อจินไตยฌานวิสัยในจรณะและวิชชา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.75 KB
วันที่แก้ไข30 เมษายน 2565

เนื้อหาในไฟล์

อจินไตยฌานวิสัยในจรณะและวิชชา พ่อครูว่า... คำว่าฌาน เป็นฌานวิสัย เป็นอจินไตย คนจะมี อาศัย นิสัย วิสัย อนุสัย คนผ่าน นิสยะ วิสยะ ผ่านมา จนรู้ สยะเป็น อนุสยะ อนุสัย อาตมาใช้พยัญชนะเหมือนกันแต่อธิบายต่างกันกับคนอื่น คนที่ถึงขั้น อนุสยะ เป็นฌาน ฌาน คือพลังงานจิตที่ผู้ที่สามารถสร้างพลังงานจิตให้เป็นไฟ เป็นอุณหธาตุ เป็นความร้อน ซึ่งราคะ โทสะ ก็เป็นไฟ โมหะ เป็นไฟ ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ทีนี้ ไฟฌาน เป็นไฟที่มีปัญญา ฌานคือปัญญา ปัญญาคือฌาน ปัญญาคือ ธาตุรู้ที่รู้เหนือกว่าราคะโทสะโมหะ เป็นพลังงานที่เหนือชั้นกว่าราคะโทสะโมหะ ถึงจะเป็นความจริง เป็นพลังงานที่สามารถเหนือกว่าพลังงานราคะ จึงสามารถทำลายพลังงานราคะลงได้ เหนือกว่าโทสะ โดยสภาวะจริงมันต้องเป็นอย่างงั้น ถ้ามันไม่เหนือมันก็ไปทำลายไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะไม่ได้ ใช้พยัญชนะอธิบายซ้ำมันเข้าใจได้นะ ที่นี่ความจริง คุณทำอย่างที่อาตมาใช้ภาษานี้สื่ออย่างนี้ พลังงานจิตของคุณทำให้เป็น อุณหธาตุ เป็นธาตุร้อนที่มันสลายกัน ทำได้ถึงสภาวะจริงไหมล่ะ คุณจะทำ ทำได้อย่างไร วิธีทำฌานของพระพุทธเจ้านั้นคือ 1.ศีล 2. อปัณณกปฏิปทา 3.สัทธรรม 7 แล้วจะเกิด ฌาน 1 2 3 4 นี่คือพุทธคุณของพระพุทธเจ้าเป็นจรณะ 15 ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาปฏิบัติ ศีลก็ไม่มี อปัณณกปฏิปทา 3 ก็ไม่มี สัทธรรม 7 ไม่ต้องไปฝัน ฌานก็เป็นแต่ชานหมาก เคี้ยวหมากหยับๆ แล้วเคี้ยวใหม่ อย่างมหาบัวเป็น ก็เคี้ยวแต่หมาก งมงายกันไปหมด ขออภัยพูดชัดๆพูดเหมือนลบหลู่ แต่สิ่งที่ผิดก็ควรต้องถูกลบหลู่ไป คุณจะถือตัวก็เป็นของคุณเอง คุณจะถือตัวว่าลบหลู่ถูกไหม นิคฺคเณฺห นิคฺคหารหํ ปคฺคเณฺห ปคฺคหารหํ ควรข่มคนที่ควรข่ม ยกย่องคนที่ควรยกย่อง เอาตรงที่ อปัณณกปฏิปทา 3 มันไม่มี ตั้งแต่ศีล ก็ไม่ได้เป็นข้อเป็นหลักเลย

อ่านต่อ

เอา ศีลข้อที่ 1 เป็นต้น เกี่ยวข้องกับสัตว์ คุณปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทา 3 กับสัตว์นี่ โดยเฉพาะกับคน คุณไม่ต้องไปกินคนหรอก อย่าไปเบียดเบียนกัน ไม่ต้องไปรักไปชังกัน สรุปๆ เลย คุณก็คือคน ทำงานร่วมกัน ผู้หญิงผู้ชาย เป็นนักบวชกับฆราวาสก็ทำงานร่วมกันได้ ไม่ต้องไปเกี่ยวพันอะไรให้มันลึกลับลึกซึ้ง ชัดๆนี่ มันให้ตื้น ไม่ต้องลึกอะไร ก็ทำงานร่วมกันผู้ที่ทำงานเป็นประโยชน์แก่กัน คนละฐานะ คุณเป็นผู้หญิงก็ฐานะหนึ่งได้ คุณเป็นผู้ชายก็ฐานะหนึ่ง นักบวชก็ฐานะหนึ่ง ฆราวาสก็ฐานะหนึ่ง ก็รู้ชัด รู้เจน ไม่สับสน ปฏิบัติถูกต้องตามสภาวะจริงของมัน มันก็สะอาดบริสุทธิ์ไป เกิดมาก็ทำงานร่วมกันอย่างนี้แล้วก็ทุกคนก็รู้ฐานะแห่งตนๆ อย่างพวกเรา สบายทำงานกันอยู่ จนกระทั่งตอนแรกๆ อาตมาพาปฏิบัติธรรมเป็นบวร มีทั้งสมณะ ภิกษุณีไม่มี ก็มีสิกขมาตุ เขาก็ปรามาสไว้..เดี๋ยวเถอะๆ เดี๋ยวมันก็จะมีลูกเณร แต่มาถึงวันนี้พวกเรารักษาสภาพความเป็นจริงได้ ไม่ได้มีเลอะเทอะอย่างนั้นเลย เพราะฉะนั้นว่าเราไม่ได้เลยในเรื่องพวกนี้ 40-50 ปีมาแล้วไม่ได้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้น เลอะเทอะ ยิ่งนักบวชนี้ไม่มีเลย ไม่มีเลย ที่จะไปเรื่อง ให้ไปครหาได้ ฆราวาส อาจจะมี Error บ้างนิดๆหน่อยๆ ถือว่ามันเป็นธรรมดาธรรมชาติ มี Error เล็กๆน้อยๆ แต่ก็ไม่ได้ไปเลอะเทอะ หยำฉ่า เหมือนกับข้างนอกเขา นี่เป็นสถานะจริงที่อาตมายืนยัน สู่แดนธรรม.. เขาว่าเราเรื่องตัณหานี้ว่าไม่ได้ แต่ว่าได้เรื่องทิฏฐิ ทำสงครามทิฏฐิกัน พ่อครูว่า... อันนี้ก็ถูกต้องลงท้ายก็มีทิฏฐิที่ต่างกัน มันจบด้วยทิฐิที่ต่างกัน แต่มันก็จบจริงๆ มันเป็นนานาสังวาส ต่างคนต่างมีทิฐิ ต่างคนก็ปฏิบัติไป ซึ่งเราก็ได้เป็นไปแล้ว เป็นนานาสังวาสกันแล้วต่างคนปฏิบัติไปตามที่ต่างคนเข้าใจ ก็ได้มรรคผลไปตาม เขาก็ว่าเขาได้มรรคผลเราก็ว่าเราได้มรรคผลมา จะเป็นมิจฉาผลหรือสัมมาผลก็เป็นตามความเป็นจริงไม่ได้ประหลาดอะไร 650427 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อภิภูผู้รู้จบสัตตาวาสและวิญญาณฐีติ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน