุญญะ พยัญชนะเดียวกัน อันหนึ่งคือ อุ อันหนึ่งคืออะ ปัญญาก็อะ ปุญญะก็อุ อะ อิ อุ ปริญญา ปัญญา ก็คือความรู้ ก็คือธาตุรู้ที่มันฉลาดขึ้น จาก อะ อิ อุ จาก ปะ + อัญญะ แล้วก็เป็น อัน นุ ไม่ได้อธิบายอย่าง ไวยากรณะ วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ ฉันทลักษณ์ ที่เขาเรียนปริญญา เปรียญกัน ไม่ใช่อันที่เขาไปปรุงแต่งตาม ไวยากรณ์ เขาก็หลงความลึกซึ้งพวกนี้ไป ซึ่งเป็นอาจาริยาวาท เป็นภาษาสมัยใหม่ที่ปรุงแต่งให้ไพเราะ มันไม่เป็นโลกุตระ มันไปหาโลกจินตา มันเป็นหลงการหลงความรู้ไปเรื่อยๆเลย อันนั้นจึงไม่มีผลและน่าสงสาร หลงความรู้สูงสุดไปเป็นพญาครุฑ ทีนี้มาเข้าถึงขั้นอธิบายไปว่า การเมืองแบบบุญนิยมนี้ มีคุณธรรมของโพธิปักขิยธรรม 37 สำรวม สังวร พิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม ด้วยสัมมัปปธาน 4 ด้วยอิทธิบาท 4 แล้วก็จะเกิดพลังงานเรียกว่าอธิปไตย หรืออินทรีย์ หรือพละ เป็นพลังงานทั้งนั้น อินทรีย์เป็นกำลังหรือเป็นพลังงาน พละหรือผล พละกับกำลัง พระพุทธเจ้าอธิบายแยกพลังงานไว้ 5 เป็นอินทรีย์ 5 แล้วก็เป็นปลายผลหรือพละก็ 5 มี ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ศรัทธา โดยความรู้ทั่วไปก็รู้ว่าเป็นความรู้ เป็นความเชื่อถือ ทีนี้ศรัทธามันไม่มีปัญญาร่วมก็ได้ แต่ศรัทธาของพระพุทธเจ้าต้องมีปัญญา ยิ่งเป็นตัวนำศรัทธาด้วยยิ่งดีใหญ่ เขาแกนศรัทธาก็ต้องมีปัญญาเข้าไปร่วมด้วยอย่างเต็มตัว แต่ต้องมีปัญญาเข้าไปช่วยจริงๆ ศรัทธาไม่มีปัญญาไม่เจริญ นอกจากไม่เจริญแล้ว ศรัทธาไม่มีปัญญามีแต่งมงายงมโง่ไปเลย ศรัทธา วิริยะ ต้องมีสัมมาทิฏฐิ ศรัทธาของคุณต้องมีปัญญาเข้าไปร่วม แล้วเมื่อเห็นเมื่อรู้ว่าศรัทธาของเราเข้าทางสัมมาทิฏฐิมีปัญญาร่วม คุณก็วิริยะ แล้วคุณก็จะมีตัวตื่น สภาพจิตวิญญาณที่มันตื่นเรียกว่า ชาคริยาหรือชาคระ หรือชาคโร เป็นกริยา ชาครติ ชาคร ก็จะตื่น กายกรรมก็คือ รู้ความละเอียดของการสัมผัส กายมาปรุงแต่งเป็นเวทนา แล้วก็รู้ในเวทนานั้นก็แยกจิตออกเป็นเจโตปริยญาณ 16 ว่าในเวทนามีกิเลสไหม มีราคะโทสะโมหะแล้วก็รู้วิธีทำให้ราคะ ทำให้โทสะ ทำให้โมหะมันลดลงๆ ลดลงได้ เจโตปริยญาณ 16 ลดลงได้ขั้นหนึ่ง เรียกว่าสภาพ 2 สายศรัทธาจะเป็น สังขิตฺตํจิตตํ สายปัญญาจะเป็น วิกขิตฺตํจิตตํ ลดลงได้ มันก็ยังเป็นก้อนและเป็นความฟุ้งอยู่ ยังยากอยู่ ก็ต้องทำให้มันได้ผลดีขึ้น กระจายก็ลดน้อยลงมา ตีไม่แตกเป็นก้อนสังขตัง ก็ต้องตีให้ได้ แยกให้ออก เอาส่วนเสียออกให้ได้ ทำได้ก็เป็น มห มหัคะ ใหญ่ขึ้น ดีขึ้น เจริญขึ้น เลิศขึ้น ถ้าไม่ได้ก็เป็น อมหัคะ มันก็ไม่เจริญ ไม่เพิ่มจากความเจริญ ไอ้ที่มันยังไม่ได้ มันเพิ่มเจริญขึ้นก็เป็น มหัคคะ เจริญขึ้นจนกระทั่งมันได้ราบรื่น เจริญขึ้นเรื่อยๆเรียกว่า สอุตระ แต่คนเจ้าตัวจะรู้ว่ามันเจริญมันได้ดีแต่มันยังมีดีกว่านี้อีก ยังรู้ว่ามันยังไม่จบ เพราะฉะนั้นถ้าใครตีกรอบที่จะจบไม่เป็น ไม่มีกรอบ ไม่มีคอก เพราะฉะนั้นเรื่องสัตว์เท่านี้เอาให้ได้ในกรอบเท่านี้ก่อนโดยเฉพาะสัตว์คน สัตว์เดรัจฉาน สัตว์ผีนรก อสูรกาย สัตว์เปรต สัตว์จตุมหาราช คุณก็เข้าใจกว้างๆก่อนแล้วก็ทำตามภูมิธรรมของตนเอง สรุปคุณสามารถกำจัดสิ่งที่ควรกำจัด ทำให้เจริญในสิ่งที่ควรเจริญได้ จนกระทั่ง สอุตระแล้ว เจริญขึ้นมีกรอบสุดแล้วเป็น อนุตรังจิตตัง โดยกรอบตั้งแต่สัตว์จนถึงเรื่องสิ่งอื่น ทุจริตไม่ทุจริตในศีลข้อที่ 2 ข้อที่ 3 เกี่ยวกับรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสตีกรอบไปเรื่อยๆ หากทำโดยไม่มีกรอบ ไม่มีรอบไม่มีการจบกิจ มันไม่มีการจบกิจในกรอบแต่ละกรอบ มันก็เลอะเทอะไป ไอ้นุ่นก็ทำไอ้นี่ก็ทำ แล้วอะไรมันจะเรียบร้อยอะไร มันจะจบบ้าง มันไม่เป็นอันจบ มันจะเละ ผู้ที่สามารถถึงขั้นทำจิตถึง อนุตรังจิตตัง คือผู้นั้นรู้จักกรอบ รู้จักทำให้หมดได้ จิตสะอาดจากกิเลสแล้ว จิตก็สะสม คุณก็หลุดพ้นเป็นวิมุติ วิมุติจากกรอบของคุณ จากโลกน้อย โลกกลาง โลกใหญ่ ไปตามลำดับ จากเรื่องนี้เรื่องนี้เรื่องนี้ แล้วสั่งสมจิตเป็นจิตแข็งแรงตั้งมั่น เพราะฉะนั้น จิตแข็งแรงตั้งมั่นของพระพุทธเจ้ามีเจโตปริยญาณเป็นหลัก ไม่ใช่ไปนั่งสะกดจิต แล้วไม่ได้มีรายละเอียดตั้งแต่รู้สภาวะของจิตเจตสิกต่างๆทั้ง 16 ขั้น ไม่ใช่ ไปโมเมนั่งหลับตา สะกดจิต ไม่มีรายละเอียดพวกนี้เลย กายยังไม่มีสัมผัสที่จะรู้กิเลส หยาบ กลาง ละเอียด ไม่มีลำดับ สรุปตีหัวเข้าบ้าน ตีมาหลายแผลแล้ว นั่งหลับตานั้น เลิก มันไม่ได้ มันเป็นโมฆะ เลิกได้ อาตมายังหวังอยู่อย่างมากว่า ผู้หลับตาจะตื่นๆมาฟังอาตมาแล้วล่ะก็ โอ้โห ตายๆ แล้วเขาจะละอายอย่างแรงกล้า ท่านโพธิรักษ์ เคยไปดูถูกท่านมามากว่าท่านไปตีหลับตาเขาทำไมไปว่าทางสายหลับตาทำไม ถ้าอาตมาได้ผู้ที่มาจากสายหลับตามา อัตราการก้าวหน้าในความเจริญของโลกุตระนี้จะพรวดๆ เลย อัตราการก้าวหน้าจะตัวเลขสูงระดับคูณ ระดับยกกำลังเลย ถ้าเผื่อว่าทางโน้นเขาตื่น เขาชัดเจน แต่นี่ แทงด้วยหอกร้อยเล่มตอนเช้า กลางวัน เย็น ก็เฉย เวียนไปแทง 300 เล่มแต่ละวันก็เฉยอยู่อีก จะกี่วันถึงจะตื่น (พ่อครูไอตัดออกด้วย) _สู่แดนธรรม... อะไรที่เป็นจารีตประเพณีที่ตกผลึกมาแล้วอย่างอินเดียคงยากที่จะเปลี่ยนแปลงให้เขาตื่นขึ้นมาได้ พ่อครูว่า... ถ้าไม่ยากไม่ใช่งานโพธิรักษ์ทำหรอก ไม่ยาก มันไม่ได้พิสูจน์ฝีมือ ต้องทำ อาตมาไม่สิ้นความพยายาม ไม่ลดแรงของอุตสาหะ อาตมาทำ จนกว่าจะขาดใจคาเวที ถ้าอาตมาอธิบายธรรมะแล้วขาดใจฟุบลงไปตรงนี้แล้ว โอ้โห..ยอดเลย อาตมาทำได้ขนาดนั้นยอดเลย แต่ก็ไม่ใช่ว่าอยากจะเป็นอย่างนั้นนะ มันจะโก้เกินไป เหลือเวลาอีกหน่อยแถมให้ว่า โพธิปักขิยธรรม 37 มี สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 สติปัฏฐาน 4 ประพฤติอย่างไร ก็ต้องประพฤติอย่างสัมมัปปธาน 4 แล้วก็ปฏิบัติด้วยอิทธิบาท 4 มันจึงจะเกิดเป็นอินทรีย์ 5 พละ 5 มันจึงเกิดสัทธรรม 7 ฌาน 4 วิมุติ มันจะเกิดตามสัจธรรมอย่างนั้น ทีนี้ ผู้ปฏิบัติถูกต้องตามธรรมะที่อธิบายไปแล้วก็จะเกิดพลัง จะเรียกพลังนั้นว่าอินทรีย์ จะเรียกพลังงานนั้นว่าพละ มันก็คืออธิปไตย จะเรียกมันว่าเป็นพลังของอินทรีย์หรือพลังไปจบเป็นผลหรือเป็นพละ มันก็คือ อธิปไตย 3 โลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย และ ธรรมาธิปไตย ที่ทำประโยชน์ให้แก่มวลมนุษยชาติ เรียกว่า พหุชนะ ประโยชน์ก็คืออายะ เป็นอายะ 3 พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) แล้วให้มวลชนในโลกได้รับประโยชน์ ได้รับความสุข ความสุขอันนี้เป็นคำกลางๆอนุโลมว่าอย่างน้อยก็เป็นความสุขโลกีย์อย่างซ้อนนะ ซ้อนโดยที่ว่าให้เขารู้จักสุขอาศัย ไม่ใช่สุขหลงเสพ สุขอาศัยหมายความว่าคุณลดความที่ติดโลกียะลงมาได้แล้วก็อาศัย ถือว่าสุข ใช้ภาษาแทนว่าสบาย ว่ามันสุขไม่เดือดร้อนเท่าไหร่ ไม่มี อวิปฏิสาร แล้วถึงขั้นเปมะ ตามอธิบายใน อานิสงส์ของศีล 1. อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) 2. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) 3. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) 4. ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) 5. สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) 6. สมาธิ (จิตมั่นคง) 7. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) 8. นิพพิทา (เบื่อหน่าย) 9. วิราคะ (คลายกิเลส) 10.วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พตฎ. เล่ม 24 ข้อ 1 , 208) 660630 การเมืองบุญนิยมโลกุตระที่เป็นปรากฏการณ์จริง พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก