630420 รวยกุศลจนมีอานิสงส์เเป็นบุญ.docx
เนื้อหาในไฟล์
630420 รวยกุศลจนมีอานิสงส์เเป็นบุญ
สมณะเดินดิน : ตอนนี้ทั้งองค์การอนามัยโลก w h o และองค์การอาหารโลกFAOของสหประชาชาติ ต่างออกมาเตือนว่าอีก 3 เดือนโลกจะต้องขาดแคลนอาหาร แต่ดูแล้วมันน่าจะมาเร็วกว่า 3 เดือนนะครับ เพราะได้เห็นภาพรถจอดอย่างยาวเหยียดนับเป็นหมื่นคันที่รัฐ ซานอันโตนิโอ เพื่อมาขออาหารจากส่วนกลาง เราก็ยังมีผู้หญิงขับรถหรูคาดิลแลค เข้ามาร่วมขออาหารกับเขาด้วย เธอบอกว่าใครจะมองเธออย่างไรก็แล้วแต่เธอไม่อายแล้วล่ะเพราะเธอยังมีลูกน้อยอีก 2 คน ที่กำลังต้องการอาหาร นี่ขนาดเศรษฐีอเมริการ่ำรวยกว่าใคร ๆ แต่เมื่อพากันตกงานกว่า 20 ล้านคนจึงไม่มีเงินที่จะนำมาซื้ออาหาร เพราะต้องไปจ่ายค่าบ้านค่าโทรศัพท์ค่าไฟฟ้า พ่อครู : เพราะฉะนั้นยังไงยังไงเราก็ต้องเพิ่ม Coefficient เพิ่มสมรรถนะทางการสร้างพืชพันธุ์ธัญญาหารขึ้นมาเนี่ย เมื่อเรามีที่ดิน ก็ให้ระดมแรงงาน สร้างปุ๋ย เตรียมดินขึ้นมา ถ้าจะว่าไปแล้วหากเราคิดอย่างทุนนิยมที่มุ่งผลกำไรแบบเขาเหมือนกัน ถ้าเราเป็นทุนนิยมชนิดนึง โอ้เราจะได้กุศลเยอะเลย เราจะรวยกุศลมหาศาล เราจะรวยกันหาศาลเลย
ขออธิบายคำว่า”กุศล” กลับ “บุญ” ตรงนี้ เราสร้างพืชพันธุ์ธัญญาหารขึ้นมา มันเป็นวัตถุดิบเยอะเลย เราสร้างขึ้นมาแล้วเราก็ได้ให้(ทาน) ทานก็เป็น”กุศล”แล้ว ขณะที่เราทานเรามีความรู้ ทำอย่างไรถึงจะเป็น”บุญ” ทานอย่างจิตว่างถึงจะเป็น”บุญ” ทานโดยจิตไม่มี “สาเปกโข” ถึงจะเป็น”บุญ” เราก็จะได้ทาน ผู้ใดที่ยังทำไม่สนิท ทำไม่สำเร็จ ทำไม่ดีก็หัดก็ฝึกมันจริง ๆ จะต้องเกิดกรรม เกิดการกระทำจริง ของใครจริง กระทำใจให้ถึงด้วย ร่วมไปด้วยกัน เช่น ร่วมกันทำทาน แล้วก็สร้างจิตของตัวเองไปพร้อมกับการทำทาน เรามีมะม่วงลูกนึง แล้วก็ทำทานมะม่วงลูกนึงด้วยกัน 5 คน 10 คน 20 คน มาร่วมทำทานนะ เขาใช
อ่านต่อ
้สำนวนอุทิศส่วนกุศลใช่ไหม เราก็มาอุทิศส่วนกุศลด้วยกัน ส่งไปให้ผู้นั้นผู้นี้ ที่จริงคำว่าอุทิศ ภาษาลึกๆมันแปลว่า จุดมุ่งหมาย เป็นเจตนารมณ์ เสร็จแล้วก็ทำจิตของคุณนี่แหละ ให้เป็นจิตว่างจากภพชาติ ว่างจากการหวังใดๆ หรือไม่มีสาเปกโขได้ไหม ผู้ใดที่ฉลาดพอ มีปัญญาพอ พอทำใจในใจของตนเองให้ว่างพอ ว่างได้ มากหรือน้อย สนิทหรือไม่สนิท แนบเนียนหรือไม่แนบเนียน ใครทำได้เท่าไหร่คนนั้นก็ได้ตัวจริงได้สภาพจริงขึ้นมาของคำว่าเป็นบุญ คำว่าเป็นบุญเป็นการทำงานละกิเลส มีกิเลสแล้วถูกความรู้ ปลูกปัญญามันชำระกิเลสไปได้ นี่คือปรมัตถ์คือความรู้ทางศาสนาพุทธของเรา เพราะฉะนั้นเราสามารถสร้างอาหารให้ได้มาก เราก็จะได้อาหารเป็นเครื่องมือในการที่จะสร้างบุญ ที่จริงสร้างบุญนี่ไม่ได้อะไรนะ นี่ภาษาสิริมหามายามันจะยอดเยี่ยมอย่างนี้ เราก็ยิ่งจะได้สร้างบุญยิ่งขึ้น ยิ่งขึ้น ยิ่งขึ้น ยิ่งขึ้น ยิ่งขึ้นเลย ซึ่งมันเป็นโอกาสนะ ถ้ามันไม่มีเหตุปัจจัยเหล่านี้ มันก็ไม่เกิดจริงใช่ไหม มันก็ได้เพ้อๆฝันๆเล่น แต่นี่มันเหตุจริงนะ กายกรรม-วจีกรรม-มโนกรรม จะต้องเกิดพร้อมครบทั้งหมดเลย โดยเฉพาะกายกรรมกับมโนกรรม กายกับจิต คุณให้ไปโดยไม่ต้องพูด ไม่มีวจีกรรมก็ช่างคุณเถอะ ไม่มีวจีสังขารของคุณก็ไม่เป็นไร แต่คุณก็ให้พรวดเดียวเลยใช้เพียงแค่กายกับมโน มีแต่กายกับมโนเลยก็สมบูรณ็แบบได้ เป็นสภาพรูปนาม 2 อย่าง คุณก็บริบูรณ์บริบูรณ์ไปได้เรื่อยๆ นี่คือสัจจะที่มันเป็นโอกาส โอกาสจริงๆเลย ถ้าเราเข้าใจแล้วเนี่ย ขาดทุนของเราคือกำไรของเราชัดๆเลยนี่ เราได้ให้เนี่ยโอ้โหเราขาดทุนขาดทุน จนกระทั่ง ทำจิตในจิต ทำใจในใจของเรา โอ้โหเป็นปรมัตถ์ขั้นยอดเยี่ยม สมณะแสนดิน : ถ้าทำเป็น พ่อครู :ใช่! ถ้าทำเป็น ถ้ามีปัญญา โดยเข้าใจดีและสามารถที่จะทำให้มีการปฏิบัติ สมณะแสนดิน : แต่แนวโน้มของประเทศไทย มันก็มีความเป็นไปได้ แม้แต่พวกชาวเขาเอาข้าว เอาผักต่าง ๆ ที่ปลูกมาแจกคนในเมือง พ่อครู : ใช่สิ พวกเราเรียนรู้แล้ว ทฤษฎีนี้ไม่ใช่จะเห็นได้ง่าย ๆ นะ แล้วมันไม่ใช่สิ่งที่คุณจะสามารถรู้เองได้ นักวิทยาศาสตร์ก็รู้เองไม่ได้นะ ถ้าไม่ได้รับรู้จากสัตบุรุษ หรือบุคคลผู้ที่อยู่ในฐานะอันเป็นที่จะพูดความจริงนี้ แล้วถ่ายทอดเคล็ดวิชานี้ได้ มันไม่สามารถที่คุณจะรู้ขึ้นมาเองได้เลย ขนาดบอกให้ขนาดนี้นี่คุณจะทำได้กี่เปอร์เซ็นต์ สมณะเดินดิน : ขนาดต่อให้พ่อท่านบอกอย่างละเอียดละออ ให้รู้ล่วงหน้าไว้ก่อนแล้วก็ตาม พ่อครู : แล้วทำได้กี่เปอร์เซ็นต์ล่ะ? มันเป็นนามธรรมละเอียดขนาดไหน คิดดูสิ เป็นนามธรรมยิ่งกว่าอรูป คือนามกับรูปนี่แหละ ที่เป็นจิตตัวเก่งของคุณ คุณต้องใช้จิต หรือใช้สัญญากำหนดหมายและปัญญาร่วมกัน สัญญากับปัญญาจะร่วมทำงานกันตลอดเวลา สัญญาเป็น Dynamic ปัญญาเป็นตัว static สมณะแสนดิน : มันต้องรู้ว่าเจตนาของเรานี่มันไม่มีสาเปกโข ต้องรู้อาการสาเปกโขใช่ไหมครับ? พ่อครู : ใช่ มีเจตนาเป็นตัวกำหนด ต้องรู้เจตนา และเวลาทำคือสัญญากับปัญญา สัญญากับปัญญาเป็นตัวทำ สัญญากำหนดให้ทำ ปัญญาเป็นตัวความรู้เลย แกนของความรู้เลย คือ ปัญญา แล้วก็มีสัญญาเป็น Dynamic ปัญญาเป็น statics สมณะแสนดิน : แต่ก็ต้องมีโจทย์เกิดขึ้นมาจริงๆนะครับ? พ่อครู : ใช่ ถ้าไม่มีโจทย์ เราก็ทำแบบลม ๆ แล้งๆว่างเปล่า ก็ไม่เกิดผล ไม่มีอายตนะ ไม่มีผัสสะไง ไม่มี 2 ตัว มันก็ทิ้งเปล่า มันก็เป็นสิ่งที่สูญสลายหายไปหมดเป็น Nuclear Fission สมณะแสนดิน : อย่างตอนนี้ ถ้าเราคิดจะแจกอะไรใคร มันก็เป็น ดำริขึ้นมาว่าจะทานแล้ว พ่อครู : ก็ต้องมีตัวตนจริง เกิดการกระทบสัมผัสจริงขึ้นมา มันถึงจะเกิดเป็นปฏิกิริยา มันถึงจะเป็น Fusion (ปฏิกริยา รวมตัวเกาะตัวแน่นเป็นธาตุหนัก) สมณะแสนดิน : ตอนแรกเราทำทานไป เจตนาทานแต่ว่า เรามีสเปกโข เราก็จะรู้สึกเราด่างพร้อยไม่เต็ม เราไม่บริบูรณ์ในการให้ เพราะว่าบางทีเราให้ไปแล้วมันไม่ได้สมใจเรา เราก็เกิดความอึดอัด พ่อครู : ตอนนี้เมื่อมีความรู้แล้ว ก็ต้องเข้าให้ถึงความรู้……...โดยไม่มีสาเปกโข เพราะเราไม่ต้องการหวังสิ่งใดมาตอบแทน เราก็ทำไปเลยเป็น Nuclear Fission เลย ( สามารถทำให้ธาตุอกุศลจิต กิเลส จิตเลวแตกตัวได้ เพราะกิเลสจะเกาะตัวแน่นเป็นพลังงานทำงานในจิตเรา เป็นตัวเลวร้ายกัดกร่อน หากเราจับตัวกิเลสแล้วทำให้แตกตัวได้ เหมือนระเบิดปรมาณู แตกตัวได้จะเกิดสองสภาพใหญ่ ถ้าทำให้กิเลสลดได้ ทำให้แตกตัว ทำให้กิเลสเคลื่อนแต่มันลดฤทธิ์กิเลส เป็นเทวธัมมา ตัวที่แยกเป็นฟิชชั่นนี้ มันจะตั้งหน้าตั้งตาแยกเป็น isotope เป็น chain reaction มันก็จะวิ่งจับคู่นะ แม้มันเป็นธาตุเบา ที่จะพุ่งเป็นลูกโซ่แรงมาก ไม่มีที่สิ้นสุดแต่มันก็สุด แต่เราคำนวณไม่ได้)
สมณะแสนดิน : ถ้าเราให้โดยไม่มีสาเปกโข เราก็ให้อย่างไม่อึดอัด สมณะหนักแน่น : ตัวนี้เป็นปรินิพพานหรือเปล่าครับ พ่อครู : เป็น Nuclear Fission สิ เป็นปรินิพพานมันก็หายไปเลยไง สมณะแสนดิน : อย่างพ่อครูเวลามีใครมาขออะไรอะไรพ่อครูก็ไม่มีใครอึดอัดกับพ่อครูเลย แต่ถ้าคนอื่นให้จะยัดเยียด จะมีเงื่อนไขข้อต่อรองต่าง ๆ ซึ่งมันไม่ให้เขาจริง พ่อครู : ใช่! เพราะมีตัวต่อรองมีตัวเรียกร้องไง สมณะแสนดิน : รู้สึกว่าเวลามีใครมาขอพ่อครูเนี่ย พ่อครูให้โดยไม่มีสิ่งใดๆโค้งกลับมาหาตัวเอง คนอื่นก็รับไปอย่างสบายใจ พ่อครู : การโค้งกลับมาหาตัวเองนั้น มันมีองศาของ มุมเมอแรง .0000001 องศา ของมุมเมอแรง คนไม่รู้ง่ายๆนะ ใครมองไม่เห็นนะเนี่ย ไอ้คนนี่มี .0000001 องศา มุมเมอแรง สมณะแสนดิน : แล้วบางทีมันก็เนียนนะ ทำทีเหมือนไม่มีวิถีโค้งนะ พ่อครู : วิถีโค้ง .0000001 องศา มุมเมอแรง เนี่ยเราจะเข้าใจสภาพสภาพสภาวะอรูป หรือว่านามธรรมพวกนี้ มันพูดสื่อด้วยพยัญชนะเราเข้าใจแล้ว เราจะไปหยิบไอ้ตัวสภาวะจริงรายละเอียดของพวกนี้มาไม่ได้ เกินกว่าที่จะหยิบมา นี่มันเป็นการศึกษา พวกนี้คือการศึกษาถึงยุคนี้พวกเราศึกษาไปถึงขั้นนี้แล้ว แน่นอนไม่ใช่ดูถูกคนอื่นเขาหรอก คนอื่นเขาจะมาเข้าใจอย่างพวกเราที่พูดกันพวกนี้ เพราะฉะนั้นเนีย ไอ้รายการนี้ โอ้โหสากัจฉาโลกุตระนี้นะ รับรองว่า ต่อไปคงจะมีผู้ติดตาม ฟังติดตามดูกัน
ถอดข้อความโดย อุทัย สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน พลังฟิวชั่นฟิชชั่นในเจโตปริยญาณ อาตมารู้ว่ารูปและนามนั้น รูปต้องมีนามด้วย มีแต่รูปกับรูป แม้จะเป็นสสารและพลังงานก็ไม่สมบูรณ์เท่ากับรูปและนามที่เกี่ยวกับจิตนิยาม แต่สสารและพลังงานก็มีเส้นโคจรที่สัมพันธ์กัน เกิดสภาพลงตัวกัน ตั้งแต่นิวเคลียสแตกเป็นนิวเคลียร์ก็เป็นสองแล้ว จะทำงานคนละหน้าที่ ถ้าพลังงานไฟฟ้าก็มีบวกกับลบ หรือถ้าพลังงานธรรมดาก็จะมีแยกกับรวม ในความแยกนั้นมีความรวม ตัวที่แยกเป็นฟิชชั่น ตั้งหน้าตั้งตาแยกเป็น isotope เป็น chain reaction มันก็จะวิ่งจับคู่นะ แม้มันเป็นธาตุเบา ที่จะพุ่งเป็นลูกโซ่แรงมาก ไม่มีที่สิ้นสุดแต่มันก็สุด แต่เราคำนวณไม่ได้ ส่วนอีกทางหนึ่งรวมตัวเกาะตัวแน่นเป็นธาตุหนัก เป็นนิวเคลียร์ฟิวชั่น สองธาตุ ถ้ารวมกันเป็น ๐ ก็มีอันเดียว ถ้ามันนิ่งก็ ๐ ถ้ามัน ๑ จะมีสภาพเคลื่อน ข้างในมันพาเคลื่อน หากไม่มีอะไรเคลื่อนก็ ๐ ถ้าแตกตัวเป็นสองจะมีสภาพแยกกัน แต่ในแยกกันก็มีคู่ มันแยกแต่มันรวม นิวเคลียร์ฟิชชั่นเรียกรวมแยก อีกอันเรียกแยกรวม เป็นนิวเคลียร์ฟิวชั่น แตกแล้วรวมจับตัวกันเลย สภาวะสองอย่างนี้เราเรียกว่าธาตุเจโตและธาตุปัญญา หรือธาตุรวมตัวกันเรียกสมถะกับอุทธัจจะ อุทธัจจะก็กระจายไป สมถะก็รวมตัวกัน ถ้าเป็นธาตุที่เป็นเจโตปริยญาณ เป็นญาณเป็นปัญญาที่สามารถทำให้เกิดคุณภาพที่เจริญแล้วเราควบคุมได้ สามารถทำให้ธาตุอกุศลจิต กิเลส จิตเลวแตกตัวได้ เพราะกิเลสจะเกาะตัวแน่นเป็นพลังงานทำงานในจิตเรา เป็นตัวเลวร้ายกัดกร่อน หากเราจับตัวกิเลสแล้วทำให้แตกตัวได้ เหมือนระเบิดปรมาณู แตกตัวได้จะเกิดสองสภาพใหญ่ ถ้าทำให้กิเลสลดได้ ทำให้แตกตัว ทำให้กิเลสเคลื่อนแต่มันลดฤทธิ์กิเลส เป็นเทวธัมมา สองตัวนี้คือสังขิตตังจิตตัง (ฟิวชั่น หรือสายเจโต) กับวิกขิตตังจิตตัง(ฟิชชั่น หรือสายปัญญา) แต่ถ้าเป็นปัญญาต้องควบคุมจัดการได้