การตลาดแบบโลกุตระคือเช่นไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
การตลาดแบบโลกุตระคือเช่นไร _สู่แดนธรรม...วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม 2565 ที่บวรราชธานีอโศก ..... ชาวโลกุตระต้องมีการตลาดหรือไม่ครับ พ่อครูว่า...จำเป็น คำว่าการตลาด หมายความว่า ยุคพระพุทธเจ้ามันไม่มีตลาด ยุคนี้ เราก็ต้องเข้ากับสมัย สมัยนี้มันมีตลาด ประชาชนทั้งหมด ทั้งเราไม่ได้สงวนสิทธิ์ว่า โลกุตระนั้นจะเผยแพร่ให้แต่ชาวโลกุตระจำนวนเดียว จำนวนหนึ่ง เท่านั้น เราต้องให้เผยแพร่ เท่าที่ผู้ที่ควรจะได้ มีความจำเป็นและเหมาะสมที่ควรจะได้ก็ต้องให้กระจายไปด้วยกัน เป็นภาษาคำว่าตลาด การตลาด เพราะฉะนั้นโลกุตรธรรม แม้ว่าจะเป็นโลกุตระ แต่ก็ต้องได้ไปจากชาวโลกที่นั่นแหละ จึงจะเป็นผู้รับสินค้าต่อมาเป็นลำดับๆๆ ชาวโลกุตระก็ได้โลกุตระ แต่ก็จะคนที่เป็นโลกียะนั่นแหละจะเป็นมวลเป็นผู้ที่รับจากผู้ที่มีแล้ว แบ่งไป หรือจำหน่ายให้แจกให้ พยายามยื่นให้แก่ใครที่รับได้เขาก็จะรับ จึงจะเพิ่มมวล ไม่ใช่อยู่แค่จำกัดขอบเขตแล้วก็ไม่เพิ่มอีกไม่ใช่ มันต้องเพิ่มสิมันต้องแพร่ขยายไป นี่คือสัจจะมันต้องเป็นเช่นนั้น ก็เรียกด้วยภาษาสมัยใหม่ แต่สมัยพระพุทธเจ้าไม่มีภาษาว่าการตลาด สมัยใหม่นั้นมี เราก็ต้องทันสมัย สู่แดนธรรม.. ครั้งนี้ โลกุตรธรรมแบบพ่อท่านเผยแพร่ คำมันย้อนแย้งกันนะครับ เราทำการตลาดแต่เราก็ทำกันอย่างไม่ต้องการบริวาร พ่อท่านจะมีหลักเกณฑ์ พ่อครูว่า... คำว่าบริวารมันเป็นโวหารที่ซับซ้อนลึกซึ้ง โลกียะเขาต้องการมวลเป็นหลัก ปริมาณเป็นหลัก แต่ของเราเอาคุณภาพเอาเนื้อหาสาระเป็นหลักซึ่งมันต่างกัน ซึ่งมันก็เป็น 2 สภาวะเรียกว่า เทวะ เพราะฉะนั้นถ้าเราจัดสรรมันให้เหมาะสมกับ กาละเทศะฐานะ กาละ ทุกวันนี้ เป็นกาละที่เปิด ไม่ใช่ยุคพระพุทธเจ้า สถานที่ก็เป็นสถานที่ไม่ใช่สถานที่อยู่ในอินเดียเท่านั้น มันกระจายออกมาจนถึงปร
อ่านต่อ
ะเทศไทย เพราะฉะนั้นแต่ละฐานะบุคคล คนจะไปดูถูก หรือจะไปจำกัดบุคคลแต่ละบุคคลเท่านั้นไม่ได้ ทุกคนมีสิทธิ์ เป็นแต่เพียงว่า แต่ละคนผู้ใดล่ะ เขาจะสามารถรับได้ มีภูมิธรรม มีบารมี มีความสามารถรับได้ก็ต้องให้โอกาสเขา จึงเรียกว่า เป็นการตลาด เป็นคำศัพท์สมัยใหม่ สู่แดนธรรม.. แล้ว สินค้าของพ่อท่าน รู้สึกว่าไม่ใช่สินค้าแบบ mass นะครับ พ่อครูว่า... มันก็ต้องไป จำนวนที่เพิ่มขึ้น แต่ถึงอย่างไรไม่ใช่เป็นจำนวนส่วนใหญ่ มันก็เป็นส่วนน้อยอยู่ดี ถึงอย่างไรอย่างไรก็เป็นส่วนใหญ่ไปแทนที่ โลกียะไม่ได้หรอก เพราะโลกุตระเป็นยอดพีระมิด เป็นส่วนไปหายอดพีระมิด ไม่ใช่ส่วนไปหาฐานพีระมิด เป็นสัจจะที่มันต้องจบ ถ้าเข้าใจมันก็จบ ถ้าไม่เข้าใจมันก็ไม่จบ สู่แดนธรรม... สินค้าที่เป็น mass ของพ่อท่านไม่ใช่ความต้องการของคนส่วนใหญ่ เช่น สอนให้คนมาเสียสละ มาลดละความโลภ คนจะต้องหันมาจน หันมาพัฒนาประเทศชาติด้วยกันมาจน ใครจะไปอยากได้ครับ พ่อครูว่า... ไม่ต้องอยากได้ คนที่อยากได้จะต้องเป็นคนที่มีภูมิปัญญา ผู้มีภูมิปัญญาจึงมีปรารถนาอยากได้ ว่า อันนี้เป็นสิ่งที่ควรจะอยากได้เรียกว่าเป็นสัญญาที่ไม่วิปลาส ผู้ที่มีสัญญาสัมมาทิฏฐิ สัญญาถูกต้องไม่วิปลาส กำหนดถูกว่า อ๋อ! อันนี้เป็นสิ่งควรได้ คนนั้นมีสัญญาได้อย่างนี้ก็เพราะคนคนนั้นอยู่ในฐานะของจิต ที่จะพัฒนาทิฏฐิ พัฒนาความรู้ความเห็นความเข้าใจขึ้นมาเห็นอันนี้ได้ ก็มีการพัฒนาที่ดีขึ้นมานั่นเอง เพราะฉะนั้นคนที่ไม่วิปลาสทั้ง 3 ทั้ง สัญญา ทิฏฐิ และจิต ก็ก้าวหน้าพัฒนาได้ ส่วนผู้ที่ยังวิปลาสถาวร จิตก็วิปลาส สัญญาก็วิปลาส ทิฏฐิก็วิปลาส คนเหล่านั้นจึงมีวิปลาส 4 จะเห็นความทุกข์เป็นความสุข เห็นความไม่เที่ยงเป็นความเที่ยง เห็นความไม่มีตัวตนเป็นมีตัวตน เห็นอสุภะ เป็นสุภะ เห็นความไม่น่าได้น่ามีน่าเป็น เป็นความน่าได้น่ามีน่าเป็น มันก็เป็นความลงตัวตามพระพุทธเจ้าตรัสทุกอย่างแล้วทุกวันนี้ คนก็วิปลาสโดยไม่นึกว่าตัวเองวิปลาส สู่แดนธรรม.. มีนักข่าวเคยถามว่าท่านจะอุตสาหะ วิริยะ ทำไม เพราะมวลของท่านมีน้อย จะไปสู้กับมวลของทางโลกได้อย่างไร ตอนนั้นพ่อท่านตอบว่าเราไม่จำเป็นต้องไปหามวลของชาวโลกุตระให้มีน้ำหนักเท่าเทียมกับชาวโลก เรามีน้ำหนักแค่ 1 ใน 10 สามารถงัด เหมือนคานงัด พ่อครูว่า... เหมือนปรอทกับโฟม ปรอทมีก้อนนิดเดียวแต่มีน้ำหนักมากกว่าโฟม มันเป็นสัจจะของมัน เราอยู่ของเรามีจำนวนมีมวลน้อย แต่อยู่ได้ คานได้ ทางโน้นมาจะบอกว่ามาทำลายมาล้มล้างจำนวนน้อยนี่แหละไม่ได้หรอก มันเป็นสัจจะ ความไม่จริงมันไม่มีน้ำหนัก สู่แดนธรรม... เพราะว่าพลังรวมของพวกเขาไม่ได้เป็นแผ่นเดียวกัน ใช่ไหมครับ เมื่อถึงวาระใดวาระหนึ่งความเห็นแก่ตัวเขาทำงานต่างคนต่างแยกย้ายกันไป แต่ชาวโลกุตรธรรมอย่างชาวอโศกมีสภาวะเป็น เอกีภาวะ พ่อครูว่า... ใช่ แน่นมาก หนักมาก ส่วนของทางโลกนั้นฟ่ามไม่หนัก เบา งัดนิดเดียวก็กระเด็นได้ง่ายๆ สู่แดนธรรม.. สินค้าของพ่อท่านยังมีอีกอันหนึ่งที่คนโลกมองว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้ามีเรื่องของการเป็นสาธารณะกุศล แม้แต่เรื่องการเมืองได้ด้วยหรือ พ่อครูว่า... ก็พูดถึงอยู่เสมอเรื่องการเมือง ถ้าเข้าใจนะ ถ้ามีปัญญาเข้าใจจริงๆว่า การเมืองเป็นเรื่องของใคร การเมืองก็เป็นเรื่องของคน เมื่อมีคนก็ต้องมีการเมือง และคำว่าเมืองก็ต่างจากป่า การเมืองก็คือการที่เป็นลักษณะอย่างเมือง ไม่ใช่ลักษณะอย่างป่า ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นลักษณะของเมือง ไม่ใช่ลักษณะของป่า ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ลักษณะของคนเถื่อนคนป่า เป็นอาริยกะ ไม่ใช่มิลักขะ พูดหลายทีแล้ววนเวียนซ้ำซาก แต่คนไม่เข้าใจเขาก็ไม่เข้าใจ เขาเข้าใจไม่ได้ ไม่ใช่เขาไม่อยากเข้าใจ เขาอยากเข้าใจแต่เขายังเข้าใจไม่ได้ ไปบังคับไม่ได้หรอกคนที่ยังไม่มีภูมิขึ้นมา จะไปบังคับให้ดอกไม้มันบาน ไม่ถึงเวลาวาระที่มันจะบาน มันก็บานไม่ได้เป็นธรรมดาธรรมชาติอย่างนี้เป็นต้น เราก็ได้แต่แพร่ สร้างการตลาดให้มันขยายตลาดออกไปเรื่อยๆ ผู้ที่เขาแสวงหา ไม่มีอคติ ตั้งใจแสวงหาจริงๆ หรือมีอคติก็ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สู่แดนธรรม... ผู้ที่แสวงหา ถึงแม้จะมีอคติ ผมมองไปที่จุดเริ่มต้น ผู้แสวงหาได้ยินได้ฟังสิ่งใหม่ แม้ว่าจะมีอคติ แต่เมื่อเวลาผ่านไป คิดว่าทิฏฐินี้จะค่อยๆถูกขัดเกลาถูกซักฟอกให้สะอาดยอมเปลี่ยนแปลงลดความเป็นอคติได้เช่นกัน พ่อครูว่า... ใช่ นอกจากคนที่ยึดมั่นถือมั่นอย่างหน้ามืดตามัว หลงติดยึดไม่เปลี่ยนแปลงไม่มี ปรโตโฆษะ เขาก็ไม่มีโยนิโสมนสิการ เป็นจริงตามพระพุทธเจ้าตรัสทุกอย่าง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นจริงๆ ผู้ที่หลงตัวว่าตัวเองเป็นปราชญ์ เป็นปราชญ์ทางพุทธศาสนา ยึดมั่นถือมั่นของตนเอง แล้วก็หมิ่นหยามผู้อื่น ถือว่ารู้มาก ตนเองรู้ยิ่ง รู้จริง เหมือนตัวเองเป็นพระเจ้า ผู้ที่ยึดมั่นถือมั่นจะเป็นอย่างนั้น บอกว่าไม่มีใครเท่าเทียมหรอก พวกนี้ก็นอนไปแก้ไขเขาไม่ได้หรอกเขายึดมั่นถือมั่นเสียแล้ว เปลี่ยนแปลงเขาไม่ได้ก็น่าสงสารก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ไปเอาอะไรกับเขาไม่ได้ก็ต้องปล่อยเขาไป แต่เราก็ต้องเอาเขาเป็นเป้า เป็นเป้าตัวอย่างที่จะตีงูให้กากิน แก้ไขไม่ได้แล้ว ก็ต้องจำเป็น งูจะฉกบ้างก็ต้องหลบเลี่ยงเอา เราต้องฉลาดพอที่จะตีงูไม่ให้มันมาทำร้ายเราให้ได้ นี่ก็เป็นการประมาณของสัตบุรุษ 650502 แยกกายแยกจิตอย่างไรให้ถึงอรหันต์ รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 36