อภิภูผู้รู้จบสัตตาวาสและวิญญาณฐีติ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.67 KB
วันที่แก้ไข30 เมษายน 2565

เนื้อหาในไฟล์

อภิภูผู้รู้จบสัตตาวาสและวิญญาณฐีติ _พ่อครูว่า... อธิบายลงลึกในคำว่า กาย พระพุทธเจ้าตรัส แม้แต่พูดไปแล้ว เริ่มต้นก็ต้องรู้ กาย ก่อน ตั้งแต่ อุปัชฌาย์สอนสัทธิวิหาริก หรือเริ่มต้นทั่วไปไม่ต้องไปบวชหรอก คุณต้องรู้ สักกายะ พ้นสักกายทิฏฐิ พ้นความเห็นที่ไม่รู้ว่าเป็นกายของตน หมายความว่าคุณจะต้องรู้ให้จริง รู้ให้ถูกต้อง เรื่องกาย ที่มันอยู่ในตัวเราเป็น สักกายะ ให้ถูกต้องเสียก่อน ถ้าอันนี้ไม่ถูกต้อง คุณจะเรียนอย่างอื่นอีกเท่าไหร่เท่าไหร่มันก็ไม่มีผลอะไร โมฆะไปตลอดกาล ติดกระดุมเม็ดแรกผิดแล้วไปเลย แล้วก็หลงตัวเองว่าเป็นพระอรหันต์ เป็นอรหันต์เก๊ มาหลอกคนอื่น มันสุดน่าสงสารที่สุดเลย เพราะฉะนั้นต้องมาเรียนให้ดีๆ พระพุทธเจ้าสอนต่อมา นอกจากพ้น สักกายทิฏฐิ พ้น วิจิกิจฉา พ้น สีลัพพตปรามาส พ้น 3 ข้อนี้ก็เริ่มต้นเป็นพระโสดาบัน ก็ปฏิบัติตามวิญญาณฐีติ 7 ได้ เริ่มต้นได้หรือที่สุดจบก็จบด้วย วิญญาณฐีติ 7 จบด้วยการรู้จักฌาน 4 แล้วก็รู้ อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ จบ ไม่มี เนวสัญญานาสัญญายตนะ ไม่มี มีแค่ 7 ทำไมมีแค่ 7 เพราะมันเป็นสิ่งที่ถูกต้องมาตั้งแต่เริ่มต้น ฌาน 1 2 3 4 ในสัตตาวาส 9 สัตว์ที่ 1 2 3 4 ภาษาคำ ระบุอันเดียวกัน สัตตาวาส 9 กับ วิญญาณฐีติ แต่สัตตาวาส 9 เป็นมิจฉาทิฏฐิ ในสัตตาวาส 9 สัตว์ที่ 1 2 3 4 ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ แต่ในวิญญาณฐิติ 7 ข้อที่ 1 2 3 4 ก็เป็นสัมมาทิฏฐิและเรียนรู้ออกจากความเป็นสัตว์ได้ เมื่อถึง สัตว์ตัวที่ 4 วิญญาณฐิติเป็นสัมมาทิฏฐิออกจากความเป็นสัตว์ได้หมด อากาสานัญจายตนะ เป็นของจริง อากาศคือรูป วิญญาณคือนาม อากิญจัญยายตนะ คือ ไม่มี นิดนึงก็ไม่มีไม่มี อะไรก็ไม่มีกิเลส มีแต่ 1.รูป 2.นามที่บริสุทธิ์พ้นจากกิเลสอย่างบริบูรณ์ถ้วนรอบ ไม่ต้องไปใช่ก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ก็ไ

อ่านต่อ

ม่ใช่ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ไม่มี จึงจบด้วย วิญญาณฐิติ 7 คือ อากิญจัญยายตนะ เท่านั้น ส่วนผู้ที่ยังมิจฉาทิฏฐิ เป็นสัตตาวาส 9 จึงมี เนวสัญญานาสัญญายตนะ ยังไม่พอ ที่สำคัญก็คือ อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญยายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ เป็นของเพ้อเจ้อ ผิดไปจริงๆเลย ผ่านอสัญญีสัตว์ ไปดับสัญญาอยู่อันที่ 5 เป็นอสัญญีสัตว์ ผิดไปตั้งแต่สัตตาวาส 9 ที่ 1 2 3 4 แล้วผิดไปแล้ว ยังไม่พอไปรับสัญญาเป็นอสัญญีสัตว์ อันที่ 5 อีก อากาสานัญจายตนะ ก็ยิ่งเลอะเทอะหนัก อากาสานัญจายตนะ ของสัตตาวาส 9 กับของวิญญาณฐีติ 7 คนละโลกเลย อากาสานัญจายตนะของวิญญาณฐิติ 7 นั้นคือความถูกต้อง เป็นสัมมาทิฐิ วิญญาณ เลอะเทอะ เป็นอะไรไม่รู้ อากาสานัญจายตนะ ก็เป็นอะไรไม่รู้ อากิญจัญยายตนะ ก็เลยยิ่งกลายเป็น เนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็ไม่ใช่ไม่รู้ก็ไม่ใช่แล้วเมื่อไหร่ก็จะใช่ มันไม่รู้เรื่องเลยเลอะเทอะไปตลอดกาลนาน คือเรื่องคำว่า กาย กายทั้งเบื้องต้นและที่สุด ทั้งหมดเลยในการเกิดมาเป็นมนุษย์ มีความเป็น 2 คือ เทวะ ก็คือ กาย มีรูปกับนาม คุณเกิดมา เป็นจิตนิยาม ธาตุรู้คุณเป็นจิต เป็นวิญญาณ คุณก็มีสิ่งที่ถูกรู้กับธาตุรู้ ปฏิเสธไม่ได้ต้องรู้ อย่าไปดับมัน อย่าไปหรี่มัน อย่าไปทำให้มันตกความเป็นธาตุรู้ ให้มันรู้เต็มร้อย ต้องให้มีเต็มสติเต็ม สตะ เต็มร้อย สู่แดนธรรม.. เขาบอกว่าถ้ายังมีตัวติดรู้อยู่ จิตก็รู้อยู่ ก็ยังมีตัวเหลืออยู่เขาต้องไปดับความรู้ อย่างหลวงพ่อชา บอกว่า เจอผู้รู้ที่ไหนให้ฆ่าผู้รู้ที่นั่น พ่อครูว่า... นั่นแหละ จะหลวงพ่อชาก็ตามหรือว่าท่านพุทธทาสก็ตาม ก็บอกว่าการไปยึดถือความรู้ไม่รู้นั้นไม่ได้ทั้งนั้น ก็ว่าไปตามลำดับ ผู้ที่รู้แล้วเป็น อนุปคัมมะ ก็จะเข้าใจว่าผู้นี้พูดถูก แต่ยึดถือผิด พูดผิดแล้วก็ยึดถือผิดด้วย ก็จะรู้ว่าผิดอยู่ ถูกบ้างผิดบ้างก็ยังสับสนมีอยู่ ถูกบ้างบางอย่างอันนี้ไม่ถูก แต่ก็ยังไม่แน่ชัด ถูกจริงๆไม่ผิดเลย ผิดจริงๆไม่ถูกเลย ไม่ได้แม่นมั่นอย่างนั้น ก็ยังสับสนไปสับสนมา ซึ่งที่อาตมาพูดอยู่นี้เป็นรายละเอียดของความรู้ ที่พูดแล้วก็สงสารเขา เขาก็จะเห็นว่ามันอวดดี พูดอย่างกับรู้ อ้าว… ถ้าอาตมาไม่รู้จะเอาอะไรมาพูด พูดอย่างกับมันรู้มันรู้จริงๆหรือเหนือเขาหมด แล้วมันเหนือเขาจริงๆไหมล่ะคุณรู้ไหมว่าเหนือ ถ้าหากอาตมาไม่รู้ อาตมาจะเอาที่ไหนมาพูด แล้วอาตมาก็บอกว่า อาตมาเกิดมาในชาตินี้ไม่มีสำนักสังกัด ไม่มีครูบาอาจารย์ อาตมาก็เอาของอาตมามาพูด คุณต่างหากไม่ยอมรับอาตมา นี่พวกคุณมารับอาตมายอมรับ ได้อะไรมาบ้างไหมเล่า ...ได้ ได้อะไรไหนลองเอามาดู ได้ความไม่มี รวมไปลงที่ความไม่มี พระพุทธเจ้าถึงตรัสไว้ชัดเจน อาศัยความไม่มีกับความมีนี่แหละเป็นสิ่งที่ อาศัยศึกษา ในพระไตรปิฎกเล่มที่เท่าไหร่ เล่ม 16 ข้อ 43 เมื่อเห็นความมีความไม่มีแล้ว แล้วก็เป็นผู้ที่รู้แล้วว่าอะไรมีอะไรไม่มี ก็ไม่ไปเข้ายึดถือ ไม่ไปยึดถือทั้งความมี ไม่ไปยึดถือทั้งความไม่มีเรียกว่า อนุปคัมมะ ตราบใดที่ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสานก็เป็นผู้ที่มี อนุปคัมมะ รู้จักมัชเฌนธรรม หรือเป็นอภิภู รู้จักสภาพ 2 แล้วเป็นอายตนะอย่างเป็นอภิภายตนะด้วย รู้ไปสูงยิ่งกว่านั้น รู้ว่าสามารถที่จะปรุงแต่งกันให้เป็นอภิภายตนะ 8 ด้วย คนที่จะเข้าใจอภิภายตนะ 8 ตั้งแต่ อภิภายตนะข้อที่ 1 รู้ทันทีเลยทั้งภายนอกภายใน รู้ทั้ง ปริตตัง รู้ทั้งอัปปมาณา รู้ทั้งสุพรรณะ ทุพรรณะ พร้อมกันไปหมดเลย นี่เป็นอภิภายตนะ ข้อที่ 1 แล้วสภาวะมีอย่างนั้นจริงๆ ที่อาตมาพูดไปนี้อาตมารู้จักสภาวะยังที่ว่าทั้งหมด ทั้งภายนอกทั้งภายในพร้อมกัน แล้วก็มีทั้ง ปริตตัง อัปมาณา สุพรรณะ ทุพรรณะ มีหมด อาตมาพูดพยัญชนะเหล่านั้น สภาวะอาตมาก็ชัดเจนอยู่ ไม่ได้พูดแต่พยัญชนะเฉยๆ นี่เป็นอุตริมนุสธรรมจริงๆ นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะฟ้าไท... ประเด็นหนึ่งที่พ่อครูเน้นย้ำบ่อยๆคือ ธาตุรู้ อย่าไปทำให้ธาตุรู้มันไม่รู้ แล้วอย่าไปทำให้ธาตุรู้มันเสียหาย พ่อครูเน้นย้ำ ธาตุรู้ให้มันรู้เต็มที่ คนไม่มีภูมิ แยกแยะไม่ได้หรอกในสัตตาวาส 9 วิญญาณฐีติ 7 พ่อครูเน้นย้ำเรื่องกาย คือเบื้องต้น เข้าใจให้สัมมาก่อน เป็นโสดาบันก่อน 650427 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อภิภูผู้รู้จบสัตตาวาสและวิญญาณฐีติ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน