วรรณะ 9 เข้าสู่การเมืองบุญนิยม.docx
เนื้อหาในไฟล์
วรรณะ 9 เข้าสู่การเมืองบุญนิยม พ่อครูว่า... มีคนอยากแสดงความเห็นว่า ต้องมีวาสนาบารมี ...ได้ อาตมาเข้าใจภาษาที่เขาพูดมา เขาช่วยอาตมาอธิบาย ว่า ต้องมีวาสนาบารมี วาสนาแปลว่าของผู้นั้นที่เป็นมาแล้วในตัวเอง อยู่ในตัวเองเรียกว่าวาสนา กลางๆ ส่วนบารมีนั้นก็คือสิ่งที่เป็นวาสนาของผู้นั้นแต่มีขั้นชั้น สูงขึ้นไปตามลำดับ เรียกว่าวรรณะ the class ถ้าใครทำให้ classical จนเต็ม classic เป็นเอกเป็นหนึ่ง เพราะฉะนั้น มาพูดถึงวรรณะกันตรงนี้ ประชาธิปไตยบุญนิยมจะมีความรู้วรรณะ 9 ผู้ที่จะบริหาร ผู้จะใช้พลังงานรับใช้ประชาชนหรือทำงานกับประชาชน หรือใช้พลังงานตัวเองที่จะทำเต็มที่กับประชาชน จะมีความรู้ใน the classes 9 ข้อ จะใช้วรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) พ่อครูว่า... อยู่ในพระวินัยข้อ 1 เลย ประโยชน์อะไรที่จะเอาทั้ง 9 ข้อนี้มาสอน ก็คือความเจริญของมนุษยชาติและสังคมสรุปง่ายๆ ท่านสาธยายไปเยอะ มาสาธยาย วรรณะ 9 ขยายความ วรรณะ 9 แปลความหมาย 9 ข้อนี้แล้วค่อยขยายปฏิสัมพัทธ์ เป็นกระบวนทัศน์อยู่ทั้ง 9 ข้อ แล้วก็จะมีขยายกระบวนทัศน์นี้เป็นกระบวนการขึ้นไปอีก 1. เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย อย่างชาวอโศกเรานี้เลี้ยงง่าย อยู่ง่ายกินง่าย ไปง่ายมาง่าย นอนง่ายนั่งง่าย ไม่เรื่องมาก คนที่กินก็ยาก นอนก็ยาก ไปก็ยากมาก็ยาก ไอ้โน่นก็ยากไอ้นี่ก็ยาก โอ้โห..ตายซะ 2. สุโปสะ พัฒนาให้เจริญง่ายให้มีความรู้มีคุณค่าให้ขยันหมั่นเพีย
อ่านต่อ
รพัฒนาให้เป็นคนเจริญง่าย (สุโปสะ) 3. อัปปิจฉะ อาตมาแปลว่าเป็นคนมักน้อย มักคือชอบ จะมีน้อยๆ มัก หรือรัก หรือชอบ แม้แต่ความรักหนุ่มสาวก็เรียก มัก รัก ฮัก ชอบ ชอบมีน้อยๆ เพราะฉะนั้นจึงชอบหรือพากเพียรที่จะมีน้อยๆ จนกระทั่งถึงจิตใจกล้าหาญที่จะมีน้อยๆ อาตมาจึงสรุปว่า “กล้าจน”กล้าที่จะมีน้อยๆ แล้วน้อยที่สุดก็คือ 0 แม้มี 0 ก็ไม่มีปัญหา ไม่หวั่น ไม่หวั่นไหว ไม่ตกใจ ไม่กลัว เพราะพึ่งตนเองได้แล้ว 2.มีสมรรถนะเกินที่ตัวเองกินตัวเองใช้ 3.แจกจ่ายเผื่อแผ่เกื้อกูลผู้อื่นจริงๆด้วย เพราะฉะนั้นถ้าคนมีคุณสมบัติ 4 อย่าง 1.อย่าเป็นหนี้ 2. ขยันหมั่นเพียรมีสมรรถนะก็ทำเลี้ยงตัวเองให้รอด 3. ทำให้เหลือตัวเองกินตัวเองใช้ 4.เผื่อแผ่แจกจ่ายผู้อื่น ขายก็ขายขาดทุนได้ ให้ฟรียังได้เลย เพราะฉะนั้นถึงบุญนิยมขั้นสมบูรณ์ก็ให้ฟรีบุญนิยมขั้นสุดท้าย 1.ต่ำกว่าราคาตลาด 2.เท่าทุน 3.ขาดทุน 4.แจกฟรี ให้เป็นขั้น 4 เลยได้อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นคนที่ทำสังคม บริหารสังคมหรือพาสังคมทำ มีความเชื่อถือ มีความเห็นดีเห็นงามว่า อ๋อ มีแนวคิดอย่างนี้ มีกระบวนทัศน์อันนี้ แล้วก็รวมกันทำ เกิดกระบวนการสร้างสรรค์ เกิดกระบวนการพัฒนา กระบวนทัศน์คือ paradigm กระบวนการคือ process มีวิธีการทำสร้างสรรค์ขึ้นได้ตามที่มี paradigm ตามที่มีกระบวนทัศน์อย่างนี้ มีแนวคิดอย่างนี้ก่อนแล้วก็มาทำ เกิดผลผลิตเป็น product มี process product ขึ้นมา อย่างแท้จริง ก็เกิดผลผลิตเกิดพฤติกรรมพฤติการณ์ขึ้นมากับมวลมนุษยชาติ ที่เป็นบุญนิยม ที่เป็นแบบมีวรรณะ 9
4. สันตุฏฐิหรือสันโดษ แปลว่าใจพอ ไปแปลว่าพึงพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ ไปถามบิลเกต ไปถามธนินท์เขาก็บอกว่าพอใจสิ.. มันต้องใจพอแล้วน้อยลงๆ มันเกี่ยวข้องกับอัปปิจฉะ เป็นผู้ที่ต้องมีทิศทางน้อยลงต่างหาก ใจพอที่จะมีทิศทางน้อยลงจนไม่เป็นของตัวของตนสูงสุด เพราะฉะนั้นในความหมายขั้นต่อไป ก็จะต้องขัดเกลาตนเอง 5. ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) ขัดเกลากายวาจาใจที่มันมักมาก ที่มันขี้โลภ มันต้องหอบหวง กอบโกยให้ลดลงๆ กายมันต้องไม่เอา วาจาไม่เอา ใจก็ให้มักน้อยเข้าลดลงๆๆ การลดลงขัดเกลาอย่างนี้เจริญ มีหลักเกณฑ์ในการที่พาปฏิบัติให้ละหน่ายคลาย ให้ลดน้อยลงเรียกว่า ธูตะ 6. เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) เมื่อขัดเกลาได้เจริญขึ้น เจริญขึ้น คนผู้นี้ก็น่าเลื่อมใสมากยิ่งขึ้น 7. มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) เพราะเป็นคนเจริญพัฒนาขึ้นได้ เป็นพระอาริยะ เป็นอรหันต์ เป็นโพธิสัตว์เจริญขึ้นเจริญขึ้น คนทั้งหลายที่มีปัญญาผู้รู้ก็จะเลื่อมใสศรัทธา มี ปาสาทิกะหรือปาสาทิโก เลื่อมใสคนที่มักน้อยสันโดษใจพอแล้วก็มีแต่รับใช้ผู้อื่นเรื่อยๆจนถึงขีดขั้นสุดท้ายตัดสินด้วย อปจยะ และ วิริยารัมภะ
8. ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, เป็นคนมีคงคลัง 0 เป็นคนมีสมบัติในตัวเอง 0 บาท และคนจะอยู่มี 0 บาทได้ต้องมีสังคม ต้องมีผู้อยู่ร่วมและเกื้อกูลกัน สังเคราะห์กัน รักกัน เกื้อกูลกัน มีพุทธพจน์ 7 มีความระลึกถึงกัน มีคนเข้าใจระลึกถึงเรา ถ้าเราเป็นคนดี คนที่ควรจะต้องเลี้ยงดูไว้ตั้งแต่ข้อ 1 มาเรื่อยๆ ต้องเลี้ยงดูไว้ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลเพราะเป็นคนดีเป็นคนมี ปาสาทิกะ เป็นคนมีอาการน่าเลื่อมใส เขาจะเลี้ยงไว้ไม่ต้องสะสมเลย อย่างอาตมาพิสูจน์ตัวเองมา ไม่ได้สะสมสมบัติมาตั้งแต่อาตมาทำงานศาสนามา 53 ปี ไม่มีสมบัติของตัวเอง ไม่ได้สะสม แต่มีคนมาบริจาคให้นะ แต่อาตมาไม่ได้รับไว้เป็นเป็นส่วนตัว เคยบอกแล้วเงินที่เขาบริจาคให้อาตมานี่ อาตมาจะไม่เอาไปใช้แม้ว่าอาตมาป่วยเจ็บจะตายต้องซื้อยามารักษา อาตมาก็ไม่ใช้เงินของคุณ ไม่ต้องพูดถึงของกิน ร่างกายต้องการก็ไม่ต้องเอาเงินคุณไปซื้อ ถ้าไม่มีใครนำมาให้ มาประเคน ก็ไม่ได้กิน ตายก็ตายไป ถ้าคนไม่เห็นดีเห็นชอบ ไม่รู้ค่าให้อยู่ ถ้าหากสิ้นไร้ไม้ตอกอย่างนั้นก็ตายไปเลย เป็นคนอยู่ทำไม ใช่ไหม มันไม่มีคนอยากให้อยู่เลยถึงขนาดนั้น อาตมาไม่เชื่อ มีแต่เขาจะใส่สายให้อยู่ ดีไม่ดีก็ใช้หัวใจเทียม ปอดเทียมต่อเอาไว้ โอ้โห พอเถอะ มันก็ช่วยได้สิ วิทยาศาสตร์เอาปอดเทียม หัวใจเทียมช่วย มันก็นอนเป็นพืชอยู่ได้ จะไปมีปัญหาอะไรทุกวันนี้วิทยาศาสตร์มันเจริญจริงๆ แต่ไม่เอาหรอก ไม่มีประโยชน์ เสียเวลา เป็นภาระผู้ที่อยู่ด้วย และมันดร็อปจนไม่ฟื้นแล้ว ก็ต้องปล่อยให้ปล่อยเถอะให้ไปที่ควร ไม่งั้นก็ชะลอไว้อย่างนั้นเสียเวลา 9.ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) 660630 การเมืองบุญนิยมโลกุตระที่เป็นปรากฏการณ์จริง พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก