ขยายความ อุทิสมังสะ กับ สัญจิจจะ โวโรเปตุง.docx
เนื้อหาในไฟล์
ขยายความ อุทิสมังสะ กับ สัญจิจจะ โวโรเปตุง สภาวะจิตที่หมดสิ้นกิเลสนอกและกิเลสภายใน พ่อครูว่า... อันนี้ใช่ ขยายความหลายที ต้องทำกิเลสให้หมดตั้งแต่ภายนอกถึงภายในตั้งแต่หยาบจนละเอียด พวกที่เป็นอรหันต์แต่ไปนั่งหลับตา ไม่ได้เรียนรู้กิเลสภายนอก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วรับรู้โลกโลกีย์ อธิบายมาตั้งแต่อบายมุขจนถึงโลกกามาวจร มาเรื่อยจนหมดกิเลสในกามภพก่อน แล้วมันจึงเหลือกิเลสภายในเป็นรูปาวจร อรูปาวาจร ก็ปฏิบัติภายในมันถึงจะเป็นลำดับที่ถูกต้อง ต้น กลาง ปลาย หยาบ กลาง ละเอียด แต่อันนี้ไม่ทำกับความหยาบก่อน ไปทำความละเอียดก่อน มันก็ผิดหัวผิดท้ายแล้ว มันก็ผิดแล้ว เพราะฉะนั้นที่เขาทำไม่ถูกแม้ลำดับจับหัวกลับหางกันอย่างนี้ มันจึงไม่ได้เรื่องอะไรเลย ไม่ได้ผลด้วย อธิบายหลายทีเหมือนคุณจะกินเนื้อทุเรียน คุณเอาปากคาบไปทั้งเปลือกเลยจะเข้าไปกินเนื้อข้างในเลย ปากคุณแหกเปล่าๆไม่ได้กินเนื้อมันด้วย คุณต้องมีวิธีที่จะผ่าทุเรียน ต้องค่อยๆเอาออก ไม่ใช่เอาปากไปชน คุณจะหายตัวเข้าไปกินเนื้อทุเรียนเลยไม่ได้ มันต้องมีขั้นตอน เบื้องต้น กลาง ปลาย พระพุทธเจ้าท่านใช้คำว่า มีลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ ไม่ใช่ตัดต้นกลางทิ้งเอาแต่ปลาย ไม่ใช่ ต้องเรียงลำดับอย่างถูกต้อง ไม่ถูกต้องไม่มีสำเร็จ เพราะฉะนั้นคำว่า ภายนอก ภายใน กิเลสภายนอกภายในก็ผิดตั้งแต่ต้นแล้ว อาตมาก็อธิบายไปจนถึงคำว่าพระพุทธเจ้าใช้คำอธิบายเป็นคำรวมว่า “กาย” กาย มีภายนอกและมีภายใน แล้วท่านก็ขยายภายนอกเป็นอีก 2 คำ ว่าเป็นคำว่า โลก กับคำว่า อัตตา นี่คำสอนพระพุทธเจ้า โลก ถือว่าเป็นโลกภายนอก หยาบ โลกอัตตาภายในละเอียด เพราะฉะนั้นก็ต้องมีทั้งภายนอกภายใน ทีนี้คำว่า กาย ทิ้งภายนอกไม่ได้ ต้องมีทั้งภายนอกภายในเสมอตลอดเลย 2 ใน 1 จะต้องมีตลอดเวลา เมื่อ
อ่านต่อ
เวลาคุณเอากิเลสออกรู้จักกิเลสภายนอกที่หยาบ เช่น กิเลสตั้งแต่โลกขั้นอบายมุข อบายมุข เช่น พวกที่สร้างอาวุธ นี่คือพวกอบายมุข พวกสัตว์นรก แรง สร้างอาวุธมาเพื่อฆ่าคน เขายิ่งมีบาปมหาศาล ไอ้เรื่องบาปในจิตที่มันมีจิต ต้นทางของมันคือจิตสัญญา ที่มีแนวโน้มทิศทางไปเรียกด้วยพยัญชนะภาษาวิชาการว่า สัญจิจจะ หรือ อุทิสสะ สัญจิจจะ อธิบายง่ายกว่า อุทิสสะ คือจิตที่เจาะจง มีทิศทางมุ่งไป เมื่อกี้อาตมาอธิบายเกริ่นไปถึงธาตุรู้ที่มันมีตั้งแต่ สัตตะ ปาณะ ภูตะ และชีวะ จิต สัญจิจจะ เริ่มแต่ พอเริ่มสัตตะแล้วมีปาณะ สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตุง (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) เจตนาที่มันมีทิศแล้วเจาะจง ใจมันมีทิศทาง ศัพท์คำว่า จงหรือจงใจ คำว่า จง นี้คือ จงอย่างนี้นะ มันมีทิศทางถูกบังคับให้เข้าไปในทิศทางนี้แล้ว ถ้าคุณทำจิตตัวนี้ สัญจิจจะ อาการจิตโน้มไปในทางที่จะ โวโรเปตุง คือทำร้ายถึงขั้น ฆ่า ประหาร เป็นการทำร้ายถึงขั้นฆ่าเลยในความหมายของคำว่า โวโรเปตุง คือ วระกับ เปรต คือจิตเปรตที่มันเจริญ วระ เป็นโวโรเปตุง เป็นจิตเปรตที่ร้าย เป็นภาษากลับกันเป็นสิริมหามายากับมายา วระก็“ดี” เปตุงก็“เลว” ใช้ 2 คำนี้ควบกันให้รู้ว่าเป็นจิตลักษณะที่ ไม่ดีแล้วล่ะ ผู้ที่เข้าใจพลังงานจิตตั้งแต่ ปาณะ พระพุทธเจ้าเอาบาปตั้งแต่ ปาณาติปาต ทำให้วิญญาณ มันยังไม่ชื่อว่าตาย ชื่อว่าตกร่วง ตกต่ำ ลดสถานะ บาปแล้ว เพราะฉะนั้นคำว่า ปาณาติปาตา เป็นความหมายไม่ใช่เรื่องเล่น ทั้งปาณะทั้งปาตะ ยิ่ง สัญจิจจะ ปานัง คือ ปาณะ ชีวิตา โวโรเปตุง ก็ยิ่งละเอียดขยายความไปมากขึ้น เพราะฉะนั้นคนที่ศึกษายังไม่มีสภาวะถึงภูมิพอที่จะชี้แจงก็อธิบายสับสนกลับไปกลับมา มันก็ผิดก็เพี้ยน โดยเฉพาะถ้ามันไม่ชัดเจนหรือมันไม่จริง มันก็ผิด มันก็เพี้ยนออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไปอธิบายขยายความกันว่า สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตุง กลายเป็นว่าจิตไปมุ่งเจาะจงบุคคล ไม่ใช่ ที่จริงแล้วคือจิตมุ่งไปทำร้าย ปาณะ เป็นบาปนะ พยัญชนะก็ยืนยันไปแล้ว ขอทวนอีกที... เพราะฉะนั้นจิตของผู้ใดที่มีเจตสิกสัญญา การกำหนดหมาย สัญญานี้ทำงานมาก ทำงานตั้งแต่ต้นจนปรินิพพานเป็นปริโยสาน คุณจะตายก็ตายด้วยสัญญากำหนดรู้ ไม่ใช่ตายด้วย สุญญตนิพพาน อนิมิตนิพพาน อัปนิหิตตนิพพาน แล้วคุณกำหนดหมายคุณก็ทำ ทำได้ คุณทำ สุญญตนิพพาน อนิมิตนิพพาน อัปนิหิตตนิพพาน ได้ ไม่ยึดนิมิต ไม่ตั้งจิตอะไรเลย คุณก็ตายสูญไปเลย ธาตุจิตคุณก็แยกเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย อาตมาอธิบายเรื่องนี้โดยยก ชีวกสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้กับ ชีวกะ ในรายละเอียดของ สัญจิจจะ รายละเอียดของจิตที่มีทิศมุ่ง พอเริ่มต้นตั้งต้น ละเอียด มีทิศมุ่งไป ท่านอธิบายไว้ 5 ลำดับ แล้วท่านก็แปลเป็นภาษาไทยมา ชีวกสูตร 1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตุง (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) เช่น ไปนำปลาช่อนตัวนั้นมา สัตว์อะไรก็แล้วแต่ที่คุณระบุจะไปเอามากิน เช่น ไปเอาไก่โต้งตัวนั้นมา ไปเอาเนื้อหมูมา นี่คือจิตมี สัญจิจจะ จิตมีทิศมุ่งไปหาสัตว์ตัวใดตัวหนึ่งด้วยจิต โวโรเปตุง เป็นจิตไม่เข้าท่าเป็นอกุศลจิตแล้ว ชีวิตา ชีวิตสัตว์ตัวนี้ ชีวิตของปาณะนี้ ที่คุณจะทำปาณาติบาตแต่นี่ยังนะ ยังไม่ได้เริ่มปาณาติบาต เป็นเพียงข้อเริ่มต้นของจิตนะ ก็เป็นบาปเป็นอันมากไม่ใช่บุญเลย บาปเป็นอันมากไม่ใช่บุญเลย 2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส มันเป็นบาปมากกว่านั้นอีกกว่าข้อที่ 1 …จะผูกขา ผูกปีก ผูกมัดสัตว์นั้นมา สัตว์มันก็ทุกข์ มันก็จองเวรจองกรรม มันเป็นตัวเป็นตน กล่าวชื่อแต่แค่นั้นด้วยจิตที่มุ่งร้ายแล้ว โวโรเปตุง ผู้ที่ช่วยไปจับมา หรือไปจับมาเอง ผูกมัดมันมา แล้วสัตว์มันอยากจะให้จับหรือ หรือจะจับมันมาอย่างงทะนุถนอมก็อีกเรื่อง นี่คุณมีเจตนา โวโรเปตุง เป็นเจตนาร้าย เพราะฉะนั้นข้อ 2 ก็เป็นบาปที่ทวีขึ้น 3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” ไอ้หยา.. ฟังภาษานี้ก็เข้าใจแล้วว่า แน่นอนคนนี้บาปทับหัวทับทวีขึ้นไปอีกแล้วเป็นไม่รู้เท่าไหร่ 4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกฆ่า ย่อมเสวยทุกข์โทมนัส มันก็จะจองเวรคุณ มันทุกข์โทมนัสเพิ่ม สัตว์มันถูกฆ่า มันจะจองเวรจองแค้นอีกเท่าไหร่ มันก็บาปจริงๆเข้าไปสูงขึ้น 5. ผู้นั้นย่อมยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีด้วยเนื้อเป็นอกัปปิยะ ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อกปฺปิเยน อสฺสาเทติ อิมินา ปญฺจเมน ฐาเนน พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร ล.13 ข.60 ก็สุดท้ายไม่เบากว่า 4 ข้อแรกหรอกมันรวมไปหมดเลย บาปครบหมด รวมแล้วก็เท่ากับมาทำบาปข้อที่ 5 นี้ มันสูงกว่าบาปข้อ 1 2 3 4 อีก ซึ่งเขาไปเบี้ยวบาลีว่า คำว่าเจาะจงนี่ก็คือถ้าคุณฆ่าสัตว์เจาะจงบุคคลสาวกองค์ใด เช่น ฆ่าสัตว์ตัวนี้มาถวายสมณะโพธิรักษ์ เพราะฉะนั้น สมณะโพธิรักษ์กินไม่ได้นะ เขาเลี่ยงบาลีอย่างนี้ไม่รู้ขยายความเอาเองตรงไหน แต่แท้จริงแล้วสัจจะมันก็มีแต่เพียงว่าคุณยังมี สัญจิจจะ จิตมุ่งตรงนี้ เพราะฉะนั้นยิ่งไปเจตนา มันบาปในข้อที่ 5 เอากองบาปทั้ง 4 นั้นมาหมดเลย บอกว่ามีของดีนะจ๊ะ สาวกตถาคต ของดีนะ สาวกโง่ๆ สาวกที่ไม่รู้เรื่อง คิดว่าเป็น ขาทนียาโภชนียาหาร เรียกว่าปรุงแต่งมายังประณีตเลย เอาเชฟชั้น 1 มาปรุง คนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ก็น้ำลายยืดตั้งแต่ยังไม่กินเลย กลิ่นมันฉุย แล้วแต่มีสี มีอะไร มีกลิ่น มีชวนกินสัมผัสแล้วก็สัมผัสทางตาสัมผัสกลิ่น เสร็จแล้วก็เอามาโอ้โห..ทีนี้ สัมผัสทางลิ้น อร่อยๆ อย่างนี้บาปหรือบุญกินหัว อร่อยๆก็บาปกินหัว พูดไปแล้ว โทรทัศน์ต่างๆเขาออกรายการพวกนี้หาเงินกัน ไอ้เราก็ไปเที่ยวว่าเขา ไปหลงงมงายแล้วก็ยั่วยุกันให้ตกนรก ให้ติดรสอร่อย มันทวนกระแสกัน เพราะฉะนั้นธรรมะที่เราพูดนี่มันทวนกระแสโลกเขาหมดเลย อยู่รอดก็ดีแล้ว เขาไม่เอาตายก็ดีแล้วไปค้านแย้งเขาหมด ก็ต้องขออภัยนะเพราะมันเป็นสัจจะที่เลี่ยงไม่ได้ มันเป็นความจำนน เป็นความจำเป็น เป็นความจำต้องพูดความจริงตามความเป็นจริง ถ้าไม่เช่นนั้นความเป็นนิพพาน ความหลุดพ้นจากโลกียะจากกิเลสสิ้นซากเลย มันไม่มี ถ้าไม่พูดความจริงเหล่านี้ 660628 ความเป็นอรหันต์นั้นมีลำดับอันน่าอัศจรรย์ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานี