631030_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คำว่ากายนี้ยิ่งใหญ่อย่างไรในศาสนาพุทธ ตอน2.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2563
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์32 KB
วันที่แก้ไข1 สิงหาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

631030_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คำว่ากายนี้ยิ่งใหญ่อย่างไรในศาสนาพุทธ ตอน2

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/12oiKLacmEUyFAQayXu3Reb6Se-JDGHlSqQCpnE8PX48/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1qGfgi4r3r5GvaFPSO3wOmRdnW7Z48PnK/view?usp=sharing

และยูทูปที่ https://youtu.be/zSxDopHoFj4

สมณะเดินดินว่า…วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2563 ที่บวรราชธานีอโศก ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 63 เป็นวันที่แสดงความจงรักภักดีต่อความรักสถาบัน ที่วัดพระแก้ว วันนี้เรามีประชาธิปไตย 2 แบบ แบบประชาธิปไตยอเมริกา จะมีการลงคะแนนเสียงในอีกไม่กี่วัน แต่ของประเทศไทยเรา(แบบประชาธิปไตยไทย) ตอนนี้เราเอาตัวไปแสดงคะแนนเสียงให้เห็นๆกันเลย ตอนนี้เอาความจริงกันว่าทางฝ่ายไหนเป็นความจริงมากกว่า พวกเราคงเข้าสู่การเตรียมงานมหาปวารณา ครั้งที่ 38 ปีนี้พิเศษ ครบรอบพ่อครูบวช 50 ปี ให้ชื่องานว่า สู่แดนทองคำแพง ฉลอง 50 ปี โพธิกิจ คำว่าแพง เป็นภาษาอีสาน แปลว่ามีค่ามาก จะมีค่า ก็เมื่อเราสั่งสมวินาทีทองอยู่ตลอดเวลา พ่อครูว่า… SMS วันที่ 28-29 ต.ค. 2563

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน เงินคืองูพิษมีมากก็พิษสงมาก _คอยใคร : กราบเคารพพ่อครูครับ เมื่อวานอ่านข่าวหัวข้อข่าวว่า "เจ้าอาวาสร่ำไห้ ไม่มีใครจองกฐินปีนี้" ฟังแล้วรันทดใจมากครับ ไม่ได้ห่วงพระนะครับ ผมห่วงพุทธศาสนามากกว่า พระบวชเพื่อตั้งตารอเงินบริจาคแต่ละปี ทำตัวเหมือนชาวบ้านรอเงินกองทุนหมู่บ้าน ผมไม่เข้าใจว่าพระรูปนี้บวชเพื่อศาสนาจริงหรือไม่ และทุกวันนี้ผมไม่เคยรับซองกฐินผ้าป่าอีกเลย ใครมาให้ซองผมก็บอกเดี๋ยวไปใส่ที่วัดเอง แต่ผมก็ไม่ได้ไปใส่ให้ที่วัด ผมจะบาปมั้ยครับ กราบเคารพพ่อครูชี้แนะด้วยครับ กราบขอบพระคุณอย่างสูงคร

อ่านต่อ

ับ พ่อครูว่า… ตอบประเด็นที่ว่าผมจะบาปไหม มันก็มีส่วนไม่ถูก คุณรู้เองว่าคุณไม่ได้พูดตรงทีเดียว มันก็ไม่ดีทีเดียว ก็หามีศิลปะพูดให้มันง่ายและไม่ผิดทีเดียวสิ ต้องมีศิลปะมีศาสตร์และศิลป์แต่ดีแล้วที่คำนึงถึงสัจธรรมความจริง ก็ต้องมีศิลปะมีความรู้อะไรต่ออะไรไปเรื่อยๆ ที่นี้ในเรื่องประเด็นที่ว่าเจ้าอาวาสร่ำไห้ไม่มีใครจองกฐินปีนี้ มันเป็นการส่อแสดงให้เห็นถึงความเสื่อมว่า ศาสนาพุทธนี้มีคนที่มาอาศัยเป็นแหล่งเอาจารีตประเพณีอันผิดๆ อาศัยคนโง่ในวงการชาวพุทธ หากิน แสวงหากินเลี้ยงตัวเองไปแล้วก็ได้บาปไปตลอดชีวิตไม่ได้อานิสงส์อะไร บาปที่มันมาก บาปที่มันหนักก็อยู่ที่ว่าเป็นผู้ดูดเลือดดูดเลือดศาสนาพุทธ ยิ่งกว่าปลิงดูดเลือด แล้วดูดเลือดที่ว่านี้ทำให้คนเข้าใจผิดด้วยว่าพระเป็นอย่างนี้ศาสนาเป็นอย่างนี้ พฤติกรรมของผู้ที่ดำเนินศาสนาเป็นอย่างนี้ มันบาปหนักบาปหนาตรงที่ว่ามันทำให้คนเข้าใจสารัตถะ สาระสัจจะ ของพุทธศาสนาพุทธธรรมผิดเพี้ยนไปจริงๆ เรื่องมาหาเงินทองไม่ใช่เรื่องเล็กมันเป็นเรื่องใหญ่ ยากมากที่เขาจะไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับเงินเลย อาตมาว่าพระป่านี้นะ เขายังไม่ดีตรงนี้ พระป่าที่เคร่งๆเขาไม่เอาเลยเรื่องเงินทอง อันนี้ก็ยังเป็นสิ่งที่ดีงามของศาสนา แต่น่าสงสารตรงที่ว่าไปปฏิบัติแบบมิจฉามรรค มันก็เลยน่าสงสารแล้วทำให้คนเข้าใจผิดจนหลงผิดและหลงผิดว่าตัวเองบรรลุอรหันต์แล้วมาหลอกคนให้หลงผิดว่าเป็นอรหันต์แบบนั้นอีก อันนี้มันเลยบาปหนักขึ้นไปอีก กลบสิ่งที่ตัวเองมีดีอยู่บ้างปฏิบัติตามวินัยของพุทธเจ้าได้เคร่งครัด ไม่วุ่นวายเรื่องเงินทองตัวเองก็ดีปลอดภัยเรื่องปาราชิก เรื่องเงินนี้ปาราชิกกันง่ายถ้าตรวจกันจริงๆแล้ว พระป่าหรือพระบ้านก็ตามที่ยังเล่นเงินยังใช้เงินอยู่มันผิดพลาดได้ง่ายมากเลย ปาราชิกกันง่าย ถ้าเอาจริงๆจะเหลืออยู่กี่คนนะในนั้น อาตมาก็พูดมาเรื่องนี้ซ้ำซากเยอะแล้วแล้วเขาก็เถียงได้ยาก นอกจากคนที่มืดบอดงมงายก็จะเถียง คนที่เขาเข้าใจดีอยู่แล้วพระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าอสรพิษ อาตมามาพูดกันเล่นๆว่าเงินทองนี้ เรามาเรียกลักษณนามกันเล่นๆว่าพิษสงดีไหม มีพิษสงกันเท่าไหร่ พิษสง 100 พิษสง 1000 พิษสง เอาคำว่าพิษสงมาเป็นลักษณะนามของมันเลย เป็นหน่วยของเงิน มี 1 บาทก็คือ 1 พิษสง มี 2 บาทก็คือ 2 พิษสง มี 10 บาทก็คือ 10 พิษสง น่ากลัว ไม่มากเท่าไหร่ก็น่ากลัว จะต้องพูดพาดพิงเรื่องนี้อยู่ไม่หยุดไม่จบง่ายๆหรอก

_แก้วตะวัน พวงบุบผา : น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพยิ่งค่ะ...ลูกได้ติดตามข่าวในพระราชสำนักและข่าวจากบุญนิยมทีวีที่ในหลวงและพระราชินีเสด็จวัดหนองป่าพง ประชาชนจำนวนมากรวมทั้งชาวอโศกรอรับเสด็จ ต่างเปล่งเสียงทรงพระเจริญ ๆ ๆ ๆ มีเหตุการณ์ที่ลูกรู้สึกปลาบปลื้มประทับใจ ตื้นตัน คือ สมเด็จพระราชินีท่านเอาพระหัตถ์สัมผัสที่ท้องน้องรุณ พิธีกรคนเก่งของบุญนิยมทีวี ทรงมีปฏิสันถารกับน้องรุณและทรงอวยพรให้ลูกน้องรุณด้วย กราบเรียนถามพ่อครูว่าเหตุการณ์นี้จะบ่งบอกอะไรได้บ้างคะ พ่อครูว่า…ถามอะไรเอ่ย ถามอยากจะล้วงความลับอะไรเอ่ย อาตมาไม่มีความลับอะไรหรอก มีแต่ความเปิดเผยจะบ่งบอกถึงอะไรก็บ่งบอกถึงว่า พฤติกรรมของชาวอโศก ก็เข้าไปอยู่ในส่วนกลางของสังคมได้ดีแล้วดีขึ้น แม้แต่ผู้ที่เคยกีดกันไม่ว่าจะเป็นข้าราชการฆราวาส หรือว่าข้าราชการทางสงฆ์ทางธรรมะ แต่ก่อนนี้กีดกันมากเลย แต่ตอนนี้ก็ลดการกีดกันมากแล้วถึงขั้นนี้ก็เป็นนิมิตหมายดีมากแต่ก็อย่าเหลิง ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไปเถิด “เราทำดียังไม่ได้ดีเพราะทำดียังไม่มากพอ” ทำดีไปอย่าเหลิงอย่าหลงตัวเท่านั้นแหละใช้ได้

_มุ่ง ตรงธรรม : กราบคารวะพ่อครู ด้วยความเคารพนอบน้อมอย่างสูงครับ พ่อท่านเมตตาขยายธรรมรอบด้าน ทุกฐานอริยธาตุ ให้เข้าใจได้ตามฐานะจิตของลูกๆ แต่ละชั้นภูมิครับ

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน จะมาบวชกับชาวอโศกต้องทำเช่นไร _อ้อน อักเสพ : อยากจะไปบวชอยู่กับพ่อท่านจะทำอยางไรครับ พ่อครูว่า… ก็มาสิ พูดอยู่ไกลๆไม่ได้บวชด้วยหรอก มาที่นี่มาสัมผัส หากคุณศึกษาแล้วจะรู้เองว่าเราจะอยู่บวชได้ไหม เราต้องการนะตอนนี้นักบวชเราน้อย นักบวชสมณะตอนนี้ก็น้อย สิกขมาตุไม่ได้ขึ้นนะถ้านักบวชไม่มากพอ ไม่พอสัดส่วนการบวช สมณะ : สิกขมาตุ ตอนนี้ เป็น 4:1 ถ้าหากสมณะมีถึง 100 จะเป็น 3:1 เราต้องให้สัดส่วนสมณะคุมสัดส่วนสิกขมาตุไว้ เราถือว่าพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าสังคมไหนมีผู้ชายมากสังคมนั้นเจริญถ้าสังคมไหนผู้หญิงมากกว่าสังคมนั้นจะวุ่นวาย ที่เขายึดติดกันว่าผู้หญิงผู้ชายต้องเท่าเทียม ศาสนาเทวนิยมก็เคยมาต่อว่าเป็นอิสระเสรีภาพผู้หญิงผู้ชายต้องเท่ากันสิ อาตมาก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร เอาอย่างนี้ก็แล้วกันเรื่องของสัจจะที่ลึกซึ้งคุณไปศึกษาทางศาสนาของคุณให้ดี คุณไปทำให้อดัมกับอีฟมีศักดิ์ศรีเท่ากัน มีต้นกำเนิดเท่ากันไปทำให้ได้ก่อนแล้วจะถือว่าผู้หญิงผู้ชายเท่ากัน เพราะตามตำนานในศาสนาเทวนิยมผู้ชายนี้พระเจ้าปั้นขึ้นมาเป็นอดัม แล้วไม่มีคู่ก็เลยเอาซี่โครงซี่ที่ 7 ของอดัมมาทำให้เป็น อีฟ เป็นเพศหญิง คู่กับอดัม นี่ก็เป็นตำนานของเขา อาตมาก็ว่า คุณไปทำให้อีฟกับอาดัมศักดิ์ศรีเท่ากันก่อนเถอะ เพราะว่าโดยประวัติโดยกำเนิดแล้วผู้หญิงเป็นส่วนหนึ่งของผู้ชายเท่านั้นเอง ไม่ใช่เป็นสิ่งที่พระเจ้าปั้นขึ้นมาเป็นฐานแรกเลย เขาก็จะนอนเพราะตำนานของเขาเป็นอย่างนั้นสัจจะก็เป็นอย่างนั้นเขาก็อธิบายเป็นบุคลาธิษฐานอย่างนั้นแหละที่จริงก็มีนัยยะที่อธิบายได้แต่ยังไม่พอใช้เวลานี้อธิบายหรอก ถ้าหากจะมาบวชกับชาวอโศกต้องสละทรัพย์สินเงินทองบ้านช่องเรือนชานต้องลาออกจากงานมาด้วย ตัดวิธีหากินทางโลกเลยต้องแน่จริงแน่ใจว่าจะอยู่ได้ เราต้องทำอย่างนั้นจริงๆเพราะเราต้องรักษาความบริสุทธิ์สะอาดของศาสนาพระพุทธเจ้าไว้ไม่เช่นนั้นมันจะแย่เลยถ้าหากอนุโลมมากเกินไปมันหละหลวมอย่างที่มันเป็นมันก็แย่ ศาสนาพระพุทธเจ้าผ่านมา 2500 กว่าปีมันแย่ขนาดนั้นแล้วถ้ายังไม่เคร่งไม่เข้มขึ้นมาให้จริงมันจะเหลือหรือ

_เมตตา โพธิสุทธิ์ : คนภายนอก ที่ไม่ใช่ชาวอโศก จะนำศพไปเผาที่อโศกได้ไหมคะ พ่อครูว่า…ได้ๆๆๆไม่มีปัญหาหรอก ก็ใส่รถมาไม่ต้องหามมาเหมือนยังสมัยโบราณหรอก ช่วงนี้ยังไม่ค่อยปลอดโปร่งเท่าไหร่มีเรื่องของโควิด มันปิดกั้นอะไรหลายอย่างแต่มันก็ดีหลายอย่างซึ่งมันทำให้เราทำไม่ได้อย่างที่ covid ทำ ซึ่งมันทำให้เกิดปิดกั้นอบายมุขหลายอย่างดูเผินๆเหมือนตัวร้าย แต่เป็นตัวที่ช่วยมนุษยชาติหลายอย่าง

_งามใบตอง นิลมณี : น้อมกราบนมัสการคค่ะ ฉากประกอบดอกไม้ลายธงชาติสวยมากค่ะ จัดอย่างนี้ทุกวันเลยนะคะ ถูกใจท่านถักบุญเทศน์ ในหลวงสู้สู้ค่ะ

_สว่างแสง ขวัญดาว : น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ เมื่อหลายวันแล้วพ่อครูได้เขียนเรื่อง กาย ไว้ ๑๗ ข้อ พ่อครูยังไม่ได้ขยายความ ลูกน้อมกราบนิมนต์พ่อครูเมตตาช่วยอธิบายขยายความให้ลูกได้เข้าใจชัด ลูกอยู่บ้านกับแม่อายุ ๘๕ ปี แม่เคยศรัทธาชาวอโศกปฏิบัติธรรม ทานมังสวิรัติ ๓ ปี แต่ก็ตกร่วงมา 20 กว่าปีแล้วค่ะ ทุกวันนี้ลูกฟังเทศน์จากพ่อครูแล้วก็จะพูดอธิบายให้แม่ฟังอีกทีค่ะ ลูกจึงอยากเข้าใจเรื่อง กาย ให้เข้าใจยิ่งขึ้น เพื่อจะพูดให้แม่ฟัง ว่าต่างกับปฏิบัติแบบนั่งหลับตาอย่างไรค่ะ น้อมกราบนมัสการค่ะ พ่อครูว่า…คุณเข้าใจถูกต้องแล้ว คำว่า “กาย” สำคัญมาก มันสำคัญจริงๆ

_กราบนมัสการพ่อท่านด้วยบูชายิ่ง กายคือภาวะที่จิตเกิดธาตุรู้ “หทัยรูป” และ “เจโตปริยญาณ” เพราะดิฉันเอาคู่ของ “หทัยรูป” เป็น “รูป” และ “เจโตปริยญาณ” เป็น “นาม” ในหัวข้อ 14 ของ “กาย” อธิบายคำเทศน์ที่ว่า (เปรียบเทียบหาความต่าง “ยิ่งกว่า” ได้ไปทุกคู่) คือ ภาวะที่สามารถแยกรูป-นามได้ชัดขึ้น มีจิตที่ละเอียดลึกแหลมคมมากยิ่งขึ้น ความเข้าใจแบบนี้ ถูกหรือผิดคะ กราบขอบพระคุณค่ะ เปรมจิตต์ 25 ต.ค.63 พ่อครูว่า…ถูก

_กราบนมัสการ พ่อท่านด้วยบูชายิ่ง ขอโทษค่ะ ที่ดิฉันถามคำถามไม่ชัดเจน คือว่า พ่อท่านอธิบายคำว่า “กาย”ไว้ทั้งหมด 17 ข้อแล้ว ดิฉันยกเอาข้อที่ 14 ซึ่งกล่าวว่า 14. แต่ต้องรู้จักรู้แจ้งรู้จริงว่า “กาย”ก็ดี “เทว”ก็ดีนั้นต้องมีธาตุรู้เป็นประธานในความเป็น “2” ขึ้นไปทุกภาวะ ตั้งแต่รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง “ความต่างกันของความเป็น 2” เปรียบเทียบหาความต่าง “ยิ่งกว่า”ได้ไปทุกคู่ ความว่า...เปรียบเทียบหาความต่าง “ ยิ่งกว่า ได้ไปทุกคู่” ทำให้สะดุดค่ะ เพราะถ้าเราเห็น “สีแดง”ต่างจาก”สีเขียว” มันก็จบ แต่มันยังมีความต่าง “ยิ่งกว่า” ตรงนี้ทำให้เข้าใจชัดขึ้นว่า การเห็นความต่างของ “รูป” และ “นาม” ไม่ใช่เรื่องธรรมดา การเห็นว่าต่างกันก็ระดับหนึ่ง เห็นว่าเป็น “รูป” หรือ “นาม” ก็อีกระดับหนึ่ง ลึกลงไปอีก เห็นว่า “หนักหรือเบา” , “อ่อนหรือแข็ง” “จางหรือเข้ม” ความต่างที่จิตละเอียดเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องรู้ให้ชัดเจน เพื่อให้ตรงกับคำว่า “รู้จักรู้แจ้งรู้จริง” เมื่อถึงจุดชัดเจนนี้ได้ “ปัญญา” ก็จะเกิดการลดละเลิกกิเลสที่ติดยึดอยู่ ก็จะเป็นไปได้ง่ายขึ้น กราบขอพ่อท่านพิจารณาว่าดิฉันเข้าใจถูกมั้ยคะ กราบขอบพระคุณยิ่ง เปรม. 28 ตค. 63 พ่อครูว่า..ถูก

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะเดินดินว่า...เจ้าอาวาสที่ร้องไห้เมื่อไม่มีคนจองกฐินนั้นเขาไม่รู้จักกาย เพราะน้ำตาไหลแล้วก็ยังไม่รู้

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน แยกกายแยกจิตในมูลกรรมฐาน 5 พ่อครูว่า… มาเข้าสู่เรื่องคำว่า “กาย” “กาย” เป็นภาษาไทยอย่างสนิทสนมแล้ว ซึ่งรากเหง้ามาจากภาษาบาลี พระพุทธเจ้าเป็นผู้บัญญัติเรื่องนี้ศาสนาพุทธเท่านั้นที่รู้ศาสนาอื่นไม่รู้ได้ง่ายๆ แต่ว่าศาสนาพุทธนั้นผ่านมา 2,500 กว่าปีความหมายเหล่านี้ได้เลอะเลือนไปหมดแล้ว หากว่าอาตมาไม่หยิบขึ้นมาแจกแจงไว้ตอนนี้รับรองว่า 2563 ปี ตอนนี้มันไม่เหลือแล้ว คำว่ากายที่ถูกต้อง ที่อาตมาวิจัยแยกแยะให้ฟังนี้ ที่ทำอยู่นี้ มันละเอียดสุขุมประณีต เกินกว่าที่จะคิดเองได้อาตมาวิจัยไว้ถึง 22 ประเด็น หากว่าจะให้ละเอียดกว่านี้อีกก็ได้ แต่มันจะละเอียดไป หากว่าเข้าใจปฏิบัติได้แม้ไม่ถึง 22 ข้อก็เป็นพระอรหันต์ได้ แต่นี่ข้อเดียว 2 ข้อก็ยังเข้าใจไม่ได้แล้วจะบรรลุอรหันต์ได้อย่างไร อ้างอิง ผู้ที่จะมาบวชเป็นภิกษุในศาสนาพุทธนั้น พระพุทธเจ้ามีพระวินัยเลยว่าอุปัชฌาย์จะต้องสอนเรื่องการแยกกายแยกจิตให้ภิกษุบวชใหม่ จากมูลกรรมฐาน 5 คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง วันนี้จะยังไม่อธิบายทีเดียว ขอพูดโดยสังเขป ว่า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ของเรานี้เป็นอวัยวะภายนอก ที่เป็นอาการ 5 ในอาการ 32 ซึ่งอาการ 5 อย่างนี้มันมีภายนอกง่าย ไม่ว่าจะเป็น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ก็ตาม เอาอันใดอันหนึ่งมาวิจัยว่า เมื่อใดส่วนใด อย่างใด ของผม ของขน ของเล็บ ของฟัน ของหนัง มันไม่ใช่เป็นกายแล้ว และมันก็ไม่เป็น พีชะด้วย มันไม่เป็นชีวะ มันไม่เหลือชีวะ แล้วมันเป็นแค่ พีชนิยาม มันไม่เป็นกายเลย ไม่เป็นโดยเด็ดขาด เป็นอุตุนิยามเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย แต่ส่วนที่มันเป็นพืช เป็นพีชะ มันยังเป็นชีวะที่ติดอยู่กับร่างของเรา มันไม่ใช่กายแล้วเหมือนกัน พีชะก็ไม่ใช่กาย เล็บนี่มันยาวออกมา พ้นปลายประสาทรับรู้สึกของเรา มันก็ไม่ใช่ กาย แล้ว มันไม่มีเวทนามันก็ไม่มีวิญญาณ มันไม่รู้สึกอะไร จะตัดมันออกไปมันก็เฉยๆ มันไม่ทุกข์ไม่สุข ไม่เจ็บไม่ปวดอะไรเลย หรือผมก็ตาม ส่วนที่มันพ้นปลายประสาท ทั้งผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ส่วนหนังอธิบายยากกว่าเพื่อนมันเหมือนเช่นขี้ไคล เป็นอุตุ แต่ส่วนที่ไม่ใช่ขี้ไคล ชิดประสาท ก็แยกยากมากเลย ฟันมันแข็งก็พิจารณาได้ยาก กรอมันไปถึงส่วนไหนจะเจ็บจะถึงประสาทก็ยาก ผม ขน ผมก็ยาว ขนก็ได้ แต่ขนมันเล็ก เอาเล็บดีกว่า ง่ายมาก เพราะฉะนั้น ถ้าเข้าใจตรงนี้ เล็บเรานี่ ถ้ามันหลุดออกไปจากร่างของเราออกไปเป็นชิ้นอีกต่างหาก ไม่เป็นชีวะแล้ว เป็นอุตุธาตุ เป็นธาตุวัตถุ เป็นธาตุดินน้ำไฟลม อันนี้แน่นอนมันไม่ใช่กายของเราแล้ว แต่พวกที่ติดยึด..คุณผู้หญิง เล็บของฉันหักแล้วจะเป็นจะตาย ไม่มีเล็บที่มันไม่งาม มันไม่ยาวก็ไปปลอมเล็บมาของฉัน ตัวเองก็รู้ว่าไปปลอมมา มันไม่ใช่ของฉันเลยนะ ถ้าหากเล็บปลอมหักไปอีกก็เสียใจ มันก็บ้าไปกี่ชั้น นี่แหละคือความติดยึดแล้วเป็นทุกข์เป็นสุข ยึดถือเป็นเราเป็นของเรา สิ่งที่ยังเป็นตัวที่ติดกับร่าง เช่นเล็บ ตัดมันก็ไม่เจ็บ ถ้ามันไม่กระเทือนถึงประสาทก็ไม่เจ็บ ไม่มีเวทนาสุขทุกข์ แต่มันก็เป็นพีชะ นี่คนที่หลงบูชาภิกษุที่ตายแล้วมีร่างที่ไม่เน่ามันเป็นมิจฉาทิฐิแล้ว เมื่อมันไม่ใช่กายแล้ว มันเป็นอุตุไม่เจ็บ แต่เป็นพีชะนี้มีชีวะ เหมือนพืช เป็นพลังงานที่เป็นชีวะระดับพืช แต่มันเล็บของคนไม่ใช่พืช แต่ความรู้สึกเวทนามันเป็นเช่นเดียวกันกับพืช มันจึงไม่มีบาปไม่มีบุญ ไม่มีชอบไม่มีชัง ไม่มีสุขหรือทุกข์ คนที่ทำให้จิตของเราเป็น พีชะได้ ไม่สุขไม่ทุกข์ แล้วไม่ทำบาปไม่ทำบุญก็จบแล้ว แต่มีกุศลนะ อกุศลไม่ทำ อย่างนี้เป็นต้น นี่คือทำจิตสร้างจิตให้จิตมีคุณวิเศษคุณลักษณะพิเศษอย่างนี้ให้ได้ ให้ได้ นี่คือเครื่องชี้บ่งว่า เป็นคุณสมบัติของพระอรหันต์จะเป็นอย่างนี้ ถ้าคุณไม่รู้อย่างนี้จะปฏิบัติธรรมถูกต้องได้อย่างไร แต่อย่าเพิ่งท้อนะ ทำไมยากจังเลย เรือหายเลย ยากขนาดนี้ ก็อย่าเพิ่งท้อ มันไม่ถึงกับเหลือความสามารถหรอกคน ถ้ารักทางนี้แล้วเอาจริง ได้ ไปตามลำดับตั้งแต่ศีลข้อที่ 1 2 3 ปฏิบัติเป็นลำดับเลยจะได้ ทำจิตให้เป็นพีชะได้ เป็นฐานนิพพานแล้ว แม้มันจะอยู่กับร่างของเรา ก็อาศัยได้ และมันก็ไม่ทุกข์ไม่สุข ประเด็นของอริยสัจ 4 จะเป็นชีวะ อาศัยจิตวิญญาณ ทำได้โดยไม่ยากไม่ลำบาก อนุโลมให้มันมีแต่ไม่ต้องอันนั้นรวมถึงให้เจ็บปวดอีก เล็บมันไม่ใช่กายแล้วตัดออกไปมันไม่เจ็บอีกมันไม่ทำงานกับประสาท เป็นพีชะแล้ว มันจะกลับมาเจ็บอีกมันก็ไม่มี มีแต่จะออกไปเป็นอุตุ กายต้องมีเวทนา ต้องเจ็บปวดต้องรักช่างต้องมีวิบากจึงเรียกว่าจิตนิยามแล้วก็ต้องทำให้ได้ด้วย กรรมนิยาม แล้วกระทำใจในใจ กระทำเกี่ยวข้องกับวัตถุด้วยเป็นภาวะ 2 ต้องเกื้อกูลกันและอาศัยสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นไปหลับตาปฏิบัติ ไม่มีปฏิบัติกับวัตถุด้วยตาหูจมูกลิ้นกาย อุปกรณ์ปฏิบัติมันไม่ครบ มันก็ไม่สำเร็จผล ไม่ครบเอามากๆเลยนะ ตาหูจมูกลิ้นกายทั้ง 5 ทวารไม่มี มีแต่ใจทวารเดียว แล้วมันจะปฏิบัติได้ผลอย่างไร ตาหูจมูกลิ้นกาย มันเป็นของหยาบ แต่คุณเผินเอาเก่งชิบเป๋งเลยเอาแต่จิต เฮ่ย ขนาดหยาบพูดยังไม่รู้เลย เพราะฉะนั้นผู้ที่ไปปฏิบัติธรรมเอาแต่จิตไม่มีสภาวะ 2 ทางตาหูจมูกลิ้นกายคุณจึงไม่มีสิทธิ์มีสภาพ กาย สภาพเทวะ สภาพคู่ที่คุณจะปฏิบัติรูปนาม ให้สำเร็จได้เลย ไม่มี คุณกลายเป็นคนไปปั้นรูปใหม่ ปั้นอรูปใหม่ เป็นมโนมยอัตตา หรือเป็นกาย 3 นิรมาณกาย สัมโภคกาย อาทิสมานกาย แล้วก็หลงว่าอันนั้นแหละว่าเป็นจริง ที่จริงแล้วมันไม่มีเลย มันก็เลยเป็นภพของความเพ้อฝัน เหมือนกับคุณไปเข้าใจว่าพระเจ้ามีตัวตน นั่นแหละพระเจ้านั่นคือกาย 3 นิรมาณกาย สัมโภคกาย อาทิสมานกาย แล้วมีสัมโภคกายเยอะด้วยเพราะว่าคนนับถือศาสนาเทวนิยมมีเยอะกว่าอเทวนิยม แล้วยังแยกเป็นศาสนาอีกหลายศาสนา สัมโภคกายของเทวนิยม แล้วแต่ศาสนาเดียวยังแยกนิกายอีก ต่างคนต่างอาทิสมานกาย ต่างคนต่างมีนิรมิตกันขึ้นมาเองต่างศาสนาก็ต่างกัน นิรมิตรดีไม่ดีมารบกันเองด้วย นิกายต่างกันศาสนาเดียวกันยังมารบกันเลย พระพุทธเจ้าท่านจึงได้กำชับให้พระอุปัชฌาย์สอนกรรมฐาน 5 ให้ภิกษุบวชใหม่ แยกกายในธรรมนิยาม 5 ให้ชัด เมื่อไหร่สิ่งใดเป็นกาย สิ่งใดไม่ใช่กายแต่ยังเป็นชีวะอยู่กับเรา เป็นพีชะ เมื่อไหร่เป็นจิตมีกาย จิตต้องมีกาย กายต้องมีจิต จิตไม่มีกายแล้วเป็นชีวะก็เป็นพีชะ ไม่เป็นชีวะ ก็เป็นวัตถุ จะติดอยู่กับตัวเราหรือไม่ติดอยู่กับตัวเราก็ได้ แต่ว่า อย่างขี้ไคลเรา มันยิ่งกว่าผิวหนังที่ติดอยู่กับประสาท ขี้ไคล เป็นวัตถุแท้ๆเลย ใช่ไหม อย่างนี้เป็นต้น ก็ไม่รู้ว่าใครมาฝากไว้ที่เรา ก็ขี้ใคร แล้วเราหลงว่าขี้เรา พระพุทธเจ้าจึง 1. อุปัชฌาย์จะต้องสอนให้แยกกายแยกจิตอย่างสัมมาทิฏฐิ 2.เริ่มต้นศึกษาสังโยชน์ข้อที่ 1 คุณต้องสัก กายะ อยู่ในตัวเรา สักกะ ต้องรู้สักกายะ กายเป็นอย่างไร แล้วก็อยู่กับตัวเรานี่แหละไม่ไปอยู่อย่างอื่นเลย เกี่ยวข้องทั้งข้างนอกข้างใน เกี่ยวข้องกับวัตถุและจิต มันไม่ใช่อธิบายง่าย มันต้องคู่ ต้องสัมผัสกันอยู่เมื่อใดมันปรุงแต่งอยู่แล้วไม่ใช่กาย เมื่อใดไม่ปรุงแต่งกันแล้วขาดจากวัตถุอยู่ข้างนอกแน่นอนอันนี้ง่ายมันแยกกัน อันนี้ไม่ใช่กาย ขาดจากกัน แต่อันที่ติดอยู่กับเราแต่ไม่ใช่กายแล้วอันนี้แหละยาก ใช่ไหม เพราะฉะนั้นต้องเรียนรู้ความเป็นกาย อยู่ที่ตัวเราให้ชัดเจน ทำความเห็นให้เข้าใจ ทำทิฏฐิให้แจ้ง เรียนรู้กาย เรียนรู้จากตัวเรา สักกะ สกะหรือสักกะ คือของตนเป็นของตน เรียนรู้ให้ได้ อันอื่นไม่จริงไม่ชัดหรอก ในตัวเราเองเรียนรู้ให้ได้ถึงสภาพ 2 อย่าง กาย ต้องมีภายนอกและภายใน ขาดจากภายนอกไม่ได้ พวกหลับตาปฏิบัติขาดจากภายนอกแล้วไม่ได้เลย เป็นโมฆะจากศาสนาพุทธแล้ว แม้คุณจะมีภายนอกสัมผัสอยู่แต่คุณก็เหนือกว่าสภาพภายนอกแล้ว ตั้งแต่รอบที่คุณเคยเกี่ยวข้องเป็นอบายมุขจิตใจคุณก็ขาดจากจริงๆเลยอบายมุขมันก็อยู่กับโลกไป หรือกามเป็นอนาคามี เกี่ยวกับกามคุณ 5 กระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย มันก็มีเวทนาอยู่ แต่สิ่งเหล่านี้เราไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่เดือดไม่ร้อน เราสัมผัสแล้วอะไรที่ต้องอาศัยก็เอามาใช้เช่นกล้วยหอม ไม่ว่าจะเป็นคนเชื้อชาติไหนไทยจีนแขกฝรั่งเอาลิ้นมาสัมผัสก็มีรสอย่างนั้น แข็งอ่อน กลิ่นอย่างไร ก็สัมผัสเป็นหนึ่งเดียวกันไม่ว่าจะชนชาติไหน ด้วยลักษณะของสิ่งจึงรู้ความจริงตามความเป็นจริง ส่วนที่มันต่างกันคือชอบคือชัง มีแตกต่างกันมากมายหลายหลาย

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน กาย 22 นัยยะแจกแจกโดยพ่อครู ตอน1 พ่อครูว่า… ฉะนั้นในคำว่า “กาย” ต้องมาเรียนรู้คำว่า “สัก” ที่หมายถึง “อันเป็นของตน” นั่นเองให้ถูกแท้อีกด้วย ดังนั้น ทั้ง“ส หรือ สัก”ที่หมายถึง“อันเป็นของตน” คุณก็ต้องมีความเข้าใจ(ทิฏฐิ)ถูกต้องถ่องแท้ให้ได้ก่อน นั่นคือ “พ้นสักกายทิฏฐิ” ซึ่งเป็น“สังโยชน์ข้อที่ ๑ แล้วคุณจึงจะทำ“การกำหนดรู้(ใช้ความเป็น‘สัญญา’ของคุณเอง)”เพื่อศึกษาความเป็น“กาย”ที่มีทั้งความหลากหลาย“มิติ” และมีทั้งความมากมายของ“นัย”ที่คุณจะต้องวินิจฉัยวิจัยวิจารกระทั่ง“รู้จักรู้แจ้งรู้จริง”ความเป็น“กาย”ได้ถ้วนครบมากที่สุด บริบูรณ์ที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้ ตามความเก่งที่สามารถของตนเอง และทั้งความเป็น“กาย”นี้แหละ มันมีความหลากหลาก“นัยะ”มากมาย“มิติ”เหลือเกิน ที่คนไทยยุคปัจจุบันนี้ได้พากัน“มิจฉาทิฏฐิ”กันไปอย่างสุดโต่งหลงว่าเป็น“วัตถุ” และมีภาวะแค่“๑”เท่านั้นด้วย มันจึงน่าสงสารชาวพุทธในยุคนี้จริงๆ ตั้งใจพิจารณาตามอาตมาจะแยกแยะความวิจิตรพิสดารของคำว่า“กาย”นี้ ให้ฟังกันชนิดที่คุณไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนเลยแน่ๆ

๑. กาย คำนี้แปลว่า องค์ประชุม, กอง, หมู่, ฝูง, หมวดแห่งเจตสิก เช่น หมู่, กอง, องค์ประชุมของเวทนา-สัญญา-สังขาร เป็นต้น ความหมายนี้ทุกวันนี้ก็ยังมีการแปลไว้ในพจนานุกรมบาลี-ไทยกันอยู่ ซึ่งมันก็ยืนยันความหมายเดิมอยู่ แต่คนในสังคมปัจจุบันนี้ได้เข้าใจผิดไปจาก“ความหมายเดิมแท้จริง”นั้นแล้ว ชนิดที่กล่าวได้ว่า ไม่เหลือตามความหมายเดิมนั้นกันเลย ๒. กาย คือ จิต-มโน-วิญญาณ ที่สังขารกันโดยมีวัตถุธรรมภายนอกร่วมอยู่ด้วยในชีวิตสัตวโลก แต่ทุกวันนี้พากันเข้าใจผิดไปเป็น“ร่างภายนอกหรือสรีระ (body) ที่เป็นรูปธรรม”อย่างเดียว หรือหมายถึงส่วนที่เป็น“วัตถุ”อันไม่มี“จิต-มโน-วิญญาณ”ร่วมด้วยเลย ๓. กาย ต้องมี“๒ ภาวะ”ขึ้นไปเสมอ และต้องมี“จิต”ร่วมด้วยอยู่เสมอ จึงชื่อว่า“ภาวะ ๒ (เทฺว ธัมมา)”เสมอ ถ้าไม่มี“จิต”ร่วมด้วยจึงเป็นสภาพที่“ไม่มีกาย” เช่น ความเป็น“พีชนิยาม”ไม่มี“กาย”เป็นต้น ๔. กาย ต้องมี“ภายนอก”ด้วย “ภายใน”ด้วยตลอด ไม่ขาดกัน ๕. กาย ถ้าใครเข้าใจว่า หมายถึงภาวะเดียวแค่นั้นก็“มิจฉาทิฏฐิ”ไปเลย หรือยิ่งเข้าใจว่า “กาย”เป็น“วัตถุ” ก็ยิ่งผิดใหญ่ มิจฉาเต็มๆ ๖. “การแยกกาย-แยกจิต”นั้นพระพุทธเจ้าทรงให้อุปัชฌาย์ทุกองค์ต้องสอน“การแยกกาย-แยกจิต”อย่าง“สัมมาทิฏฐิ”แก่สัทธิวิหาริกเป็นสำคัญก่อนอื่นทีเดียว โดยมี“มูลกรรมฐาน ๕” ได้แก่ ผม(เกษา),ขน(โลมา),เล็บ(นขา),ฟัน(ทันตา),หนัง(ตโจ) อันเป็น“กายภายนอก ๕ ชนิด”ที่มีอยู่ในตัวทุกคน ซึ่งใช้ผมหรือขนหรือเล็บหรือฟันหรือหนังเป็นอุปกรณ์การศึกษาปฏิบัติ ผู้ที่สามารถปฏิบัติอย่างสัมมาทิฏฐิเมื่อเกิดมรรคผล ตนเองก็จะสามารถ“กำหนดรู้(สัญญา)”ความเป็น“ธรรมนิยาม ๕”จาก“ผมหรือขนหรือเล็บหรือฟันหรือหนัง”อย่างใดอย่างหนึ่งว่า เมื่อใด? อย่างไร? ส่วนไหน? ที่มันได้กลายเป็น“อุตุนิยาม”ไปแล้ว ไม่มี‘ชีวะ”แล้ว มีภาวะดั่ง“ดิน,น้ำ,ไฟ,ลม”ไปแล้ว ไม่ใช่“พีชนิยาม” ไม่ใช่“จิตนิยาม” ไม่ใช่ความเป็น“วิญญาณ”แล้วได้สำเร็จ ผู้ปฏิบัติได้เช่นนี้ก็นับว่า มันเป็นส่วนที่“ไม่ใช่กาย”ได้แล้ว นั่นคือ“ชีวะ”ก็“ไม่เป็นแล้ว-หมดสภาพชีวะแล้ว” จึงเป็น“วัตถุธาตุ”ที่ไม่มี“เวทนา” ไม่มี“วิญญาณ” เรียกโดยศัพท์วิชาการว่า “อนุปาทินนกสังขาร”คือ สังขารที่ไม่มีวิญญาณครอง หรือสังขารที่ไม่มีใจครอง ถ้า“ทำใจในใจ”ของตนให้มีภาวะ“ไม่ใช่กาย”อย่างนี้ได้เกิดขึ้นในใจเราจริง ก็นี้แหละคือ ผลสำเร็จของภาวะ“นิพพาน”ซึ่งในจิตเรา“ไม่สุข-ไม่ทุกข์(อุเบกขาเวทนา)”ได้แล้วจริง เป็น“การพ้นทุกข์”แบบพุทธ ซึ่งผู้จะปฏิบัติธรรม“ทำใจในใจ”ของตนสำเร็จได้ดังว่านี้ ก็ต้องมี“สัมมาทิฏฐิ”ใน“การแยกกาย-แยกจิต”ตามกระบวนการของ“ธรรมนิยาม ๕”ที่จะเรียนรู้พิสูจน์กำหนดรู้ได้จาก“ผม,ขน,เล็บ,ฟัน,หนัง”ที่เป็น“กายภายนอก ๕ ชนิด”นั่นเอง “ธรรมนิยาม ๕”นี้เป็น“อาการที่ปรากฏลักษณะ ๕ นี้ได้”ในคนผู้ศึกษาปฏิบัติสำเร็จผลตามคำสอนพระพุทธเจ้า และ“ธรรมนิยาม ๕”ที่พิสูจน์ได้นี้ ผู้ศึกษาจาก“ผม,ขน,เล็บ,ฟัน,หนัง”ซึ่งเป็น“กาย”ภายนอก ๕ ชนิดของ“อาการ ๓๒(ทวัตติงสาการ)”อันเป็นส่วนประกอบลักษณะต่างๆทั้งภายนอกและภายในของคนทุกคน ที่ผู้ศึกษาจะสามารถเรียนรู้ใช้แยกแยะให้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงได้ทุกคน “อาการ ๓๒”ภาษาบาลีคือ ทวัตติงสาการ นี้คือ ส่วนประกอบที่มีลักษณะต่างๆกัน ๓๒ อย่าง ในร่างกาย ได้แก่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนังเนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า(อุจจาระ) มันสมอง ดี เสลด หนองเลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร(ปัสสาวะ) ท่านทรงเรียก“อวัยวะทั้ง ๓๒”นี้ว่า มันเป็นอยู่อย่างปรุงแต่งคือเป็น“สังขาร” จึงมี“อาการ”ของแต่ละอวัยวะ ทั้ง ๓๒ เรียกกันสั้นๆ ก็เรียกว่า “อาการ” แต่ละอวัยวะจึงมี“อาการ”ของแต่ละอวัยวะ ซึ่งส่วนภายนอก“๕ อาการ” คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง นั้นเป็นแต่ละชนิด เราสามารถใช้เป็นอุปกรณ์ในการศึกษา เพื่อเรียนรู้“กา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน