การเมืองบุญนิยมเป็นเช่นไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.72 KB
วันที่แก้ไข1 กรกฎาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

การเมืองบุญนิยมเป็นเช่นไร พ่อครูว่า... การเมืองบุญนิยมหรือการเมืองโลกุตระ ที่อาตมาใช้คำว่า บุญนิยม แทนคำว่า โลกุตระ เพื่อที่จะใช้ภาษาให้มันเทียบเคียงกับคำว่า ทุนนิยม ทุนนิยมนี้มันโลกียะ 100% ล้านเปอร์เซ็นต์ การเมืองทุนนิยม ง่ายๆก็การเมืองทุนนิยม เขาใช้อำนาจทุนเป็นหลัก อำนาจทุนเป็นอำนาจ และสร้างอำนาจบาตรใหญ่เป็นอำนาจ ทุนเป็นรูปธรรม อำนาจบาตรใหญ่เป็นนามธรรม ที่คนเขาสร้างแล้วก็ใช้กันอยู่ การเมืองที่เป็นทุนนิยมหรือเป็นโลกียะ การเมืองในโลกปัจจุบันนี้ด้วยหรือแม้แต่ในยุคพระพุทธเจ้าก็ตาม ก็เป็นการเมืองแบบโลกียะกับการเมืองแบบโลกุตระ แต่การเมืองแบบโลกุตระในยุคพระพุทธเจ้านั้นเป็นยุคที่มีข้อจำกัด เพราะเป็น 1.ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และ 2. เป็นยุคทาส ลึกซึ้งนะเรื่องทาส มันเป็นอำนาจบาตรใหญ่่ของสังคมที่คนเป็นทาส slave ภาษาอังกฤษ มันเป็นทาส เป็นยุคทาส เป็นจริงเลย คนทุกคนยอมรับจำนวนว่ามีนายทาส มีลูกทาส ยิ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้ว ทุกคนเป็นทาสของท่านหมด มีสิทธิ์จะสั่งฆ่าได้หมดเลย จะขายจะฆ่าจะอะไร เป็นเจ้าของคนทุกคนเลย อย่างนี้เป็นต้น เป็นเรื่องอำนาจบาตรใหญ่ขนาดนั้น ในยุคพระพุทธเจ้าอุบัติ พระพุทธเจ้ามีบารมี ท่านก็สร้างวิธีของท่าน จะเรียกว่ากฎหมายก็เป็นกฎหมายระดับรัฐธรรมนูญ เช่น ศีลของพระพุทธเจ้าคือกฎหมายรัฐธรรมนูญ ยังไม่ระบุโทษ ยังไม่ระบุรายละเอียดนัก บอกแต่เนื้อหาสาระว่าควรกับไม่ควร พอกฎหมายละเอียดออกมาแบ่งเป็นกฎหมายแพ่ง อาญา มันจึงจะมีระบุกำหนดผิดเท่านี้โทษเท่านี้ อะไรต่างๆอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นของพระพุทธเจ้าท่านก็มีวินัย ท่านแยกเป็นศีล ศีลเป็นเรื่องเหมือนรัฐธรรมนูญ วินัยเป็นเหมือนกฎหมายลูก กำหนดโทษสารพัด ส่วนศีลนั้นตายตัว มี จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ในยุคพระพุทธเจ้าก็ใช้วงก

อ่านต่อ

ารของท่าน คนที่ไม่เข้าในวงการ ไม่เข้าในจารีต เข้าลัทธิ เขาก็อยู่กันอย่างชีวิตสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นทาส และคนในยุคทาสนั้น ไม่รู้จักสิทธิมนุษยชน สิทธิในตัวเอง สิทธิที่จะแสดงออก ความหมายของสิทธิมันก็ยิ่งใหญ่ จนกระทั่งเดี๋ยวนี้สิทธิมนุษยชนก็ตั้งเป็นองค์กรควบคุมหรือว่าดูแลโลกเลย เป็นผู้ดูแลสิทธิมนุษยชน ใครไปละเมิดก็ต้องเอาเรื่อง แม้แต่ทั่วโลกเลย ประเทศไหนเขาก็ยึดถือทั่วโลก ยอมรับว่าคนมีสิทธิส่วนบุคคล ใครจะละเมิดสิทธิส่วนบุคคลยาก เขาก็เลยช่วยพวกเสียเปรียบ พวกที่ถูกกดขี่สิทธิ เขาก็ตั้งเป็นองค์กรช่วย ก็มีสมาชิก มีผู้เห็นชอบด้วย ก็สนับสนุนกัน ก็เป็นองค์กรที่เลี้ยงชีพองค์กรหนึ่ง ทีนี้เรื่องประชาธิปไตยในยุคพระพุทธเจ้ายังไม่มีภาษา อาตมาเคยอธิบายไว้แล้ว ว่าความเป็นพลังงานที่มนุษย์เอามาใช้แล้วก็ประพฤติกันออกมา เพราะฉะนั้นผู้ที่มีความรู้ในพลังงานเรียกว่าอธิปไตย เป็นแรง เป็นพลังงาน เป็นอำนาจ พลังงานมีความรู้ในเรื่องของ ความปรุงแต่งร่วมกับความเกี่ยวข้องในโลก ใครก็ตามในสังคมกลุ่มนี้ปรุงแต่งอยู่ในขอบเขตนี้ออกไปอีก สมัยพระพุทธเจ้าปรุงแต่งแล้วก็ไม่สามารถที่จะแพร่ สื่อสาร ออกไปกว้างไกลกว่าคนในทวีปอินเดีย เพราะสื่อสารยังข้ามออกจากประเทศ ออกจากทวีป ออกจากขอบเขต แม้แต่อยู่ในแคว้น ออกจากแคว้นไปก็ไปตามคน แต่ก่อนยังไม่มีเครื่องมือมาก แต่เดี๋ยวนี้มันไปทางอากาศ ความรู้เจริญขึ้นในยุคสมัยนี้มันก็อยู่ในกรอบขอบเขต เพราะฉะนั้น ในการบริหารปกครอง เรียกว่า การเมือง การเมืองบุญนิยมหรือการเมืองโลกุตระ ในยุคพระพุทธเจ้ามีแต่ของพระพุทธเจ้าที่มีความรู้ในอธิปไตย 3 โลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย และ ธรรมาธิปไตย โลก คือ เกี่ยวข้องกับผู้อื่น เท่าที่ใครจะสามารถเกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษ อย่างบางประเทศเขานึกว่าเป็นเจ้าโลก เขานึกว่าเขาใหญ่พยายามจะแผ่อำนาจอิทธิพล แม้ในเมืองไทย ส่วนหลายประเทศเขาสามารถแผ่อิทธิพลสำเร็จของเขา คนพวกนั้นก็ตกเป็นทาสของนายอำนาจ เป็นเจ้าอำนาจ มันเป็นเรื่องบังคับ เป็นเรื่องอำนาจบาตรใหญ่ มันไม่ใช่เรื่องที่จะให้คนยอมรับนับถือ มี 2 ประเด็น 1. อำนาจบาตรใหญ่เอามากดขี่เขา 2.อำนาจที่ไม่ใช่อำนาจบาตรใหญ่ แต่เป็นธรรมาธิปไตย เป็นอำนาจโดยธรรมที่เขาเห็นว่าดี เขาจึงยอมยกให้ 2 ประเด็นนี้คนละขั้ว ขั้วหนึ่งนี้เป็นคุณธรรมและเป็นอิสรเสรีภาพ ส่วนอีกขั้วหนึ่งเป็นอำนาจบาตรใหญ่เพื่อจะข่มเขาได้ เป็นอำนาจเลวร้าย เป็นอำนาจซาตาน ส่วนอำนาจของทางที่ประชาชนหรือคนอื่นเขายกให้เองนี่ เป็นอำนาจของพระเจ้า เป็นอำนาจของคุณธรรม เป็นอิสรเสรีภาพ ใช้สัจจะของความจริงของคนที่คนอื่นเขายกให้ เป็นอำนาจที่เขายกให้ ไม่ใช่เราไปแย่ง ไม่ใช่เราไปข่มขี่ ไม่ใช่เราไปใช้อำนาจบาตรใหญ่ ใช้อาวุธ ใช้อำนาจความกลัวให้เขากลัว อันนี้ไม่มี อำนาจนี้ไม่มีความกลัว มีแต่อำนาจความยอมรับนับถือ เคารพยกย่อง เชิดชูบูชา มันคนละลักษณะกันเลย _นักรบธรรม...มีพระเดชกับพระคุณครับ พ่อครูว่า... มีคนสรุปให้ อำนาจพระเดชยังเป็นอำนาจเลวร้ายเป็นอำนาจแบบโลกียะ ใช้ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แม้แต่ความสุขก็เอามาล่อ มาสร้างอุปาทานทางความสุขให้เขาอยากได้ความสุขอันนี้ แล้วก็หลอกกัน เอาง่ายๆ ตัวอย่างเช่นว่า ถ้าเราเป็นนายก เราจะขึ้นเงินให้เท่านี้คนเกิดมาจะได้เท่านี้ อย่างนี้แหละเป็นสิ่งล่อให้เขาอยากได้ ถ้าเขาได้เขาจะเป็นสุข แค่นี้ก็เป็นอำนาจเถื่อน อำนาจบาตรใหญ่ อำนาจขี้หลอกขี้ล่อ ซึ่งประเทศอย่างเมืองไทยมีตัวอย่างที่เขาใช้อำนาจอย่างนี้มามาก แล้วเมืองไทยไม่ใช้อำนาจแบบนี้เพราะถือว่ายังเป็นคนเถื่อน เป็นคนชั้นต่ำ ไม่ทำ มีแต่รับใช้ประชาชน มีแต่ใจเมตตาเกื้อกูล มีแต่เสียสละ แล้วไม่ล่อหลอก ไม่สร้างประชานิยม อาตมาสรุปอันนี้อยู่ว่า เลวที่สุดในแผ่นดินคือหากินบนคำว่าช่วยเขา คุณไปสัญญิงสัญญาว่าจะช่วยอย่างนั้นอย่างนี้ นั่นแหละคือแบบเถื่อนๆ เรียกคำโก้ๆว่า มีนโยบาย นัยยะ กับ อุบาย คือ ยังไม่จริง มันเป็นเป็นกลยุทธ์อันหนึ่ง อุบาย เป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งที่มีนัยยะนโยบาย 660630 การเมืองบุญนิยมโลกุตระที่เป็นปรากฏการณ์จริง พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน