ความเป็นอรหันต์นั้นมีลำดับอันน่าอัศจรรย์.docx
เนื้อหาในไฟล์
ความเป็นอรหันต์นั้นมีลำดับอันน่าอัศจรรย์ เพราะฉะนั้นจะไปนิพพาน อยู่กับโลกเห็นแล้วว่า มันมีแต่ความทุกข์อยู่มีแต่ความน่าเบื่อหน่าย ทางออกก็ต้องมาศึกษาทางนี้เพื่อพ้นทุกข์ คุณศึกษามาเป็นพระอรหันต์แล้ว คุณรู้จักทุกข์สุขที่เป็นเวทนาแล้ว แล้วคุณจะอยู่กับความไม่มีทุกข์ไม่มีสุข คุณอยู่ไปก็มีช่องทางที่คุณจะอยู่ จะอยู่ไปให้นาน ปณิธานเท่าพระอวโลกิเตศวรหรือเท่ากับเจ้าแม่กวนอิม คุณก็อยู่ไปสิ มันได้นะได้จริงๆคุณจะอยู่ไปก็อยู่ แต่ปณิธานนั้นเป็นปณิธานที่ยิ่งใหญ่มาก ไม่มีพระพุทธเจ้าองค์ไหนที่จะอยู่เท่ากับพระอวโลกิเตศวรหรอก ท่านก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปในวาระเมื่อจบสมัยพระพุทธเจ้าสมัยเดียว ทำไมต้องสมัยเดียว อาตมายืนยันนะว่าพระพุทธเจ้า ไม่มีพระพุทธเจ้า 2 สมัย ไม่มี สมัยเดียวก็เป็นวาระสุดท้าย ยิ่งสมณโคดม อยู่ประกาศศาสนาน้อยที่สุด 45 ปีเอง ยังไม่ถึง 100 เลย อายุ 80 ท่านก็ไปแล้ว เพราะมันเบื่อหน่าย เพราะมันทำต่อไปก็ ท่านมีองค์ประกอบที่ท่านรู้ในยุคนี้มันก็ได้เท่านี้ ผู้ที่เป็นโพธิสัตว์มารับผิดชอบต่อไป ศาสนาพุทธนี้ถึงแน่ 5,000 ปี เพราะศาสนาพุทธของพระสมณโคดมอายุ 5,000 ปีนี้ ท่านก็ไม่มีปัญหาอะไรเพราะว่าสาวกของท่านอย่างน้อยอาตมาเป็นต้น จะต้องสืบทอดอยู่แล้ว เพราะมันเป็นข้อบังคับว่าอาตมาไม่สืบทอดไม่ได้เพราะอาตมาปรารถนาพุทธภูมิ สัมภาระวิบากพวกนี้อาตมาต้องทำ เพราะฉะนั้น อาตมามันต้องเป็นเช่นนี้ ไม่เป็นเช่นนี้ก็ไม่ใช่ อาตมาถึงบอกว่า อาตมาเป็นตัวใช่ เป็นตัวจริง กำลังยืนยันอยู่ตอนนี้ คนก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ อาตมาต้องสำทับย้ำให้เห็นให้เข้าใจว่ามันมีเหตุปัจจัยอย่างมีองค์ประกอบอย่างนี้นะ ใช่นะ หลายคนจะต้องใช้องค์ประกอบ ใช้เหตุปัจจัยต่างๆ ถ้าเหตุปัจจัยยังไม่ครบ น้ำจะเต็มถ้วย ยังไม่ครบจะต้องหยดมาอีก 5 หยด เต็มล้
อ่านต่อ
น บางคนก็ต้องหยดอีก 3 หยดจึงจะเต็ม บางคนก็เพียงหยดเดียว บางคนต้องหยดอีก 5 ล้านหยดถึงจะเต็ม บางคนมากกว่า 5 ล้านก็ยังไม่เต็ม มันก็เป็นสัจจะ ของใครของมันที่จะเต็มหรือไม่เต็ม เพราะฉะนั้นสิ่งจริงด้วยสัจจะพวกนี้ที่อาตมาพูดเป็นสัจธรรมหรือเป็นธรรมะที่พวกเราฟังเข้าใจจะเข้าใจยิ่งขึ้น ไม่ใช่ว่าอาตมามาพูดวนเวียนซ้ำซากโดยไม่มีอะไรใหม่ อานิสงส์ในการฟังธรรม 5 ประการ มีทุกครั้ง มีทุกวัน มีทุกครั้งเท่าที่อาตมาพูดเพิ่ม อย่าว่าแต่มาพูดในวาระที่มาออกอากาศเลย อาตมานั่งอยู่ตรงไหนอาตมาตื่นนอนก็มาแล้ว หาอะไรใหม่ๆเพิ่ม ท่านใดมีโอกาสเข้ามาอย่างนี้เป็นต้น หรือเวลาอื่นๆ แต่อย่างว่าคนก็เกรงใจไม่ค่อยจะมากวนเท่าไหร่ เพราะว่าอาตมาก็หลายอย่าง ไปกวนมากก็ไม่ได้เพราะอายุมากเข้าอาตมาจะต้องการส่วนตัว ต้องการพักมากขึ้นก็แล้วแต่รายละเอียดมากมายหลายอย่าง ต่อมาประเด็นที่บอกว่า ไม่มีความลึกลับในตัว แน่นอน รโห ระหะ ต้องอรหะ อรโห ไม่ลึกลับ เพราะฉะนั้นเทวนิยม พระเจ้า ลึกลับ ยังไม่มีใครเห็นพระเจ้าซึ่งอาตมาก็ขยายความแล้วว่าพระเจ้าไม่มี ยืนยันว่าไม่มี ความรู้หรือความจริงที่พระศาสดาของศาสนาแต่ละศาสนาที่เป็นเจ้าของศาสนา ความรู้เป็นของท่าน แต่ท่านไม่รู้ตัวเอง ไม่รู้อัตตา ไม่รู้ว่าความรู้นี้มาจากไหน ก็เลยนึกว่าต้องมีคนให้เรามาแน่ เพราะโดยจริตของศาสนาเทวนิยมที่เขาเป็นทาสพระเจ้า เขาก็เลยคิดว่ามีผู้ให้มาแน่ เพราะท่านไม่รู้.ตัวเอง เทวนิยมไม่รู้จักอัตตา นอกจากไม่รู้จักตัวเองแล้ว ก็เลยสลายอัตตาไม่ได้ อัตตาประกอบด้วยอะไร รูป เวทนา สัญญา สังขาร ไม่รู้เรื่อง ก็สลายรูปเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไม่ได้ แล้วในขันธ์ 5 รูป ประกอบด้วยตั้งแต่มหาภูตรูป ดิน น้ำ ไฟ ลม เริ่มต้นเชื่อมเป็นกาย ก็มีนามธรรมเข้ามาร่วม ตัวปลายสุดคือเวทนา ตัวรวมยอดคือวิญญาณ พลังงานรวมยอดคือวิญญาณ เพราะฉะนั้นพลังงานตัวต้นคือเวทนา ตัวสัญญาและสังขารคืออีก 2 เจตสิก 2 อาการที่ จะกำหนดรู้กับจะปรุงแต่งกันอยู่ ปรุงแต่งกันอยู่เรียกว่า สังขาร ตัวธาตุจิตเจตสิกที่มีหน้าที่กำหนดหมาย สำคัญมั่นหมายเข้าไปในรายละเอียดในสิ่งนี้ อ้อ…อันนี้เป็นอันนี้ อันนี้แตกต่างจากอันนี้ มีอาการ ลิงค นิมิต ให้รู้ว่าแตกต่างอย่างไร กำหนดรู้ว่า มันต่างกันด้วยอาการต่างกันด้วยนิมิต แล้วก็จะต้องรู้มาจากอุเทสของผู้ที่บรรยาย อาตมากำลังบรรยายคำสอนซึ่งคุณรู้เองไม่ได้ อาตมาก็ได้มาจาก อุเทส ของพระพุทธเจ้า ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้าไม่มีทางรู้ เช่น ในยุคที่หมดแล้วศาสนาพุทธ ในยุคพุทธันดรไม่มีพระพุทธเจ้าเลย เกิดขึ้นมาในยุคนั้นเป็นช่วงว่าง ศาสนาพุทธความรู้โลกุตระก็ไม่มี มันก็มีแต่ความรู้โลกียะ หรือกลียุคไป พอหมดศาสนาพุทธครบ 5,000 ปี ศาสนาก็มีแต่โลกียะ ก็ฆ่ากันห้ำหั่นกันเป็นกลียุคแล้ว เดี๋ยวนี้เขาก็ดุเดือดกันไปเรื่อยๆ ต่อมาความลึกลับก็ต้องลึกลับเป็นเทวนิยม แต่ของพระพุทธเจ้านั้นเป็น รอบที่พ้นความลึกลับ อันแรกคืออรหันต์ขั้นที่ 1 ขยายความไปหมดแล้ว อรหันต์ ขั้นที่ 1 โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ อันนี้คืออรหันต์ขั้นที่ 1 พออนุโพธิสัตว์หรืออรหันต์อนุโพธิสัตว์ ก็จะต้องอีกรอบหนึ่ง เป็นอรหันต์ไม่ลึกลับในความเป็น อนุโพธิสัตว์ ก็เป็น 2 แล้วอรหันต์ จากนั้นก็เป็นรอบสูงขึ้นเป็นอนิยตโพธิสัตว์หรืออรหันต์อนิยตโพธิสัตว์ คุณก็ต้องจบรอบไม่ลึกลับอรหันต์ใน อนิยตโพธิสัตว์ อีก รอบที่ 1 อรหันต์ รอบที่ 2 อนุโพธิสัตว์ รอบที่ 3 อนิยตโพธิสัตว์ รอบที่ 4 นิยตโพธิสัตว์ คุณก็ต้องเรียนรู้อรหันต์ในนิยตโพธิสัตว์อีก จบรอบนี้อีกคุณก็ไปรอบสูงมหาโพธิสัตว์ ก็ต้องเรียนรู้ให้จบอรหันตมหาโพธิสัตว์ให้ได้อีก เมื่อได้พ้นครบรอบของอรหันตมหาโพธิสัตว์จึงจะเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นสัมมาสัมโพธิญาณ ทีนี้สัมมาสัมโพธิญาณ อาตมาก็แยกอีก อาตมารู้ตำราหมดแล้วแต่ยังไม่ถึง มหาโพธิสัตว์อาตมาก็รู้ อรหันต์ก็รู้ ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าก็รู้ แต่อาตมา ตำราปฏิบัติตัวเองสภาวะอาตมา บารมีอาตมายังไม่ถึง อาตมาก็ต้องมีตำราเรียน ตำราพิสูจน์ มีพิมพ์เขียวก่อนสิ ก่อนที่จะทำอะไรขึ้นมา โครงสร้าง มันมีพิมพ์เขียว ไม่มีตำรา ไม่มีนำมาไม่ได้เพราะเราไม่ใช่เป็นพระพุทธเจ้า ที่ยอดเป็นผู้รู้เองแล้วถือว่ารู้เอง และพระพุทธเจ้าก็รู้จากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆมา ถามว่าพระพุทธเจ้าองค์แรกคือองค์ไหนก็คือพระโสดาบัน อาตมาตอบแล้วนะ อันนี้จะไม่ทวน อรหะคือผู้ไม่ลึกลับแล้วเป็นรอบๆจบรอบ อรหันต์สุดท้ายเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แถมอีกนิดหนึ่ง ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นยังไม่ถึงสัมมาสัมพุทธเจ้าทีเดียว เพราะยังไม่มาประกาศศาสนาในโลก คนจะได้รู้ว่า องค์นี้เป็นผู้บรรลุสัมโพธิญาณมาประกาศโลกุตรธรรมหรือพุทธศาสนาขึ้นมา ท่านก็ได้ขึ้นทำเนียบเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง คำศัพท์ว่า พระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งก็คือท่านมาประกาศศาสนาขึ้นมา อย่างศาสนาพุทธของพระสมณโคดม พระพุทธเจ้ากัสสปะก็มาประกาศศาสนาของพระพุทธเจ้ากัสสปะ หรือของพระโกนาคมนะก็เป็นขององค์นั้นเป็นต้น ก็ขององค์ใดองค์หนึ่งองค์นั้นประกาศ ทีนี้ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะไม่ใช่ท่านสอนไม่เป็น เขาไม่รู้ก็เดาผิดๆ ท่านเป็น ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ มีภูมิเท่ากับพระพุทธเจ้าแล้วจะสอนคนไม่ได้อย่างไร เขาก็เดาเอา ท่านก็คือผู้ที่มีสัมมาสัมโพธิญาณเท่ากับพระพุทธเจ้า แต่ท่านไม่ประกาศศาสนา เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นทำเนียบองค์ใดองค์หนึ่ง ท่านปรินิพพานเป็นปริโยสานของท่านไป รีไทร์ตัวเองไปเลย ท่านไม่อยากได้ตำแหน่งอันนี้ ถ้าจะว่าจริงๆแล้วพระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าสูงกว่าสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกในนัยยะสิริมหามายา ในมุมเหลี่ยมนี้ ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะสูงกว่าสัมมาสัมพุทธเจ้าอีก ตรงที่ท่านไม่ประกาศตัวตน ไม่มีตัวตน หายตัวไปเลย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศตนเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง ท่านก็อยากเป็นพระพุทธเจ้า ถ้าจะตีความด้วยพยัญชนะด้วยภาษาก็ไปขี้ตู่พระพุทธเจ้าว่าอยากเป็นพระพุทธเจ้า พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าสูงกว่าอันนี้ก็อธิบายมุมนี้ได้ แต่ความจริงไม่มี ท่านไม่มีเศษอุปกิเลสพวกนี้มันไม่มี ท่านจะทำตาม ตัวท่านเป็นอิสรเสรีภาพส่วนตัวของท่าน อย่าไปยุ่งกับท่าน มันเป็นอิสรเสรีภาพก็แล้วแต่ท่านจะเลือก นี่เป็นสิทธิสุดท้ายที่อาตมารู้จักโครงสร้าง รู้จักพิมพ์เขียวของความเป็นพวกนี้หมดแล้ว เหลือแต่อาตมาจะไปเป็นเท่านั้นเอง อาตมาไม่ได้หลงเลอะเทอะ ที่ไปหลงว่าตัวเองยังไม่เป็นและอวดว่าตัวเองเป็นไม่ใช่ มันบาปกินหัว ดีไม่ดีเขาซักไซ้ไล่เลียง เป็นขนาดนั้นแล้วอธิบายขนาดนี้ต้องได้สิ อาตมาก็ตายหน้าแหกพอดี เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่มีความลึกลับ หมดความลึกลับก็ใช่ อรหันต์ ทีนี้มี ความเป็นมนุษย์ปกติธรรมดา ก็ใช่ สูงสุดคืนสู่สามัญ พระอรหันต์นี่แหละคือคนธรรมดาเหมือนพวกเรา แต่มีความรู้มีความสามารถ แต่จิตของท่าน ใครจะมาหยั่งรู้ของท่าน ท่านก็รู้สึกของท่านเองหรือผู้ที่ลึกสูงหยั่งรู้จิตเราได้ พระพุทธเจ้าอยู่ก็รู้จิตของโพธิรักษ์แน่ ไม่มีปัญหาอะไร ไม่ใช่เรื่องเดา เป็นพลังงานทางจิตที่วิเศษของผู้ที่จะรู้ได้ เราเป็นมนุษย์ธรรมดา ไม่ใช่นั่งเต๊ะท่าแอ๊คท่า ไม่ใช่ _สู่แดนธรรม... คนชอบมองหาว่า ผู้ที่มีท่าทีเป็นเทพอันบริสุทธิ์ควรเป็นอรหันต์ อรหันต์ต้องสง่างามเป็นเทพอันบริสุทธิ์ พ่อครูว่า... ต้องดราม่า มันแล้วแต่จริตของแต่ละคนด้วย อย่างพระสารีบุตรมีจริตเป็นลิงเพราะเกิดเป็นลิงมาตั้ง 500 ชาติท่านก็ติดนิสัย ติดวาสนามาก็ไม่มีปัญหา ยกตัวอย่างตื้นๆ อย่างท่านดินไทกับอาตมานี่ เห็นความต่างกันไหม ท่านไม่เหมือนอาตมาหรอก ท่านก็สุขุมประณีตของท่าน ท่านก็สบายๆของท่าน อาตมาก็สบายๆของอาตมา มันคนละจริตนิสัยมันสั่งสมมาอย่างนั้นอย่างนั้น มันไม่ใช่ของที่จะไปถือสาทำไม ไปเอามาเป็นเรื่องทำไม ไม่ได้ไปรบกวนใครนี่ คุณยึดติดต่างหาก คุณตั้งใจว่าถ้าเป็นอรหันต์จะต้องเรียบร้อยอย่างนี้ ต้องเหมือนท่านดินไท เอ๊ะมันก็ไม่ใช่หรือว่า คนที่จริตอย่างท่านดินไทก็บอกว่าอรหันต์ต้องเหมือนโพธิรักษ์ก็ไม่ใช่ ของใครของใครก็แล้วแต่จริตนิสัย มันเป็นเรื่องของจริต มันก็ต้องแยกแยะกันไป สรุปว่า ผู้ที่บรรลุก็ปกติ สูงสุดคืนสู่สามัญ ท่านไม่มีอัตตา ท่านไม่มีตัวตน ใครจะว่ายังไง ท่านก็ไม่มี ท่านก็มีตามจริตของท่านตามปกติ ท่านก็สบายๆของท่าน ประเด็นต่อไป หมดทุกข์สุขจากการสัมผัสต่างๆ ก็ใช่ พระอรหันต์หมดทุกข์สุขจากสัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ภายนอก หมดแล้ว อยู่เหนือแล้วก็เป็นอนาคามีขึ้นไป หรือ เป็นอรหันต์ยิ่งแน่นอน ข้างนอกก็ยิ่งได้ ข้างในต่อมาก็ไปทำที่เหลือต่อ ในรูปาวจร อรูปาวจร ไปตามลำดับ ผัสสะกับข้างนอก ผู้ที่บรรลุแล้วนี่นะ ผู้ที่จะมีกิเลสเหลือรูปาวจร อรูปาวจร กิเลสรูปราคะ อรูปราคะ ไม่ได้หมายความว่าข้างนอกไม่สัมผัสแต่สัมผัสข้างนอกนั่นแหละ แต่ท่านไม่ได้มีกิเลส ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีแต่ประโยชน์ด้วยซ้ำไป ทำประโยชน์ต่อผู้อื่นด้วยซ้ำไปเพราะฉะนั้นไม่ได้อยู่ในการหลับตาแต่อยู่ด้วยกันลืมตานี่แหละ มีกามาวจรธรรมดา แต่กิเลสของท่านเอง มานะอุทัจจะของท่านก็จัดการเองสิแล้วก็มีสัมผัสนี่แหละเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่จะกิเลสรูปราคะอยู่นะ กิเลสอรูปราคะอยู่นะ มานะอยู่นะ อุทัจจะอยู่นะของท่านเอง มีเหตุให้สัมผัสแล้วก็เกิดกิเลสถ้าไม่มีเหตุให้สัมผัสก็ไม่เกิดกิเลส จินตนาการเอง สัญญาเอง ต้องมีสัมผัสนะไม่สัมผัสไม่มีปัจจุบันชาติไม่ใช่ของจริง เพราะฉะนั้นพวกนั่งหลับตาโมฆะหมด ขออภัยต้องตีหัวตะปูพวกนั่งหลับตา อยากให้รู้สึกตัวอยากให้มาศึกษาสัมมาทิฏฐิจรณะ 15 วิชา 8 นี้ให้ได้ เพราะหลับตาเป็นของเดียรถีย์ จรณะ 15 วิชชา 8 เป็นของพระพุทธเจ้า ศึกษาให้จริงสิ ไม่งั้นก็ไม่ได้สักที เพราะฉะนั้นผู้หมดทุกข์หมดสุขต่อผัสสะต่างๆก็คืออรหันต์ มีชีวิตอยู่เพื่อตนและเพื่อผู้อื่น ก็แน่นอนถูกต้อง มีชีวิตเพื่อจะยังชีวิตไป ถ้ายิ่งกิเลสตัวเองหมดแล้วก็หมดประโยชน์ตน มีชีวิตเพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น ผู้ที่เป็นโพธิสัตว์เป็นอรหันต์แล้วประโยชน์ตนหมด ประโยชน์ตนอีกในฐานะพระโพธิสัตว์ขั้นสูงขึ้นไปอีกมันซ้อนอยู่ อรหันต์ขั้น 1 ได้แล้วก็หมดประโยชน์ตนก็มีอรหันต์ขั้น 2 อนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ขึ้นไปอีก มันก็มีเหตุปัจจัยของมันอย่างนี้ นี่อาตมาอธิบาย มันสบาย ไม่ยากง่ายๆเพราะอาตมาเข้าใจและอาตมาได้ผ่านมาแล้ว ถ้าจะพูดถึงมหาโพธิสัตว์หรือไปถึงสัมมาสัมโพธิญาณก็แน่นอนสิ มันยากกว่า อันนั้นอาตมายังไม่มีและไม่พยายามอธิบายเดี๋ยวไม่เข้าท่า ก็อธิบายโครงสร้างให้รู้พิมพ์เขียวไปเรื่อยๆคุณก็ดูโครงสร้างไปตามที่อาตมาพูด เพราะพวกคุณยังมีคนเป็นโพธิสัตว์ที่จะศึกษาขึ้นไปก็ค่อยๆเรียนรู้ไป ต้องแบกแผนที่หรือพิมพ์เขียวไปเยอะหน่อยนะ แล้วก็ปฏิบัติตามโครงสร้างพิมพ์เขียวนั้น ทีนี้มีชีวิตอยู่เพื่อตน เพื่อผู้อื่น เมื่อหมดประโยชน์ตนเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว นั่นแหละสูงสุดหมดประโยชน์ตน ยังไม่เป็นพระพุทธเจ้าเป็นมหาโพธิสัตว์อยู่จะต้องเอาประโยชน์ตนให้ได้เพื่อเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ใช้พยัญชนะซ้อนอธิบายความซับซ้อนนี้ถ้าไม่มีสภาวะจริงรับรองหัวหมุนเลยคุณ ตีลังกา คุณอธิบายไม่ถูกหรอก พูดไม่ได้ด้วย และอาตมาก็ขอยืนยันว่า ยังไม่มีใครพูดในยุคนี้ที่เสื่อม เพราะอาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 และจะมาสืบทอดอันนี้ อาตมาพูดในประเทศไทย ไม่ใช่ประเทศโพธิสัตว์ ไม่ใช่ศาสนาโพธิสัตว์เป็นศาสนาเถรวาท แต่เขาเข้าใจสับสนผิด เขาหาว่าโพธิสัตว์นั้นมันไม่สูง มันไม่จบอรหันต์ เขาเข้าใจไปอย่างนั้น เขาเข้าใจว่าเถรวาทถึงจะจบอรหันต์ โพธิสัตว์จะไปเป็นพระพุทธเจ้า อ้าว..แล้วไม่รู้จักอรหันต์ไปเป็นลำดับแล้วจะไปเป็นพระพุทธเจ้ายังไง ไปอธิบายว่าโพธิสัตว์ไม่ใช่อาริยะ ไม่ได้เป็นอรหันต์ แล้วจะเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทีเดียวได้เลยเหรอ มันต้องมีลำดับเป็นน่าอัศจรรย์ ไม่มีลำดับได้ยังไง อาตมาอธิบายลำดับให้ฟัง ก็ไม่เชื่ออาตมา ไม่นับถืออาตมา คุณก็ไม่รู้เรื่องอยู่ดี เพราะคุณไม่ยอมรับ คุณไม่เปิดประตูรับ จะปิดฝาถ้วย เทไม่เข้าเลย ก็น่าสงสารไม่รู้จะว่าไง ก็ผ่าน หมดประโยชน์ตนจริงๆจนเป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็ไม่มีประโยชน์ตนแล้ว สูงสุดเป็นแต่ประโยชน์ผู้อื่น อาตมาก็ยังมีประโยชน์ตนเองอยู่ ยังจะเป็นมหาโพธิสัตว์ เป็นปัจเจกพระพุทธเจ้าต่อไป จนกว่าจะสิ้นอายุขัย ก็ใช่ อาตมาเติมสัมมาทิฏฐิไปเยอะเลยนะคุณซึ้งซื่อ วันนี้ได้ไปพอสมควร
อยากจะพูดเกี่ยวกับการเมืองนิดหน่อย อาตมาเคยใช้คำว่า การเมืองบุญนิยม แต่ก่อนนี้เขียนมาตั้งแต่ไปชุมนุม ตอนนั้นเข้าสู่การเมืองก็ออกหนังสือมาหลายเล่มเลยในตอนไปชุมนุม ทำอะไรที่นั่น เล่มนี้เขียนตั้งแต่ 2551 การเมืองอย่างนี้ยังไม่มีในโลก แล้วก็ขยายความ ในยุคที่ไปชุมนุมประท้วงนั่นแหละ เขียนจนกระทั่งหนาเล่มมารวม ถ้าอย่างนี้ล่ะการเมืองใหม่มั๊ย แต่ก็ยังมีอีกหลายเล่มเกี่ยวกับการเมืองเพราะฉะนั้นไปหาหนังสือเหล่านี้มาอ่านกัน แล้วก็อยากจะได้ ผู้ที่เข้าใจอยากจะได้ความรู้ในเรื่องการเมืองบุญนิยมก็ดี สิ่งเหล่านี้มันมีกระบวนทัศน์อย่างไร องค์ประกอบของมันกระบวนการ กระบวนทัศน์ต่างๆ ที่ได้พาทำมา ก็ขยายความอะไรๆไว้ในหนังสือเหล่านี้ ติดตามได้ในห้องสมุด ในลิสต์หนังสือต่างๆที่อาตมาเขียน จริงๆเรื่องการเมืองเป็นเรื่องของสังคมเศรษฐกิจก็เป็นเรื่องของการเมืองสังคมไม่ได้แยกขาดกันทีเดียวหรอก มันสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน สนับสนุนส่งเสริมกันอยู่ในตัวของมัน เพราะฉะนั้นสิ่งต่างๆเหล่านี้ที่มันเกิดเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ กันและกันอยู่ เพราะเหตุนี้จึงเป็นผลอันนี้ เพราะผลอันนี้จึงเป็นเหตุต่อ แล้วเหตุต่อก็กลายเป็นผลอันนี้ มันก็เกิดความต่อเนื่องกัน ท่านเรียกว่าปัจจัยการหรืออิทัปปัจจยตา เป็นเรื่องที่ทุกอย่างมาแต่เหตุ แล้วก็เกิดสังเคราะห์กันขึ้นมาเป็นผล อยู่ดีๆไม่มีเหตุ เหตุมีภายใน เหตุมีภายนอก เหตุมีมิจฉาทิฏฐิ เหตุมีสัมมาทิฏฐิ เหตุที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ มันก็พาออกนอกเรื่องนอกลู่ไป เป็นได้สารพัด แต่เหตุที่เป็นสัมมาทิฏฐิ มันมีเหตุเดียวกันหมด ตรงกันหมด เพราะฉะนั้น การเมืองที่อาตมานำมาเสนอนี้ มันเป็นการเมืองโลกุตระ จะบอกว่า การเมืองใหม่ มันก็ใหม่มาตั้งแต่อาตมานำพาการเมืองแบบโลกุตระ มาพูดมาเปิดเผย มาประกาศลงไปในยุคนี้ เพราะโลกุตระมันเสื่อมไปจากศาสนาพุทธของ 2,500 ปีนี้ตามที่พระพุทธเจ้าได้พยากรณ์ไว้แล้วว่าโลกุตระจะเสื่อมไป แล้วก็จะมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ซึ่งมีคุณธรรมระดับ สยังอภิญญา ในสัมมาทิฏฐิ 10 ข้อที่ 10 มาอธิบายโลกนี้โลกหน้า ประกาศให้แจ่มแจ้งขึ้น อาตมาก็ยืนยันตัวนั้นไม่ได้ปิดบังอำพราง ว่าอาตมานี่แหละคือ สยังอภิญญา ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ แล้วอาตมาก็ยืนยันว่าอาตมาจริงๆ อาตมารับมาจากพระพุทธเจ้าจริงๆพูดมาถึงขนาดนี้ ผู้ที่เข้าใจผู้ที่ไม่มีปัญหาเชื่อถือดีแล้วมีปัญญารู้ คุณก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่คนที่เขาไม่เชื่อ ไม่เชื่อ ไม่เชื่อ เพราะความไม่รู้ของเขามันเป็นตัวกั้นไง ความไม่เชื่อเพราะเขาไม่รู้ 1.ไม่รู้ 2.ไม่ศรัทธา ถ้าปิดประตูไม่ศรัทธาด้วยมันยิ่งไม่มีทางรู้ ถ้าเปิดประตูศรัทธานิดหน่อย คุณก็จะเริ่มรู้มากขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้ายิ่งไม่มีอคติ โอ้โห ..ยิ่งฟังด้วยดี สุสูสังลภเตปัญญัง ยิ่งจะเข้าใจดีไปตลอดเลย อาตมายังไม่เจาะช่องน้อยไปแต่พอตัว ยังจะอยู่ไปอีกนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ พิสูจน์สัจธรรมพระพุทธเจ้าอยู่เหมือนกันว่า จะลากสังขารไปได้อีกกี่ปี กี่เดือน ให้มันมากที่สุด อาตมาตั้งใจจริงๆว่า จะต้องอยู่ให้เกินร้อย พวกคุณก็ได้แต่สาธุนั่นแหละ อาตมาก็พยายามสิ มันก็เหนื่อยอยู่เหมือนกันนะแต่ก็ต้องพยายามเพื่อศาสนา เพื่อธรรมะ เพื่อสัจธรรมที่ยิ่งใหญ่ยิ่งยอด มันเป็นเรื่องที่จำเป็น เป็นเรื่องที่จำนน จำต้องทำอย่างนี้ 660628 ความเป็นอรหันต์นั้นมีลำดับอันน่าอัศจรรย์ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานี