630422 เข้าใจคำว่า กาย ได้ถูกก็มีทางพ้นสักกายทิฏฐิ.docx
เนื้อหาในไฟล์
630422 เข้าใจคำว่า กาย ได้ถูกก็มีทางพ้นสักกายทิฏฐิ
พ่อครู : เห็นจริงเป็นจริง เข้าใจจริงๆ แล้วก็รู้จักรูปนามขันธ์ ๕ ของเราจริงๆ ว่าตรงกันหมดทั้งความรู้สึกจริงกับบัญญัติภาษา ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ทั้งหมด แล้วที่อาตมาได้เอามาสาธยาย เพื่อจะได้รวมสวมการเป็นสภาวะกับภาษาหรือบัญญัติ ที่เก่ากันเป็นพยัญชนะหรือภาษาเป็นคำพูด ที่กล่าวกันเป็นพยัญชนะเป็นภาษาเป็นบัญญัติ สวมลงไปกับสภาวะธรรมที่แท้จริง ว่ามันเป็นอันเดียวกัน ตรงกัน อันนี้แหละ เป็นเรื่องที่ยากที่สุด ทุกวันนี้มันแตกแยกกันต่างกันในโลก จนกระทั่งแยกกันชัด เป็นเทวนิยมกับอเทวนิยมก็อยู่แค่นี้ แค่สภาวะกับบัญญัติภาษานี่แหละ ในชาวพุทธทั้งหลายนี่ ผู้รู้ที่เรียนรู้พยัญชนะภาษามาก เรียนมาก รู้มากเลย แล้วก็เรียนรู้อธิบาย ต่อกัน ถามตรงไหนก็ได้ไม่มีขัดไม่มีข้อง เอาอธิบายต่อเนื่อง เอาภาษามาร้อยเรียง เอาภาษามาอธิบายภาษา ขยายภาษาสู่ภาษากันได้หมด ไม่มีติดขัดเลย แต่ไม่ลงไปถึงสภาวะของจิตเจตสิกรูปนิพพาน ไม่ลงไปถึงสภาวะของความรู้ที่แท้จริงที่เป็นธาตุรู้ตั้งแต่เวทนาสัญญาสังขารวิญญาณเนี่ย มันไม่ลงไปถึงตรงนั้น มันไม่เข้าไปสัมผัสแตะกับความเป็นเวทนาสัญญา สังขาร แตะลงไปเป็นรูป มันไม่สามารถเกิดภาวะรูปนาม จิตวิญญาณของผู้ที่ยังเป็นชาวพุทธ ส่วนใหญ่ที่ยังไม่ ที่อาตมาอธิบาย เนี่ยยังไม่ลงไปมีญาณปัญญาหยั่งลงไปโอคธา หยั่งลงไปแตะสัมผัสสภาวะจริงได้ของตนเองนะ ไม่ใช่ของคนอื่น ของตนเองไม่แตะสภาวะจริงของตนเองได้ มันก็เลยไม่สามารถที่จะปฏิบัติเปลี่ยนแปลงสภาวะจิตเจตสิตของตัวเองได้ แต่น่าสงสารตรงที่เขารู้บัญญัติ รู้ภาษา รู้คำพูด รู้โวหาร โอ๊ย ร้อยเรียงภาษาโวหารกันและกันได้ครบเลย พูดถึงตรงนี้แล้วก็ประวัติไปถึง เช็คประวัติไปถึงอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ น่าสงสารมากเลย
อ่านต่อ
เพราะรู้บัญญัติมากมาย เสร็จแล้วก็ไปลงที่บัญญัติอันหนึ่งว่า ทุกอย่างต้องเป็นธรรมะ ถ้าไม่ใช่ธรรมะแล้ว นอกนั้นเป็นเดรัจฉานคาถาทั้งนั้น ได้ประโยคนี้จากในที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ เดรัจฉานคาถาคือ จะกล่าวเรื่องน้ำ เรื่องท่า เรื่องพระ เรื่องดี เรื่องชั่ว เรื่องเสื่อม เรื่องเจริญ เรื่องอะไรต่ออะไรต่างๆ นาๆเยอะ ก็คือทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนั่นแหละ กล่าวโดยภาษาไม่ได้ กล่าวโดยภาษาแล้ว แล้วเขาเข้าใจว่า กล่าวโดยภาษาเนี่ยมันกล่าวขึ้นมาด้วยจะเป็นน้ำเป็นท่าจะเป็นอะไรต้องเป็นธรรมะเท่านั้น แล้วเขาก็ไปสัญญาคำว่าธรรมะของเขาเนี่ย ตามภพตามชาติ ตามภพตามนิรมานกายของเขาว่าธรรมะคืออะไร เพราะฉะนั้นอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ทุกวันนี้เนี่ยสอนคนอยู่เนี่ย เขาจะทักตรงที่ว่า แล้วไอ้ที่พูดนี่เป็นธรรมะไหม ถ้าไม่ใช่ธรรมะเป็นเดรัจฉานคาถาทั้งนั้นนะ ไม่พูดด้วยนะ นี่ตรงนี้เลย ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่า นิรมานกายที่ อาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ สมมุติเอาไว้สัญญากำหนดไว้ว่ากายเป็นอย่างไร รูปนามเป็นอย่างไรของอาจารย์สุจินต์ เพราะว่า อาจารย์สุจินต์ ไม่รู้ว่าเรื่อง กายก็ดี สัญญาก็ดี กายต่างกัน สัญญาต่างกัน ต่างๆนานานี่ อาตมาขออภัยที่พูดเป็นเชิงข่มว่า อาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ยังไม่รู้เรื่องนี้หรอก แยกกายแยกสัญญา แยกกายแยกจิตยังไม่ได้จริงๆ ได้แต่บัญญัติภาษาเต็มไปหมด เพราะว่าคนที่รู้ภาษา สามารถรู้เป็นปทปรมบุคคลทุกคนได้เยอะ ไม่ว่าสายไหน สายอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ แม้แต่เถรสมาคม เรียนกันเป็นดอกเตอร์ เป็นเปรียญ ๙ เป็นอะไรต่ออะไรเต็มไปหมด อยู่ในเถรสมาคมเต็มไปด้วยบัญญัติภาษาเยอะ น่าสงสารอันนี้
เพราะงั้นถ้าไม่เริ่มต้นตั้งแต่ตัวแรกเลยคือ สักกายทิฏฐิ ก็คือกายนี่แหละ สักกายะ กาย สักกะแปลว่าของตน กายคือรูปนามคู่หนึ่ง รูปนามมีธาตุรู้ตัวหนึ่งกับสิ่งอีกสิ่งหนึ่งที่จะต้องสัมผัสกัน สัมพันธ์กันจึงเกิดความรู้ขึ้นมา นี่แหละตั้งแต่เริ่มต้นตัวนี้แหละยังไม่สัมมาทิฏฐิ จึงไม่พ้นสังโยชน์ข้อที่ ๑ ไม่พ้นสักกายทิฏฐิทุกวันนี้ เพราะคำว่ากายตัวเดียวเนี่ย ที่อาตมาบรรยาย โอ้โห มันเมื่อยสมองมากเลย บรรยายเรื่องกายกายกายกายแล้วก็พูดกันอยู่นี่ ซึ่งคำว่ากายจริงๆแล้วนี่สูงสุดที่สุดแล้วจะต้องกายจบ ในความเป็นกาย
ในสัตตาวาส ๙ หรือการศึกษาจริงต้องในฐานะในขณะมีวิญญาณฐิติ ๗ ถ้าไม่มีวิญญาณฐิติ ๗ ไม่ศึกษานั่งหลับตา จะจมอยู่ในสัตตาวาส ๙ ทั้งหมดเลย ไม่มีทางที่จะได้รู้จักความจริง ต้องมีมาสัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย และในขณะมีวิญญาณฐิติ มีวิญญาณตั้งอยู่ วิญญาณฐิติ คือ การสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกายและมีใจเป็นตัวร่วมรู้ทั้งหมดอยู่ เป็นปัจจุบันธรรมขณะนี้มีรูปนาม มีการสัมผัสมีการเรียนรู้ ถึงเรียกว่ามีการสัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย ซึ่งวิโมกข์ก็อธิบาย ต้องมีรูปต้องมีภายนอกต้องมีภายใน ต้องมีอัชฌัตตัง ต้องมีพหิทธา ต้องสัมผัสสัมพันธ์กัน จึงจะเรียนรู้ตั้งแต่กามภพ รูปภพ อรูปภพไปได้ ก็สาธยายอยู่ทุกวันนี้นี่ยังยากมาก เพราะว่ายังเข้าใจคำว่า”กาย”คำเดียว ตีแตกคำว่า “กาย” แยกกายแยกจิตไม่ได้ เพราะถ้าแยกกายแยกจิตไม่ได้เลย ตั้งแต่พระพุทธเจ้าสอน ให้มีวินัยเป็นตัวสำคัญเลยวินัยข้อนี้ สอน อุปัชฌาย์ทุกรูป เมื่อบวชใครเป็นสัทธิวิหาริก เป็นลูกศิษย์ขึ้นมา ต้องสอนการแยกกายแยกจิต เป็นมูลกรรมฐาน ๕ โดยให้เอาขน ผม เล็บ ฟัน หนัง มาเป็นตัวอย่าง จะแยกจากผมก็ดี ขนก็ดี ขน ผม เล็บ ฟัน หนัง อันใดก็ได้สักอันใดอันหนึ่ง มาแยกให้เห็นว่าเมื่อใดเป็นกาย เมื่อใดไม่เป็นกาย ซึ่งไม่ใช่เล็กเลย เรื่องใหญ่มากที่จะรู้ มันเป็นต้นตอของการศึกษาศาสนาพุทธ ถ้าไม่รู้ แยกกายแยกจิตนี่ไม่ได้ แยกไม่ออกว่า เมื่อใดเป็นกาย กายที่สำคัญพูดง่ายๆก่อนว่า เมื่อไม่เป็นกายนี่ จะไม่มีธาตุรู้สึก เป็นธาตุรู้ได้เป็นพีชะ ชีวะพีชะ แต่ชีวะของพีชะไม่มีจิตนิยาม ไม่มีความรู้สึก ไม่มีเวทนา อย่างนี้เป็นต้น แยกเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือแยกเวทนา สัญญา เจตนา และต้องมีผัสสะ มนสิการ อีก ๒ ตัว ต้องมี ผัสสะจึงจะมนสิการได้ สำคัญต้องมีผัสสะ แล้วมีมนสิการ จึงจะเรียนรู้เวทนา สัญญา เจตนา ได้ จึงจะไปสามารถศึกษาเจตนา ๓ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ที่เป็นตัณหา ๓ ได้ เจตนาที่มีตัณหา ๓ อย่างนี้เป็นต้น อาตมาพูดไปๆนี่ พยัญชนะเขาก็พยายามเข้าใจของเขา เขาเรียนรู้พยัญชนะ แต่เขาเข้าใจเป็นคนละอย่างกันกับที่อาตมาอธิบาย เพราะไม่ได้ลงถึงสภาวะ มันจึงต่างกันแล้วก็พากันหลุดพ้นไม่ได้ น่าสงสาร เขาที่ออกไม่ได้ จมอยู่ในโลกีย์